|
||||||||||||||
|
วิกฤติ "แฮมเบอร์เกอร์"
กับ "ต้มยำกุ้ง" ตอน
ความเหมือนที่แตกต่าง
มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ dr.eKonomic@yahoo.com กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 05 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ขณะนี้ นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกต่างกังวลกับเศรษฐกิจฟองสบู่สหรัฐที่ใกล้จะแตก จนอาจจะกลายเป็นวิกฤติ "แฮมเบอร์เกอร์" ที่หลายฝ่ายกำลังกลัวว่า จะลุกลามกลายเป็นวิกฤติการเงินของโลก ไม่ต่างกับเมื่อ 10 ปีก่อน ที่เกิดวิกฤติการเงินในประเทศไทยในปี 2540 ซึ่งในที่สุด ได้ลุกลามข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังประเทศต่างๆ กลายเป็นวิกฤติ "ต้มยำกุ้ง" ที่โด่งดังไปทั่วโลก จริงๆ แล้ว สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินของสหรัฐในปัจจุบัน มีส่วนคล้ายคลึงกับภาวะเศรษฐกิจของไทยในช่วงก่อนปี 2540 หลายประการ แต่ก็มีบางส่วนที่แตกต่างกัน ดังนั้น คอลัมน์มุมเอกในฉบับนี้ จะขอเปรียบเทียบสถานการณ์ทั้ง 2 เหตุการณ์ ให้ผู้อ่านได้รับทราบ เพื่อจะได้เข้าใจ "ความเหมือนที่แตกต่าง" ของวิกฤติต้มยำกุ้งในไทย กับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ที่กำลังก่อร่างสร้างตัว และรอวันระเบิดอยู่ในสหรัฐ ในอนาคต หากผู้อ่านลองย้อนนึกไปถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วง 4-5 ปี ก่อนที่จะเกิดวิกฤติการเงินของไทยในปี 2540 ท่านอาจจะพอจำความรู้สึกที่พวกเราคนไทยส่วนใหญ่ร่ำรวยกันอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากการปั่นราคาที่ดิน จนราคาสูงขึ้นไปหลายเท่าตัว หรือปั่นราคาหุ้นจนดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ไทย สูงขึ้นไปอยู่เกือบสองพันจุด (เทียบกับปัจจุบันที่ราคาหุ้นยังอยู่แค่ประมาณ 800 จุด) ส่วนธุรกิจเอกชนก็ร่ำรวยไม่แพ้กัน เพราะสามารถกู้เงินต่างชาติ ผ่านแบงก์หรือไฟแนนซ์ มาต่อเงินสร้างความร่ำรวยกันอย่างง่ายดาย คราวนี้พอคนไทยส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา และห้างร้านนิติบุคคล หาเงินกันอย่างง่ายดาย ก็จับจ่ายใช้สอยกันอย่างฟุ่มเฟือยตามฐานะ (จอมปลอม) ที่ดีขึ้น หลายคนเริ่มสะสมรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ไว้ที่บ้านจนลานจอดรถไม่พอ บ้างก็แห่กันยกครอบครัวไปเที่ยวเมืองนอกและสะสมกระเป๋าใบหรูราคาแพงกันคนละหลายใบ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เมื่อรวมกันมาเป็นภาพใหญ่ก็สะท้อนมาด้วยตัวเลขการขาดดุลเดินบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมาอยู่สูงถึงเกือบร้อยละ 8 ของ GDP แล้วก็ชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนี้ด้วยการกู้เงินต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการกู้เงินระยะสั้นผ่านช่องทาง BIBF ของสถาบันการเงินต่างๆ แน่นอนว่า ในช่วงแรกๆ ต่างชาติก็ยินดีให้กู้ด้วยดี เพราะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะมีอนาคตสดใส สามารถชำระหนี้คืนได้ในอนาคต แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปๆ เศรษฐกิจเริ่มไม่สดใสอย่างที่คิด การส่งออกที่เคยโตปีละ 10% กลับไม่ขยายตัวในปี 2539 ผู้ให้กู้ชาวต่างชาติเลยหมดความมั่นใจ และแห่ถอนเงินกู้คืนจากเมืองไทยตั้งแต่ช่วงปลายปี 2539 จนเป็นที่มาของการล้มละลายในบริษัทไทยหลายแห่ง โดยเริ่มต้นจากบริษัทในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ปั่นราคาคอนโด และราคาบ้านจนสูงลิบ ซึ่งในที่สุดก็ขายไม่ออก กลายเป็นปัญหาหนี้เสีย NPL จนลุกลามทำให้ไฟแนนซ์ และธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายขาดสภาพคล่องมหาศาล จนธนาคารชาติต้องเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งในที่สุด ก็เจ๊งและต้องปิดกิจการอยู่ดี หากลองวิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐ ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านจะพบว่า ไม่ต่างกับเหตุการณ์ฟองสบู่ ในเมืองไทยช่วงก่อนวิกฤติปี 2540 เท่าไรนัก เช่น คนอเมริกันที่ใช้จ่ายบริโภคกันอย่างฟุ่มเฟือย เหมือนคนไทยในยุคก่อนปี 2540 ในขณะเดียวกัน ก็แห่กันเก็งกำไรในราคาบ้านและที่ดินกันมหาศาล โดยแต่ละครอบครัวชาวอเมริกันจะมีบ้านกัน 2-3 หลัง และมีการปั่นราคาบ้านจนราคาสูงขึ้นไปหลายเท่าตัว ดังนั้น ในที่สุดเมื่อบ้านเริ่มขายไม่ออก ลูกหนี้ที่ขอกู้มาผ่อนบ้านก็เริ่มชักดาบ (โดยเฉพาะลูกหนี้ที่มีรายได้ต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไป หรือลูกหนี้ประเภทซับไพร์ม จนเป็นที่มาของชื่อเรียกยอดนิยมในปัจจุบันว่า ปัญหาซับไพร์ม) ทำให้สถาบันการเงิน เกิดปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง จนธนาคารกลางสหรัฐต้องเข้าไปช่วยเหลืออัดฉีดสภาพคล่องอย่างมากมาย ซึ่งดูแล้วก็ไม่ต่างกับปัญหาการขาดสภาพคล่องในช่วงปลายปี 2539 ยังไงยังงั้น จะว่าไปแล้ว สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันนี้แย่กว่าเมืองไทยในอดีตอีก เพราะไม่เพียงแต่ประชาชนคนสหรัฐเท่านั้น ที่ใช้จ่ายเกินตัว แต่รัฐบาลสหรัฐกลับมาร่วมใช้จ่ายเกินตัวด้วย ดังจะเห็นได้จากการขาดดุลการคลังของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง มาอยู่ที่ประมาณ 3% ของ GDP จนเป็นที่มาของสถานการณ์อันตรายต่อการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกกันว่า การขาดดุลบัญชีแฝด (Twin Deficits) อันเกิดจากการขาดดุลการคลังควบคู่กับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเหตุการณ์นี้ต่างกับประเทศไทยในช่วงก่อนปี 2540 ที่รัฐบาลไทยมีการเกินดุลการคลังมาโดยตลอด ทำให้ในยามจำเป็น ที่รัฐบาลต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงหลังวิกฤติ รัฐบาลจึงสามารถใช้บุญเก่า มาจัดทำนโยบายการคลังแบบขาดดุล เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยไม่มีปัญหาเสถียรภาพการคลัง การที่ภาคเอกชนและรัฐบาลอเมริกันพร้อมใจกันใช้จ่ายขาดดุลอย่างฟุ่มเฟือย ได้สะท้อนปัญหาในภาพรวม ให้เห็นผ่านการนำเข้าสินค้า และบริการที่ขยายตัวสูงมาก จนเกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบันขาดดุลอยู่สูงถึงเกือบ 6% ของ GDP ซึ่งนับว่าเกินระดับอันตรายของมาตรฐานสากล ที่สามารถนำพาประเทศให้เกิดวิกฤติได้แล้ว แถมยังเป็นการขาดดุลทั้ง 3 บัญชี ทั้งขาดดุลการคลังของรัฐบาล ขาดดุลการออมของครัวเรือน และขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งควรจะเรียกได้ว่า เป็นปัญหา Triple Deficits ที่น่าจะมีความรุนแรงกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งของไทยที่อย่างน้อยก็ยังมีดุลการคลังที่เกินดุล อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันยังไม่เจอกับวิกฤติเศรษฐกิจก็เพราะระบบการเงินของโลก ที่สหรัฐวางรากฐานไว้ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ทำให้ดอลลาร์กลายเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศไปโดยปริยาย (ผมเขียนรายละเอียดเรื่องนี้ไว้ในคอลัมน์มุมเอก ตอน "ความผันผวนในตลาดเงินโลก กับการเงินระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไป" ลองไปหาดูในบทความย้อนหลังนะครับ) เพราะฉะนั้น ประเทศต่างๆ ที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัดกับสหรัฐ จึงไม่มีทางเลือกต้องนำเงินที่ค้าขายเกินดุลได้มา กลับไปลงทุนในสหรัฐ (ซึ่งก็คือการปล่อยกู้ให้สหรัฐ เพื่อชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนั่นเอง) ดังนั้น เมื่อสหรัฐยังมีเงินทุนจากต่างประเทศ ที่ยังเต็มใจให้สหรัฐกู้อยู่ ทำให้วิกฤติ "แฮมเบอร์เกอร์" จึงยังไม่เกิดขึ้น แต่เหตุการณ์นี้ไม่ได้ประกันว่าจะเกิดขึ้นต่อไปอย่างถาวร เพราะในอนาคต เมื่อนักลงทุนต่างชาติ ที่ถือเงินลงทุนอยู่ในรูปดอลลาร์ เริ่มถอนเงินออกจากสหรัฐ เพราะเกรงว่าในที่สุดสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์จะด้อยค่าลงๆ เหมือนกับสินทรัพย์ในรูปเงินบาท ที่ด้อยค่าลงอย่างรวดเร็วในช่วงวิกฤติปี 2540 วันนั้นแหละครับ ที่สหรัฐจะเจอวิกฤติ "แฮมเบอร์เกอร์ (เน่า)" อย่างเต็มรูปแบบ เสียดายเนื้อที่คอลัมน์ฉบับนี้หมดลงเสียแล้ว ไว้ในคอลัมน์มุมเอกฉบับต่อๆ ไป ผมจะพูดถึงมาตรการขาดดุลการคลังของสหรัฐ และการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ว่าไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐได้ตรงจุดเท่าไร เพียงแค่ช่วยยืดเวลาวิกฤติออกไปเท่านั้น เพราะปัญหาที่แท้จริงในสหรัฐยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ผมก็ได้แต่หวังว่า สหรัฐอเมริกาจะได้ประธานาธิบดี และรัฐมนตรีคลัง ที่เก่งกาจและชำนาญในเรื่องเศรษฐกิจ จะได้เข้ามาแก้ปัญหาวิกฤติของชาติ และของโลกได้ตรงจุด สวัสดีครับ ย้อนรอยวิกฤติ "แฮมเบอร์เกอร์"...ไทยเตรียมรับมือ บทความ : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 05 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดการเงินด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Fed Funds rate) ลงมากถึงร้อยละ 0.75 ในการประชุมที่จัดขึ้นอย่างฉุกเฉินในวันที่ 22 มกราคม 2551 และต่อเนื่องด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง อีกร้อยละ 0.50 ในการประชุมตามกำหนดการปกติระหว่างวันที่ 29-30 มกราคม 2551 ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั้ง 2 ครั้ง (1.25%) ในรอบประมาณ 1 สัปดาห์ ได้ส่งผลทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ปรับตัวลงอย่างรวดเร็วจากระดับร้อยละ 4.25 (หลังการประชุมเฟด 11 ธ.ค.2550) มาอยู่ที่ร้อยละ 3.00 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 4.00 อย่างไรก็ตาม การปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ยังคงไม่เพียงพอที่จะทำให้นักลงทุนในตลาดการเงินทั่วโลกมั่นใจได้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะสามารถหลีกเลี่ยงหรือหลุดพ้นจากภาวะถดถอย (Recession) ได้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ทำการวิเคราะห์และเปรียบเทียบรูปแบบของการเกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของสหรัฐ นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 ดังนี้ ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในสหรัฐ จากการศึกษาวัฏจักรของเศรษฐกิจสหรัฐ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา จะพบว่าหากเศรษฐกิจสหรัฐ ปรับตัวเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว จะต้องใช้เวลาประมาณ 4-7 ไตรมาส หลังจากนั้น กว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้น ซึ่งในที่นี้หมายถึงมีอัตราการขยายตัวของ GDP เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (Quarter on Quarter) เป็นบวกติดต่อกัน 2 ไตรมาส โดยระยะเวลาและรูปแบบของการฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอยในแต่ละครั้งมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับต้นตอปัญหาที่กดดันเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา พิจารณาย้อนกลับไปในอดีตจะพบว่า ปัญหาฟองสบู่แตกในภาคอสังหาริมทรัพย์นั้น เคยเป็นชนวน ที่ทำให้เกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในสหรัฐ ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 ตามลำดับ โดยภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจทั้ง 2 ครั้งล้วนเป็นผลพวงมาจากวิกฤตการณ์สถาบันเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย (Savings and Loan Associations) หรือที่รู้จักกันในนาม S&L Crisis โดยในช่วงต้นทศวรรษ 1980 นั้น เศรษฐกิจสหรัฐต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อเป็นตัวเลข 2 หลัก ซึ่งเป็นผลพวงมาจากวิกฤติน้ำมัน ในช่วงปี ค.ศ.1979 (พ.ศ.2522) ในขณะที่การคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟด ด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปสู่ฐานะทางการเงินของ Savings and Loans ที่ระดมเงินทุนระยะสั้น ซึ่งต้นทุนจะเปลี่ยนแปลงไปตามภาวะตลาดเงิน แต่ปล่อยกู้ระยะยาวในสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ที่มักจะมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นแบบคงที่ ทั้งนี้ วิกฤติ S&L ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1980 นี้ ได้ฉุดเศรษฐกิจสหรัฐให้เข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นระยะเวลา 6-7 ไตรมาส (โดยเริ่มจากไตรมาส 1/2524 จนถึงไตรมาส 1/2526) ก่อนที่เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวกลับมาได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2526 ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 1990 ผลพวงจากวิกฤติ S&L กลับมาสร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจสหรัฐอีกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงประจวบเหมาะกับการเกิดสงครามอิรัก โดยผลกระทบจากทั้ง 2 เหตุการณ์ดังกล่าว ได้ฉุดเศรษฐกิจสหรัฐให้ชะลอตัวลงตั้งแต่ไตรมาส 1/2533 ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 1/2534 วัฏจักรฟองสบู่แตกกับการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ หากพิจารณาภาวะถดถอยใน 3 ช่วงเวลาที่กล่าวข้างต้น โดยเรียงจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 1990 และภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในช่วงปี ค.ศ.2000-2001 จะพบว่าธนาคารกลางสหรัฐตอบรับกับเหตุการณ์ภาวะถดถอยทั้ง 3 ช่วง ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ในอัตราที่แตกต่างกัน แต่รอบระยะเวลาของวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงินใกล้เคียงกัน กล่าวคือ -ภาวะถดถอยช่วงต้นทศวรรษ 1980 (วิกฤติน้ำมัน + วิกฤติ S&L) กินเวลาประมาณ 3 ปี โดยธนาคารกลางสหรัฐทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้นร้อยละ 4.75 จากระดับร้อยละ 13.00 ในเดือนพฤศจิกายน 2524 ลงสู่ระดับร้อยละ 8.25 ในเดือนธันวาคม 2527 -ภาวะถดถอยในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 1990 (สงครามอิรัก + วิกฤติ S&L) กินเวลามากกว่า 3 ปี โดยธนาคารกลางสหรัฐทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวมทั้งสิ้นร้อยละ 6.81 จากระดับร้อยละ 9.81 ในเดือนพฤษภาคม 2532 ลงสู่ระดับร้อยละ 3.00 ในเดือนกันยายน 2535 - ภาวะถดถอยช่วงค.ศ.2000-2001 (ฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี) กินเวลาประมาณ 3 ปีเช่นกัน โดยธนาคารกลางสหรัฐทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวมทั้งสิ้นร้อยละ 5.50 จากระดับร้อยละ 6.50 ในเดือนพฤษภาคม 2543 ลงสู่ระดับร้อยละ 1.00 ในเดือน มิถุนายน 2546 วิกฤติซับไพร์ม...ความเป็นไปได้ของการเกิดภาวะถดถอย หากพิจารณาเปรียบเทียบต้นตอของวิกฤติ S&L ในช่วงต้นและปลายทศวรรษ 1980 เทียบกับวิกฤติซับไพร์มในครั้งนี้ จะพบว่ามีความคล้ายคลึงกัน คือ มีชนวนของปัญหาอยู่ที่สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นหลังจากภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐเข้าสู่ภาวะหดตัวอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่วิกฤติซับไพร์มในรอบนี้ ยอดขายบ้านใหม่ของสหรัฐหดตัวลงแล้ว 25 เดือนติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2548 ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีความเห็นว่า ตัวเลขภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐยังคงมีแนวโน้มอยู่ในช่วงขาลง เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐยังคงรอเวลาที่จะผ่านพ้นจุดต่ำสุดต่อไปอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่างวิกฤตการณ์ทั้ง 2 รอบอยู่ในวิกฤติ S&L นั้น สถาบันการเงินประเภท Savings and Loans เป็นสถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด ซึ่งผลที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นก็คือ สถาบันการเงินประเภท Savings and Loans กว่าพันแห่งจากทั้งหมดราวสี่พันแห่งต้องทยอยปิดตัวลง ในขณะที่วิกฤติซับไพร์มในรอบนี้มีความแตกต่างออกไป เนื่องจากความเสียหายทางการเงิน ไม่เพียงจะเกิดขึ้น กับบริษัทปล่อยกู้จำนองในสหรัฐเท่านั้น แต่สถาบันการเงินอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งหมายความรวมถึงธนาคารชั้นนำ นักลงทุนสถาบัน และกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ที่ถือครองตราสารที่หนุนหลังด้วยสินเชื่อด้อยคุณภาพก็ได้รับผลกระทบไปด้วย และหากประเมินผลกระทบของวิกฤติซับไพร์มในช่วงที่ผ่านมา จะพบว่าความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอยในรอบนี้ อยู่ในระดับที่สูงมาก และมีความเป็นไปได้ที่ผลพวงของปัญหาอาจลุกลามออกไปกระทบต่อสถาบันการเงินชั้นนำหลายประเภท สถานการณ์อาจจะเลวร้ายลงไปอีก หากตลาดการเงินยังคงขาดเสถียรภาพ เนื่องจากความเชื่อมั่นยังไม่กลับคืนมา และทำให้สถาบันการเงินชั้นนำที่กำลังเผชิญปัญหา ต้องทำการผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นของตนเองให้กับลูกหนี้พร้อมๆ กับการควบคุมการปล่อยสินเชื่อประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยให้มีมาตรฐานที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุด วิกฤติซับไพร์มในครั้งนี้ก็อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ของเศรษฐกิจสหรัฐ และอาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐต้องเข้าสู่ "ภาวะชะลอตัว/ถดถอย" ไปอย่างน้อยอีก 4-6 ไตรมาส บทสรุป แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ และนโยบายการคลังของรัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้เอนเอียงไปในเชิงที่ผ่อนคลายลง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว แต่ดูเหมือนว่า ความเสี่ยงของการเกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ยังคงมีอยู่ต่อไป ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในรอบการประชุมตามปกติและแบบฉุกเฉินของธนาคารกลางสหรัฐ เมื่อเร็วๆ นี้ สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองทางเศรษฐกิจในเชิงลบของธนาคารกลางสหรัฐได้อย่างชัดเจน ในขณะที่แผนกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีบุช ที่ได้รับความเห็นชอบโดยสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2551 ด้วยคะแนนที่ท่วมท้นนั้น อาจต้องเผชิญความล่าช้าในการพิจารณาในวุฒิสภาในขั้นตอนถัดไป ซึ่งก็จะทำให้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวกลายเป็นประเด็นถกเถียงทางการเมืองก่อน แทนที่จะถูกเร่งประกาศออกมาเป็นข่าวดีของผู้บริโภคสหรัฐ นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านทางการคืนเงินภาษียังถูกวิจารณ์โดยนายพอล ครุกแมน ว่า แผนการดังกล่าว อาจไม่มีประสิทธิภาพมากนักในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากผู้ที่ได้รับประโยชน์ จากการคืนเงินภาษีดังกล่าว (ผู้มีรายได้น้อยกว่า 75,000 ดอลลาร์) อาจเป็นกลุ่มผู้บริโภคสหรัฐที่ไม่ได้กำลังประสบกับความเดือดร้อนทางการเงิน ซึ่งเงินภาษีที่ได้รับคืนไปนั้นอาจถูกนำไปเก็บเป็นเงินออมและจ่ายหนี้มากกว่าจะถูกนำมาจับจ่ายใช้สอย ดังนั้น หากประกอบภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน ก็พบว่าความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐอาจเข้าสู่ช่วงตกต่ำยาวนาน จนอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐต้องทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากกว่าที่คาดก็ยังคงมีอยู่ โดยแม้ว่าตลาดการเงินได้รับรู้ข่าวร้ายที่เกี่ยวเนื่องกับวิกฤติซับไพร์มในครั้งนี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงไม่สามารถประเมินระดับความเสี่ยง และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจสหรัฐ และเศรษฐกิจโลกได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ เศรษฐกิจสหรัฐมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 1 ใน 4 ของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน สำหรับผลกระทบต่อไทยนั้น แม้ว่าการส่งออกของไทยไปยังตลาดสหรัฐคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 12.8 ของการส่งออกโดยรวมในปี 2550 อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองว่า ตลาดส่งออกไปยังสหรัฐ ยังคงมีความสำคัญต่อภาคส่งออกของไทย หากพิจารณาถึงผลทางอ้อม ที่ปรากฏผ่านการส่งออกสินค้าขั้นต้น และขั้นกลางไปยังประเทศคู่ค้าของไทย เพื่อที่จะนำไปผลิตเป็นสินค้าขั้นสุดท้ายที่มีจุดหมายปลายทาง คือตลาดสหรัฐ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของตลาดส่งออกของไทยที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน โดยตลาดส่งออกอื่นๆ อาทิเช่น สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ตลอดจนบางประเทศในยุโรป และตะวันออกกลาง เติบโตได้ดีและมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น ก็อาจช่วยลดผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลงได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ตระหนักถึงประเด็นความเสี่ยง ของการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากคำกล่าวในแถลงการณ์ประจำปี ที่ระบุถึงแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ว่า เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทย มีความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าที่เคยประเมินไว้ และธปท.จะยึดกรอบนโยบายการเงินที่เอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตราบใดที่อัตราเงินเฟ้อไม่ขยายตัวเกินกว่าเป้าที่กำหนดไว้ ดังนั้น ตลาดการเงินและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง คงจะต้องติดตามความคืบหน้า ของพัฒนาการของวิกฤตการณ์ดังกล่าว อย่างใกล้ชิดต่อไป เนื่องจากวิกฤติดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังค่าเงินดอลลาร์ ตลอดจนตลาดการเงินอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
|