หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ซับไพร์มส่งผลกระทบ ต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยหรือไม่

บทความ : ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

ถึงแม้ว่าปัญหาซับไพร์มจะเกิดขึ้นมานานข้ามปีแล้ว แต่ปีที่ผ่านมายังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อไทยมากนัก อย่างไรก็ตาม มีความกังวลว่าปี 2551 นี้ จะเป็นการ "เผาจริง" เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากปัญหาซับไพร์มอย่างมาก ซึ่งถือเป็นงานที่ยากของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ ที่ต้องเข้ามาจัดการปัญหาดังกล่าว ในสภาวะที่เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวมากนัก

การคาดการณ์ผลกระทบของปัญหาซับไพร์มส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพราะการถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐจะนำมาซึ่งการชะลอตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลก และทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะต้องชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างแน่นอน แต่อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ และยังไม่มีการวิเคราะห์กันมากนัก คือ ซับไพร์มจะส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของไทยอย่างไร

เสถียรภาพภายใน

หากพิจารณาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศผ่านการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาสินค้าหรืออัตราเงินเฟ้อ ปัญหาซับไพร์มไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในประเทศโดยตรง แต่ส่งผลกระทบผ่าน 2 ปัจจัย คือ ราคาน้ำมัน (Cost Push Factors) และอัตราดอกเบี้ย (Demand Pull Factors) หากจะพิจารณาว่าปัญหาซับไพร์มส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้ออย่างไร ต้องพิจารณาว่าปัญหาซับไพร์มส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยอย่างไร และราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ยในประเทศ มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อของไทยอย่างไร

ปัจจัยด้านราคาน้ำมันนั้นมีแนวโน้มลดลงจากปลายปี 2550 ทำให้ต้นทุนของผู้ผลิตมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากปัญหาซับไพร์มจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐถดถอย และทำให้ความต้องการบริโภคน้ำมันของโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง เนื่องจากสหรัฐเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบลดลงอย่างรวดเร็วจากประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อต้นเดือนมกราคม 2551 เหลือ 89.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (25 ม.ค.2551)

อย่างไรก็ตาม การที่ราคาน้ำมันลดลงแล้วอาจไม่ทำให้ราคาสินค้าลดลงอย่างรวดเร็วนัก เพราะสินค้าส่วนหนึ่งเป็นสินค้าในสต็อก หรือเกิดจากการผลิตภายใต้คำสั่งซื้อเดิม ณ ราคาวัตถุดิบและราคาสินค้าเดิม และมีสินค้าหลายรายการได้ปรับราคาขึ้นไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา แต่ผู้ประกอบการมีต้นทุนการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า (Menu Cost) ทำให้ยังไม่สามารถปรับราคาลงมาได้รวดเร็วนัก ดังนั้น แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงแต่ราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อในช่วงต้นปีนี้อาจจะไม่ลดลงมากนัก

สำหรับอัตราดอกเบี้ยนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งภาวะเศรษฐกิจ ทิศทางของนโยบาย รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศ การที่สหรัฐลดอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่มากถึงร้อยละ 0.75 เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดจากซับไพร์ม และมีสัญญาณว่า จะลดลงดอกเบี้ยลงอีก ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจทำให้เงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามายังไทย ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากขึ้นอีก ประกอบกับแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลง จึงคาดการณ์ได้ว่าผู้กำหนดนโยบายการเงินของไทย น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภค และการลงทุนในประเทศ และลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจนขึ้น จะช่วยฟื้นอุปสงค์โดยรวมในประเทศ ซึ่งอาจมีผลทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นบ้าง

กล่าวโดยรวมแล้ว ปัญหาซับไพร์มจะส่งผลกระทบผ่านราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ยในประเทศ และทำให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ถึงกระนั้นจะไม่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ในระดับที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด เนื่องจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มลดลง

เสถียรภาพภายนอก

เสถียรภาพเศรษฐกิจภายนอกประเทศพิจารณาจากปริมาณทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลการชำระเงิน ซึ่งประกอบด้วย ดุลบัญชีเดินสะพัด (การส่งออก-นำเข้า) และดุลบัญชีเงินทุน (เงินทุนไหลเข้า-ไหลออก) หากดุลการชำระเงินเป็นบวกจะทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ในทางตรงข้าม หากดุลการชำระเงินเป็นลบ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศจะลดลง

ดุลบัญชีทุนขึ้นอยู่กับการเคลื่อนย้ายเงินทุนสุทธิระหว่างประเทศ ซึ่งโดยธรรมชาติของเงินทุน จะเคลื่อนย้ายไปยังที่ซึ่งมีผลตอบแทนสูงกว่า และผลตอบแทนของทุนพิจารณาได้จากอัตราดอกเบี้ย ดังนั้น ด้วยเหตุที่ธนาคารกลางสหรัฐลดอัตราดอกเบี้ยลง และคาดว่าจะลดลงอีกนั้น ทำให้อัตราดอกเบี้ยสหรัฐต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของไทย ดังนั้น อาจทำให้มีทุนเคลื่อนย้ายเข้ามายังประเทศไทยมากขึ้น

ขณะที่ปัญหาซับไพร์มจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเกินดุลน้อยลง เพราะจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐ และประเทศคู่ค้าอื่นของไทย ชะลอตัวลงด้วย ทำให้การส่งออกของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยมีการคาดการณ์กันว่า จะขยายตัวไม่ถึงร้อยละ 10 ในปีนี้ โดยลดลงจากร้อยละ 19 ในปี 2550

นอกจากนี้ เงินทุนที่ไหลเข้าไทยมากขึ้นจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะทำให้ส่งออกได้ยากขึ้น แต่จะทำให้นำเข้ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าผู้กำหนดนโยบายการเงินของไทยจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท ทำให้การส่งออกและนำเข้าไม่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินมากนัก

เมื่อรวมดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลบัญชีทุนแล้ว จะเห็นได้ว่าดุลบัญชีทุนมีแนวโน้มเกินดุลมากขึ้น ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลลดลง ผลของซับไพร์มต่อทั้งสองบัญชีจึงหักล้างกันเอง ทำให้ไม่กระทบดุลการชำระเงินและทุนสำรองระหว่างประเทศมากนัก

ทั้งนี้ ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2550 ปริมาณเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย มีอยู่สูงถึง 8 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็น 6.7 เท่าของปริมาณหนี้ต่างประเทศระยะสั้น (มาตรฐานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศกำหนดไว้ที่ 1.5 เท่า) ดังนั้น ด้วยฐานเงินทุนสำรองที่มีจำนวนมาก ซับไพร์มจึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายนอกประเทศของไทย

จะเห็นว่าปัญหาซับไพร์มจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่าเสถียรภาพภายนอก ถึงกระนั้นผลกระทบน่าจะไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากผลจากปัจจัยที่เป็นผลบวก และผลลบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มีการหักล้างกันเอง อย่างไรก็ตามการดำเนินนโยบายการเงิน และการคลังของไทย ในรัฐบาลใหม่ ยังจำเป็นจะต้องติดตามและดูแลเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และประสานความร่วมมืออย่างแนบแน่นมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจโลกยังคงมีความผันผวนสูงมาก