หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบคนติดเหล้า

บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 08 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

หลังงานต้อนรับปีใหม่ผ่านไปไม่นาน ผู้คุมนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐพากันมองว่าถ้าพวกเขาไม่ทำอะไรสักอย่างแบบเร่งด่วน เศรษฐกิจของสหรัฐจะถดถอยเพราะผลพวงของปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพสำหรับซื้อที่อยู่อาศัย เมื่อเดือนที่แล้ว ธนาคารกลางซึ่งคุมนโยบายด้านการเงินจึงลดดอกเบี้ยลงสองครั้งติดต่อกันรวมแล้วถึง 1.25% ส่วนฝ่ายบริหาร และฝ่ายสภานิติบัญญัติของรัฐบาลกลาง ซึ่งคุมนโยบายด้านการคลังก็ตกลงกันว่า จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นเงินราว 1.5 แสนล้านดอลลาร์ เงินจำนวนนี้ส่วนใหญ่จะถูกส่งไปให้ชาวอเมริกัน เพื่อจูงใจให้พวกเขาใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

มาตรการของธนาคารกลางถูกวิจารณ์ว่าเป็น "วิธีบริหารเศรษฐกิจที่อันตราย บุ่มบ่าม และไม่รับผิดชอบ" (คำพูดของ Stephen Roach ประธานกรรมการของวาณิชธนกิจมอร์แกน สแตนลีย์เอเชีย ซึ่งปรากฏในหนังสือพิมพ์ The Washington Post ฉบับประจำวันที่ 27 ม.ค.2551, หน้า F3) ส่วนมาตรการของรัฐบาลกลางถูกวิจารณ์ว่าเป็นวิธีคิดแบบ "ขนหมา นั่นคือ อาการเมาค้างต้องล้างด้วยการดื่มเหล้า" (ข้อเขียนของ Michael Kinsley ซึ่งปรากฏในนิตยสาร Time ฉบับประจำวันที่ 4 ก.พ.2551, หน้า 64 คำว่า "ขนหมา" มีที่มาจากความเชื่อโบราณในสังคมตะวันตกที่ว่าเมื่อหมากัด ให้เอาขนของมันใส่แผลเพื่อรักษาแผลนั้น และป้องกันโรคแทรกซ้อน)

การวิจารณ์แบบรุนแรงเช่นนี้มีกรอบอ้างอิงต่างกัน นั่นคือ ประธานกรรมการของมอร์แกนพูดถึงการแก้ปัญหาฟองสบู่แตก ด้วยวิธีที่จะทำให้เกิดฟองสบู่ครั้งต่อไป ฟองสบู่แตกที่เขาอ้างถึงได้แก่ การสูญเงินทุนของผู้ซื้อหุ้นในบริษัทเทคโนโลยีเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากการเก็งกำไรที่ไม่มีฐานทางเศรษฐกิจรองรับ ในครั้งนั้นธนาคารกลางพยายามป้องกันมิให้เศรษฐกิจถดถอย ด้วยการลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง จนเหลือแค่ 1% ดอกเบี้ยอันแสนต่ำนั้นเอง ที่เป็นแรงจูงใจให้เกิดสินเชื่อด้อยคุณภาพ และการเก็งกำไรในที่อยู่อาศัยอย่างกว้างขวางอันเป็นที่มาของฟองสบู่ที่แตกเมื่อดอกเบี้ยเริ่มขึ้นไป จนเกินศักยภาพการชำระหนี้ของผู้ซื้อบ้าน

ฉะนั้นการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางในครั้งนี้จึงมีโอกาสสูงที่จะกระตุ้นให้เกิดภาวะฟองสบู่ครั้งต่อไป นอกจากนั้นมันยังก่อปัญหาด้านจริยธรรมที่เรียกว่า Moral Hazard อีกด้วย นั่นคือ มันเป็นเสมือนการให้รางวัลแก่ผู้ทำผิด ซึ่งจะไม่มีวันเข็ดหลาบ และจะเข้าร่วมวงเก็งกำไร และกระทำสิ่งที่มีความเสี่ยงสูงต่อไปอีก

คำวิจารณ์นโยบายการคลัง ภูมิหลังกว้าง และลึกกว่าคำวิจารณ์นโยบายการเงิน ผู้เขียนมองว่า ปัญหาเกิดจากการให้สินเชื่อ แก่ผู้ที่ไม่มีศักยภาพเพียงพอในการชำระหนี้ ปัญหานี้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ใหญ่ และลึกกว่าในสังคมอเมริกันนั่นคือ การใช้จ่าย และการกู้หนี้ยืมสินมากเกินไปทั้งในระดับประชาชน และในระดับรัฐบาล มาตรการของรัฐบาล มีค่าเท่ากับรัฐบาลจะก่อหนี้เพิ่มขึ้นเพื่อส่งเงินนั้นไปให้ชาวอเมริกัน พวกเขาจะได้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งที่ส่วนใหญ่จะไม่ใช้เพื่อซื้อหาสินค้า และบริการที่จำเป็นจริงๆ มันจึงเป็นเสมือนวิธีดื่มเหล้าเพิ่มเข้าไปเพื่อแก้อาการเมาค้าง หรือการสร้างความชั่วเพิ่มขึ้นเพื่อหวังจะลบล้างความชั่วที่มีอยู่ก่อนแล้ว

ย่อมเป็นที่รู้กันดีในวงการเศรษฐศาสตร์แล้วว่า มาตรการเช่นนี้มีที่มาจากแนวคิดของ จอห์น เมนาร์ด เคนส์ นักเศรษฐศาสตร์ที่มีอิทธิพลสูงสุดในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา แต่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่อาจไม่รู้ว่า บรมครูผู้นี้เคยพูดไว้เมื่อปี 2473 ซึ่งอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ว่า "ในช่วงหนึ่งร้อยปีต่อไปเป็นอย่างน้อย เราจะต้องแสร้งคิดเสียว่า ความดีคือ ความชั่วและความชั่วคือความดี ทั้งนี้เพราะความชั่วมีประโยชน์แต่ความดีหามีประโยชน์ไม่"

เขาเสนอให้เราละทิ้งฐานทางจริยธรรม เช่น การจำกัดความโลภและการเอารัดเอาเปรียบกันไว้ชั่วระยะหนึ่ง เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำและเพื่อสร้างความร่ำรวย เมื่อทุกคนร่ำรวยพอแล้วจึงค่อยกลับมาคิดเรื่องจริยธรรมกันใหม่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาสัก 100 ปี ณ วันนี้เวลาได้ผ่านไปแล้ว 77 ปีหลังจากที่เขาเปล่งประโยคนั้นออกมา แต่ยังไม่มีทีท่าว่าชาวโลกจะร่ำรวยอย่างทั่วถึง ยิ่งกว่านั้นยังไม่มีทีท่าว่าบรรดามหาเศรษฐีจะละทิ้งความโลภ และการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น

เมื่อพูดถึงภูมิหลังทางเศรษฐศาสตร์และฐานทางจริยธรรม นักเศรษฐศาสตร์ที่มีความรู้ลึกซึ้งคงนึกถึง อะดัม สมิธ นักเศรษฐศาสตร์ที่มีอิทธิพลสูงสุดมาก่อนเคนส์ประมาณ 160 ปี สมิธ เห็นว่าจริยธรรมมีความสำคัญยิ่งถึงกับเขียนตำราด้านจริยศาสตร์ออกมาก่อนที่จะเขียนตำราด้านเศรษฐศาสตร์

เขาไม่เฉพาะเขียนตำราอย่างเดียว หากยังนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตอีกด้วย สมิธจึงไม่ร่ำรวยแม้จะเป็นนายด่านศุลกากร มีความเป็นอยู่อย่างสมถะและมักเดินไปทำงาน ยิ่งกว่านั้นเขายังเสนอคืนเงินบำนาญให้แก่ครอบครัวขุนนาง ที่จ้างเขาเป็นครูอีกด้วย เขาช่วยส่งเสียหลานๆ ให้เรียนหนังสือ และเลี้ยงดูแม่ในยามแก่เฒ่า ส่วนเคนส์สร้างความร่ำรวยได้สูงมาก จากการเก็งกำไรในตลาดหลักทรัพย์และมีความเป็นอยู่ที่หรูหรากว่าสมิธมาก

ในยุคนี้ดูจะไม่มีใครใส่ใจกับสมิธมากนัก เพราะคนส่วนใหญ่บูชาวิธีแก้ปัญหาและหลักการพัฒนาเศรษฐกิจของเคนส์ ในขณะที่สมิธ เน้นจริยธรรมและความมีประสิทธิภาพพร้อมกับแสดงความวิตกถึงเรื่องความร่ำรวย และการบูชาเงินจะทำให้จริยธรรมลดน้อยถอยลง เคนส์ผลักดันให้เกิดการสร้างความร่ำรวย ด้วยการลดจริยธรรมหากจำเป็นเพราะเขาเชื่อว่า ความร่ำรวยคือ กุญแจสำหรับแก้ปัญหาของสังคมมนุษย์ แต่ความร่ำรวยจะเกิดขึ้นได้อย่างทั่วถึงหรือไม่แทบไม่มีใครนำมาคิด

Joseph Pearce ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Small Is Still Beautiful นำมาคิดแล้วสรุปว่า ถ้าชาวโลกร่ำรวย และบริโภค เช่น ชาวอเมริกัน ความต้องการทรัพยากรจะเพิ่มขึ้นกว่า 6 เท่าของระดับที่เราใช้กันในอยู่ปัจจุบัน เราจะไปเอาทรัพยากรจำนวนมากเช่นนั้นมาจากที่ไหนเนื่องจากโลกเราไม่มี ? แม้แต่ในขณะนี้ทรัพยากรก็มีไม่พออยู่แล้ว การรบราฆ่าฟันกันในตะวันออกกลาง และในเคนยามีที่มาจากการแย่งชิงทรัพยากรกัน นอกจากนั้นเรายังกำลังสร้างปัญหาหนักหนาสาหัส จากการใช้ทรัพยากร เช่น ปัญหาโลกร้อนและปัญหาสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางสภาพเช่นนี้เราจะเลือกเดินตามทางของ อะดัม สมิธ ซึ่งยึดจริยธรรม ความมีประสิทธิภาพและความเป็นสมถะเป็นหลัก หรือ ตามทางของ จอห์น เมนาร์ด เคนส์ ซึ่งละทิ้งจริยธรรมเพื่อแสวงหาความร่ำรวย และมีค่าเท่ากับการส่งเสริมให้ดื่มเหล้าเพื่อแก้อาการเมาค้าง ?

เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ผ่านมาอาร์เจนตินาเลือกแก้ปัญหาที่เกิดจากนโยบายประชานิยม ด้วยการเพิ่มความเข้มข้นของนโยบายนั้นเข้าไป ผลเป็นอย่างไรคนไทยคงทราบแล้ว