หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ประชาธิปไตยของสังคมไม่อ่านหนังสือ

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายวัน  วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10929

ต่อคำถามของผู้สื่อข่าวซึ่งถาม (อย่างคนไม่อ่านหนังสือ) ว่า โครงการชักน้ำจากลำโขงด้วยอุโมงค์ เพื่อนำมาหล่อเลี้ยงภาคอีสาน ซึ่งจะใช้งบลงทุนประมาณ 500,000 ล้านบาทนั้น หากถูกเอ็นจีโอออกมาคัดค้านจะทำได้หรือ คุณสมัครตอบว่า "เอ็นจีโอจะแก้ปัญหาได้หรือ ออกก็ออกมาสิ ดัดจริตพวกนี้ เอ็นจีโอเป็นพ่อคนทั้งเมืองหรืออย่างไร"

คำถามและคำตอบนี้น่าสนใจ เพราะสะท้อนความเป็นจริงบางอย่างของสังคมไทย

โครงการอุโมงค์ผันน้ำจากแม่น้ำโขงไม่ใช่เรื่องใหม่ คุณประจวบ ไชยสาส์น สมัยที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็เคยใช้เป็นจุดขายของตัวเองมาแล้ว โครงการทำนองนี้ก้าวหน้าไปกว่าจุดขายทางการเมืองเสียอีก เพราะมีการวางแผนและออกแบบไปบางส่วนแล้ว เมื่อคิดจะชักน้ำจากแม่น้ำสาละวินเข้ามาหล่อเลี้ยงเขื่อนภูมิพล

เสียงคัดค้านจึงมีมาจากหลายภาคส่วนด้วยกัน ไม่ใช่เฉพาะเอ็นจีโอ เพียงแต่ว่าเอ็นจีโอเสียงดังกว่าฝ่ายอื่นเท่านั้น แต่แทนที่ผู้สื่อข่าวจะหยิบประเด็นของการคัดค้าน ไม่ว่าจะมาจากเอ็นจีโอ, นักเศรษฐศาสตร์, นักสิ่งแวดล้อม, นักการเกษตร, ฯลฯ ขึ้นมาถาม ผู้สื่อข่าวกลับสรุปรวมการคัดค้านทั้งหมดให้เหลือเพียงเอ็นจีโอ กลายเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างรัฐและเอ็นจีโอ หรือระหว่างพระเอกและผู้ร้าย (แล้วแต่ใครจะเห็นฝ่ายใดเป็นพระเอกหรือเป็นผู้ร้าย)

ลงล็อคคุณสมัครพอดี เพราะแทนที่คุณสมัครจะถามกลับว่า เขาคัดค้านว่าอะไร คุณสมัครกลับกระโดดเข้าไปเป็นฝ่ายเดียวกับ "พระเอก" และเต้นก๋าออกมาถล่มฝ่าย "ผู้ร้าย" จนยับเยิน เอ็นจีโอไม่ใช่พ่อ อย่างเดียวกับที่ยูเอ็นก็ไม่ใช่พ่อ ประหนึ่งว่าในโลกนี้เราไม่พึงเรียนรู้อะไรจากใครนอกจากพ่อ คนที่ไม่ใช่พ่อพูดอะไรจึงไม่พึงฟัง

ในทางการเมือง (ไทย) ผมเชื่อว่าคุณสมัครเก็งถูกว่า "พระเอก" ของคุณสมัครเป็นคนเดียวกับ "พระเอก" ของคนไทยส่วนใหญ่ (รวมคนชั้นกลางด้วย) และวัฒนธรรมไม่ต้องฟังใครนอกจากพ่อ ก็เป็นวัฒนธรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่

ประเด็นที่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาค้านหรือไถ่ถามในกรณีอุโมงค์ผันน้ำสาละวินเป็นประเด็นรูปธรรม ต้องการคำตอบรูปธรรมอันไม่อาจใช้คำประณามเช่น "ดัดจริต" มาทดแทนได้ เว้นแต่บิดผันให้กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างพระเอก-ผู้ร้าย

ผมขอยกให้ดูเป็นตัวอย่างเพียงบางประเด็น ซึ่งน่าจะปรับใช้กับโครงการอุโมงค์ผันน้ำแม่น้ำโขงได้เช่นกัน

1.ดินที่ขุดขึ้นมาสำหรับวางท่อหรือสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ มีจำนวนเป็นหลายแสนตันอย่างแน่นอน คำถามง่ายๆ ของผู้คัดค้านก็คือ จะเอาปริมาณดินมหึมานี้ไปกองไว้ที่ไหนบ้าง โดยไม่กระทบต่อระบบนิเวศ ถ้าคำว่าระบบนิเวศฟังดู "ดัดจริต" สำหรับคนอย่างคุณสมัคร เอาตื้นๆ แค่ไม่กระทบต่อทางน้ำ-ทั้งไหลเข้าและไหลออกนะครับ-ก็ได้ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผลกระทบต่อน้ำผิวดินจะรุนแรงขนาดวินาศสันตะโรหรือไม่

2.คุณสมัครพูดว่า ระบบอุโมงค์ผันน้ำนี้ไม่ต้องใช้พลังงาน ก็แปลว่าอาศัยแรงโน้มถ่วงในการส่งน้ำ สมมุติว่าขุดจากกลางแม่น้ำโขงตรงเส้นเขตแดน กว่าน้ำจะไหลไปถึงโคราชหรือกาฬสินธุ์ อุโมงค์จะต้องอยู่ลึกสักเพียงใด จะเอาน้ำขึ้นมาบนผิวดินโดยไม่ใช้พลังงานย่อมเป็นไปไม่ได้ เกษตรกรคงไม่มีกำลังจะลงทุนเอง รัฐต้องลงทุนโดยการชักน้ำขึ้นมาพักบนผิวดินเป็นแหล่งๆ ไป ซึ่งก็เป็นการลงทุนก้อนใหญ่อีกก้อนหนึ่ง ปัญหาที่ตามมาก็คือใครจะเป็นผู้ดูดซับต้นทุนพลังงานนี้ จะเก็บค่าน้ำจากเกษตรกรหรือไม่ ถ้าเก็บ จะให้ปลูกอะไรจึงคุ้มทุน ถ้าไม่เก็บ จะบริหารเงินกู้อย่างไร

3.โครงการขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็นผลตอบแทนชัดเจนเช่นนี้ ในสายตาของผู้ให้กู้จึงเป็นโครงการที่มีความเสี่ยงสูง เพราะต้องอาศัยการควักกระเป๋ารัฐบาลเป็นหลัก โดยไม่เพิ่มรายได้ของรัฐสมตามสัดส่วนของการลงทุน หากหาเงินกู้จนได้ ก็ต้องเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยแพง ทั้งตัวเงินและเงื่อนไข ยิ่งทำให้โครงการนี้มีความ "ทำได้" (feasible) น้อยลงไปอีก

4.คงจะเพื่อไม่ต้องเวนคืนที่ดิน คุณสมัครบอกว่า อุโมงค์ผันน้ำนี้จะวิ่งเลียบไปตามถนนมิตรภาพ ทางหลวงจึงเป็นผู้กำหนดแนวอุโมงค์ ไม่ใช่ความเหมาะสมในการหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรม นั่นหมายความว่า การนำน้ำไปสู่ไร่นายิ่งต้องลงทุนสูงขึ้นไปอีก ใครจะเป็นฝ่ายดูดซับการลงทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ รัฐหรือเกษตรกร

5.หากให้เกษตรกรรับภาระ ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนชนิดของพืชเพื่อให้คุ้มทุน เปลี่ยนชนิดของพืชทำไม่ได้ง่ายๆ เพราะหมายถึงการเปลี่ยนการจัดการไร่นาอีกหลายอย่าง นับตั้งแต่การจัดการด้านแรงงานไปจนถึงด้านเทคโนโลยี, การลงทุน และตลาด (เช่นไปเบียดตลาดผลิตผลการเกษตรของอิสราเอล อันเป็นต้นแบบโครงการที่ให้แรงบันดาลใจคุณสมัคร)

แต่เพราะผู้สื่อข่าวไม่ได้ตั้งคำถามที่เป็นรูปธรรมเช่นนี้ คุณสมัครจึงไม่จำเป็นต้องตอบ แต่กระโดดไปสู่จุดยืนแห่งการปลุกเร้าอารมณ์แทน คุณสมัครก็รอดตัวไป หนังสือพิมพ์ก็ขายได้ เพราะอ่านแล้วมันส์ดี

จุดยืนของคุณสมัครในทางการเมืองเป็นอย่างไรแน่ผมไม่ทราบ แต่จุดยืนในการเสนอตัวทางการเมืองของคุณสมัครเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ปี 2518 แล้ว ประสบความสำเร็จในการเมือง (ไทย) อย่างล้นหลาม และคุณสมัครก็ไม่เปลี่ยนแปลงมาจนบัดนี้

นั่นคือการเปลี่ยนประเด็นปัญหาทุกอย่างมาเป็นการปลุกเร้าอารมณ์ ระหว่างดำกับขาว, ฉลาดกับโง่, คุณค่าของความเป็นไทยกับอะไรที่ "ไม่ไทย" และความพินาศย่อยยับของชีวิต, ฯลฯ

ในช่วงปี 2518-2519 "ผู้ร้าย" ของคุณสมัครคือขบวนการนักศึกษาซึ่งเป็นผู้นำของฝ่ายซ้ายในเมือง คุณสมัครโชคดีที่เลือก "ผู้ร้าย" ได้เหมาะ เพราะขบวนการนักศึกษาเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยอาศัยอุดมการณ์นำ มากกว่าการศึกษาทางวิชาการพร้อมทั้งข้อมูลและความเห็นที่ตั้งอยู่บนประสบการณ์จริง นับว่าลงล็อคคุณสมัครพอดี เพราะคุณสมัครก็ต่อสู้ด้วยอุดมการณ์เหมือนกัน ซ้ำเป็นอุดมการณ์ที่สามารถปลุกเร้าประชาชนได้ง่ายกว่า เพราะมีฐานความเข้าใจอุดมการณ์นั้นอยู่แล้ว ความสามารถในการปลุกเร้าอารมณ์ด้วยสำนวนไทยนานาชนิดของคุณสมัคร ทำให้คุณสมัครกลายเป็นขวัญใจของประชาชนจำนวนมาก

ขบวนการนักศึกษาเสนอให้ "ขับไล่ฐานทัพอเมริกัน" ด้วยอุดมการณ์ คุณสมัครก็สามารถต่อต้านการ "ขับไล่ฐานทัพอเมริกัน" ด้วยอุดมการณ์เช่นกัน ทั้งสองฝ่ายไม่จำเป็นต้องค้นหาข้อมูลจากอะไรทั้งสิ้นเหมือนกัน แพ้ชนะจึงอยู่ที่ใครจะปลุกเร้าอารมณ์ได้เก่งกว่ากันเท่านั้น

แต่ฝ่ายที่รัฐผลักให้เป็น "ผู้ร้าย" ของสังคมไทยได้เปลี่ยนไปนับตั้งแต่ทศวรรษ 2520 แล้ว เอ็นจีโอ, นักวิชาการอิสระ, สื่อมวลชนอิสระ, นักสิ่งแวดล้อม, ปราชญ์ชาวบ้าน, ผู้นำขบวนการประชาชน ฯลฯ ไม่ได้ใช้อุดมการณ์เป็นอาวุธเพียงอย่างเดียวของการต่อสู้ แต่มีการศึกษาประเด็นปัญหาต่างๆ อย่างถี่ถ้วนมากขึ้น ข้อคัดค้านต้องตอบด้วยข้อมูลจริง และหลักวิชาที่มาจากการศึกษาอย่างกว้างขวาง

แต่คุณสมัครก็ยังประสบความสำเร็จทางการเมืองด้วยการปลุกเร้าอารมณ์เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. หรือ ส.ว. คุณสมัครได้คะแนนเสียงท่วมท้นเสมอ อันที่จริงไม่เฉพาะแต่คุณสมัครเท่านั้น ภาครัฐทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกรมป่าไม้, กรมชลประทาน, กรมอุทยานฯ, กระทรวงพลังงาน, กองทัพ, ตำรวจ, หรือรัฐวิสาหกิจ และองค์กรมหาชน เช่น กฟผ., ปตท., ฯลฯ ก็ยังใช้การปลุกเร้าอารมณ์ข้อโจมตีที่ฝ่ายคัดค้านหยิบยกขึ้นมาเสมอ

เช่นจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็หยิบยกความสะอาดหรือต้นทุนต่อหน่วยต่ำสุดมาเป็นข้ออ้าง ทั้งๆ ที่ข้ออ้างเหล่านี้ถูกตั้งคำถามรูปธรรมไว้มากมาย เป็นต้นว่าความสะอาดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้น สะอาดที่ไหนบ้าง นับตั้งแต่เหมืองยูเรเนียม, การขนส่ง, กาก, การรั่วไหล, และซากโรงไฟฟ้าที่หยุดใช้งานแล้ว ล้วนเป็นความสกปรกที่มีอันตรายสูงทั้งสิ้น แต่คำตอบกลับเป็นเทคโนโลยีชั้นสูงซึ่งเชื่อกันว่าจัดการปัญหาเหล่านี้ได้หมด สอดคล้องกับอารมณ์ของคนไทยที่เชื่อมั่นในเทคโนโลยีอยู่แล้ว จึงปลุกเร้าได้ง่าย

กลวิธีปลุกเร้าอารมณ์ยังนำความสำเร็จทางการเมืองมาแก่นักการเมืองและภาครัฐอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง นอกจากคุณสมัครแล้ว ยังมีนักการเมืองอย่างคุณเฉลิม อยู่บำรุง, คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ, คุณเนวิน ชิดชอบ, และอาจตามมาด้วยคุณนพดล ปัทมะ, และอื่นๆ อีกหลายคน การอภิปรายทางทีวีของคนเหล่านี้สามารถแย่งแฟนของละครน้ำเน่าได้เสมอ เพราะสะใจกว่า

"ผู้ร้าย" เปลี่ยนไปแล้ว แต่ "พระเอก" ยังไม่เปลี่ยน

"พระเอก" ไม่ต้องเปลี่ยน เพราะแฟนานุแฟนยังชอบ "พระเอก" ในรูปแบบนี้ ที่ยังชอบอยู่ก็เพราะแฟนานุแฟนหรือสังคมไทยโดยรวมไม่ได้สนใจข้อมูล คนชั้นกลางส่วนใหญ่ไม่อ่านหนังสือ ไม่ดูหนังสารคดี ไม่คุยเรื่องที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่อยากคิดหรือรู้สึกอะไรที่ต่างจากคนอื่น ไม่อยากขุดคุ้ยหามูลเหตุของอะไรสักอย่างเดียว

การถกเถียงจึงเหลืออยู่เพียงปริมาณของความสะใจ ใครทำให้สะใจได้มากกว่า เขาน่าจะเป็นฝ่ายถูกกว่า ความห่วงใยเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นความ "ดัดจริต" เพราะพ่อของเราไม่เห็นเคยห่วงใยเรื่องสิ่งแวดล้อมเลย

และด้วยเหตุดังนั้นประชาธิปไตยของไทยจึงไม่ใช่เวทีกลาง ที่ความเห็นทุกอย่างถูกเสนอให้ได้รับการพิจารณาจากสังคมอย่างเท่าเทียมกัน แต่ความเห็นที่สะใจจะได้ลำดับความสำคัญสูงมาก จนกระทั่งไม่จำเป็นต้องพิจารณาความเห็นอื่นใดที่ด้อยความสะใจไปเลยก็ได้

ความสะใจของถ้อยคำเช่น "ดัดจริต, ไม่ใช่พ่อ" ยังจะอยู่ในการเมืองไทยต่อไป หากระย่อต่อคำประณามเหล่านี้ นายกรัฐมนตรีก็จะเป็นผู้พูดข้างเดียว อันเป็นความปรารถนาสูงสุดของนายกรัฐมนตรีไทยทุกคน โดยเฉพาะคุณสมัคร สุนทรเวช ซึ่งประสบความสำเร็จทางการเมืองจากการพูดข้างเดียวตลอดมา เช่น ยึดกุมสื่อ หรือใช้อำนาจเผด็จการ

หน้า 6