หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ความรุนแรงไร้การผูกขาด

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายวัน  วันที่ 04 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10922

เหมือนกับรัฐอื่นทั่วไป รัฐไทยเคยสามารถผูกขาดความรุนแรงไว้แต่ผู้เดียวได้สำเร็จ

ผูกขาดความรุนแรงได้สำเร็จ ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีความรุนแรงอื่นใดในรัฐนั้น นอกจากการกระทำของรัฐ แต่หมายความว่า ความรุนแรงใดๆ ที่ไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐ เป็นความรุนแรงที่ผิดกฎหมาย ผู้กระทำต้องถูกลงโทษ และยิ่งกว่ากฎหมายก็คือ ผู้คนทั่วไปยอมรับว่าการกระทำนั้นผิด ไม่พึงได้รับรางวัลหรือสมประสงค์เพราะก่ออาชญากรรม

จนกระทั่ง ความรุนแรงเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุจุดประสงค์ที่ราคาแพงเกินไป ไม่มีใครอยากใช้ นอกจากรัฐ

ก่อนหน้าการรัฐประหาร พ.ศ.2490 ลักษณะการผูกขาดความรุนแรงของรัฐไทย ยังพยายามที่จะอิงกฎหมายมากที่สุด เท่าที่จะทำได้ บางครั้งจำเป็นต้องสร้างกฎหมายใหม่, ศาลใหม่, หรือการจำขังแบบใหม่ขึ้นมา เพื่อใช้ความรุนแรงได้ตรงเป้าประสงค์ รัฐก็จะทำ แม้ว่ามาตรการเหล่านั้นอาจไม่ชอบธรรมนักก็ตาม แต่อย่างน้อยก็มีกฎหมายอ้างอิงได้

การต่อสู้ทางการเมืองอย่างเข้มข้นหลังสงครามโลก และการรัฐประหาร 2490 ทำให้รัฐขยายการใช้ความรุนแรงออกไปนอกกฎหมายอีกมากมาย หมายความว่ามีการใช้ความรุนแรงกับพรรคการเมือง, นักการเมือง, เอกชน, บุคคล และสถาบัน โดยไม่อิงกับกฎหมายแต่อย่างใด เช่นฆ่าทิ้ง, จับถ่วงทะเล, ขับไล่ออกนอกประเทศ, ถีบลงเขาเผาถังแดง, ทิ้งนาปาล์มร้างทั้งหมู่บ้าน, ฯลฯ

จนถึงเผด็จการทหารสฤษฎิ์-ถนอม-ประภาส รัฐไทยยังผูกขาดความรุนแรงไว้ได้แต่ผู้เดียว ทั้งตามกฎหมายซึ่งเขียนขึ้นใหม่ เพื่อใช้ได้ครอบจักรวาล และนอกกฎหมายตามความจำเป็นและความสะดวก

ลักษณะการผูกขาดความรุนแรง ทั้งตามกฎหมายและนอกกฎหมายของรัฐเช่นนี้ ส่งผลให้กลไกของรัฐที่สำคัญคือระบบราชการ (ทั้งทหารและพลเรือน) ใช้ความรุนแรงในลักษณะเดียวกันนี้ด้วย แม้ไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐโดยตรง ก็กระทำในนามของรัฐ หรืออ้างประโยชน์ของรัฐเพื่อใช้ความรุนแรงส่วนตัว เช่น การวิสามัญฆาตกรรมคนร้ายที่ยอมจำนนแล้ว (อันอาจขยายไปสู่การฆ่าศัตรูส่วนตัวในนามของการวิสามัญฆาตกรรมได้)

จนกระทั่ง วัฒนธรรมการใช้อำนาจรัฐของรัฐไทยเป็นวัฒนธรรมแห่งความรุนแรง ไม่ต่างจากหลายรัฐในเอเชีย, แอฟริกา และละตินอเมริกา กลายเป็นมรดกตกทอดมาถึงการเมืองในระบอบเลือกตั้งสืบมา

ระบอบเลือกตั้ง ซึ่งเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา รับมรดกความรุนแรงของรัฐมาไว้เต็มๆ แม้แต่ตัวกระบวนการเลือกตั้งเอง ก็อาศัยความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการแสวงหาคะแนนเสียงอยู่มาก และมากขึ้นตามลำดับ

ผู้ที่สามารถผูกขาดความรุนแรงในท้องถิ่นได้มาก (หรือที่เรียกว่าเจ้าพ่อ) คือผู้ที่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง จากหลายเขตเลือกตั้ง คนเหล่านี้รวมตัวกันหนุน และจัดตั้งรัฐบาล "พลเรือน" ขึ้นหลายชุด

การใช้ความรุนแรงขยายจากรัฐและกลไกของรัฐไปสู่สมุนและบริวารเครือข่ายของนักเลือกตั้งเหล่านี้ด้วย โดยเฉพาะความรุนแรงที่ไม่อิงกับกฎหมาย ฉะนั้น รัฐไทยจึงหมดความสามารถที่จะผูกขาดความรุนแรงไว้แต่ผู้เดียวอีกแล้ว แม้ว่ารัฐยังมีสมรรถภาพสูงสุดที่จะใช้ความรุนแรงก็ตาม แต่รัฐไม่มีสมรรถภาพที่จะระงับความรุนแรงของเอกชนได้

แต่รัฐไทยหลัง 14 ตุลาไม่ใช่รัฐของราชการอีกแล้ว หากเป็นรัฐที่ทุนเข้ามายึดกุมมากขึ้นตามลำดับ ทุน (ทั้งของรัฐและเอกชน) จึงอาจใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการดำเนินกิจการของตัวเพื่อแสวงหากำไรได้สะดวก ทั้งความรุนแรงที่อิงกับกฎหมาย และใช้ในนามของรัฐ และความรุนแรงนอกกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม แทนที่จะเกิดการยิงกันสนั่นเมืองเพราะการแข่งขันกันของทุน กลับมีกติกาของการแข่งขันระหว่างทุนด้วยกันเอง ที่ให้ภาพของความสงบเรียบร้อย และยอมรับกันได้ทั้งในประเทศและนานาประเทศ หากไม่นับกรณียกเว้นเพียงน้อยรายที่เกิดขึ้นในส่วนภูมิภาคบางแห่งแล้ว การแข่งขันกันของทุนไทยโดยเฉพาะระดับชาติ ไม่ได้ใช้ความรุนแรงทางกายภาพนอกกฎหมายมากนัก (การปั่นหุ้น หรือการเรียกค่าต๋งไม่ถือเป็นความรุนแรงทางกายภาพ)

มีปัจจัยอยู่สองสามอย่างที่ทำให้เกิดความสงบเรียบร้อยของการแข่งขันของทุน เช่น เพราะต้องอาศัยการลงทุนจากต่างประเทศอยู่มาก ทำให้ภาพแห่งความสงบเรียบร้อยมีความจำเป็น แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ทุนไทยประสบความสำเร็จในการประสานผลประโยชน์เข้าหากัน โดยอาศัยการลงทุนร่วมกันในกิจการต่างๆ (เช่นการถือหุ้นไขว้กันอย่างสลับซับซ้อน) รวมทั้งการใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการประสาน นับตั้งแต่ "ดอง" กันเอง ไปจนถึงการร่วมในกิจกรรมเชิงสังคมต่างๆ

ที่ทุนไทยสามารถประสานประโยชน์เข้าหากันได้เช่นนี้ ก็เพราะวัฒนธรรมศักดินาที่ทุนไทยน้อมรับไว้เต็มกระหม่อม เพื่อประโยชน์เฉพาะหน้าในลำดับแห่งพัฒนาการของทุนที่ไทยเผชิญอยู่ วัฒนธรรมศักดินาของทุน คือการจัดลำดับความสูง-ต่ำของทุนกลุ่มต่างๆ กลุ่มทุนในระดับสูงจะได้รับอภิสิทธิ์และความเอาใจใส่ (รวมทั้งการยกเว้นภาษีในรูปต่างๆ) จากรัฐมาก ในขณะที่กลุ่มทุนในระดับต่ำจะได้น้อย ฉะนั้นทุนระดับต่ำ จึงอยากเชื่อมต่อกับทุนระดับสูง ลักษณะการเชื่อมต่อทำได้หลายอย่าง นับตั้งแต่ร่วมทุนไปจนถึงการเชื่อมต่อในทางวัฒนธรรม หลายอย่าง เช่น การร่วมบริจาคหรือร่วมกิจกรรมสาธารณกุศล กับทุนระดับสูง ในที่สุด ทุนไทยก็กลายเป็นเครือข่ายของความสัมพันธ์ ที่โยงใยเข้าหากันภายใต้วัฒนธรรมศักดินาที่ทุกฝ่ายยอมรับ

แม้แต่ทุนท้องถิ่นก็ถูกดึงเข้ามาผูกสัมพันธ์ในเชิงผลประโยชน์ และนานวันเข้าก็ในเชิงวัฒนธรรมด้วย

อย่างไรก็ตาม ความสงบเรียบร้อยในความสัมพันธ์ระหว่างทุนด้วยกันเอง ไม่ได้หมายความว่าทุนไม่ใช้ความรุนแรง ในประเทศที่รัฐไม่สามารถผูกขาดความรุนแรงไว้แต่ผู้เดียวได้ พัฒนาการของทุนไทยในขณะนี้คือ การแย่งชิงทรัพยากรของคนอื่นอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อให้ได้พลังงานราคาถูก, สาธารณูปโภค และสาธารณูปการที่ไม่ต้องลงทุนเอง, ค่าแรงราคาถูกเพื่อทดแทนความไร้สมรรถภาพในการแข่งขันของตน, นโยบายการเงินการคลังที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้ลงทุน, นโยบายการศึกษาเพื่อผลิตแรงงานที่เหมาะสมของตนโดยตนไม่ต้องลงทุน, ทรัพยากรธรรมชาติเช่นป่า, แม่น้ำ, ทุ่ง, อันเป็นสมบัติส่วนกลางเพื่อลดต้นทุนการผลิต, ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ ทุนไทยกระทำได้ด้วยสองวิธีคือ หนึ่งเข้าควบคุมการเมืองระบอบเลือกตั้งทั้งโดยตรงและโดยอ้อม โดยตรงคือการจ่ายเงินซื้อพรรคการเมืองและนักการเมือง และโดยอ้อมคือการสร้างวาทกรรมที่ทำให้คนไทยยอมรับว่า ผลประโยชน์ของทุนคือผลประโยชน์ของชาติ สองคือการใช้ความรุนแรงทั้งที่อิง และนอกกฎหมายกับประชาชนกลุ่มที่ขัดขวางผลประโยชน์ของตน

ลักษณะการใช้ความรุนแรงของทุน ไม่ต่างจากลักษณะการใช้ความรุนแรงของรัฐ อีกทั้งส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการใช้ความรุนแรง ก็เป็นกลไกราชการอย่างเดียวกับที่รัฐมี เพราะรัฐไทยตกเป็นเครื่องมือของทุนไปแทบจะสิ้นเชิงแล้ว ขั้นตอนแรกๆ ของการใช้ความรุนแรงจึงเป็นการใช้กฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติ และเลือกข้อกฎหมายเฉพาะที่เอื้อต่อผลประโยชน์ของฝ่ายทุนก่อน เช่น หากแรงงานประท้วงด้วยการปิดโรงงาน และล่วงล้ำเข้ามาในถนน ก็อาจใช้ตำรวจลุยเปิดทางเพื่อประโยชน์แห่งการสัญจรของสาธารณะ นั่นก็คือเลือกใช้กฎหมายจราจร เพื่อต่อสู้กับการประท้วงของแรงงานอันเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองจากกฎหมาย หรืออย่างที่ท่านนายกฯ คนปัจจุบันเคยใช้เทศบัญญัติอุ้มชาวบ้านในกลุ่มสมัชชาคนจน

หากขั้นตอนนี้ ไม่ประสบความสำเร็จด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ก็จะขยับมาสู่ขั้นตอนการกดดันระยะยาว ด้วยความเชื่อว่าฝ่ายทุนย่อมมีสายป่านยาวกว่า แล้วในที่สุด ฝ่ายขบวนการของผู้ประท้วงซึ่งมักจะยากจน ก็จะเหี่ยวเฉาตายไปเอง ในระหว่างระยะเวลาอันยาวนานนี้ ทุนจะเพิ่มแรงกดดันในทุกวิถีทาง คือดำเนินโครงการให้ก้าวหน้าไปกับราชการซึ่งลำเอียงเข้าข้างฝ่ายทุนอยู่แล้ว หากจำเป็นต้องมีการศึกษาผลกระทบของสิ่งแวดล้อม ทุนก็อาจหามือปืนรับจ้างจากทุกมหาวิทยาลัย ซึ่งพร้อมจะรับจ้างได้ง่ายอยู่แล้ว ในขณะเดียวกัน ก็ลงทุนด้านโฆษณาชวนเชื่อทั้งในพื้นที่โครงการ และในสังคมโดยรวมผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยการโฆษณา (ทั้งตรงและแฝง) เป็นรายได้หลัก

อีกด้านหนึ่งของการต่อสู้ของฝ่ายทุนก็คือการใช้ความรุนแรงควบคู่ไปด้วย กองกำลังสำหรับก่อความรุนแรง หรือคุกคามที่จะใช้ความรุนแรง ได้จากมือปืน, นักเลงหัวไม้, คนหนุ่มที่ไม่มีอาชีพแน่นอน (ซึ่งมีเพิ่มขึ้นในสังคมไทยอย่างมาก), และ "เจ้าพ่อ" ท้องถิ่น ตั้งแต่ระดับกำนันผู้ใหญ่บ้าน ขึ้นไปถึงระดับภาค แน่นอนว่ามาตรการนี้จะทำได้ก ็ต้องได้รับความร่วมมือจากฝ่ายบ้านเมืองในท้องถิ่น นับตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดลงมาถึงนายอำเภอ และผู้กำกับฯ สถานีตำรวจ (ซึ่งสามารถแก้ตัวแก่ลูกเมียได้ว่า กำลังส่งเสริมการลงทุนตามนโยบายของรัฐบาล)

ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเพื่อใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือนี้ คือส่วนหนึ่งของงบประชาสัมพันธ์ และแสวงหาความเห็นชอบของประชาชนในท้องถิ่น อันเป็นงบฯที่ดูไม่น่าเกลียดทั้งแก่สาธารณชนไทย และแก่ผู้ร่วมลงทุนชาวต่างชาติ

ความรุนแรงอาจไม่นำไปสู่ความสำเร็จเสมอไป ต่างจากสมัยที่รัฐยังผูกขาดความรุนแรงได้แต่ผู้เดียว ปัจจัยสำคัญที่ขัดขวางฝ่ายทุนก็คือสื่อ ซึ่งมีอิสรภาพมากขึ้นในการรายงานข่าว แม้ว่ามีการทุ่มทุนลงไปซื้อหนังสือพิมพ์, ผู้สื่อข่าว, หรือการส่งสัญญาณให้ผู้บริหารสื่อทราบว่าเบื้องหลังของโครงการเป็นผลประโยชน์ของระดับไหนในศักดินาของทุนก็ตาม (อย่าลืมว่าทุนไทย-รวมทุนสื่อ-อยู่ภายใต้โครงครอบของศักดินาทุนเดียวกัน)

การผลักดันให้โครงการเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีที่แนบเนียนของกฎหมายผสมกับความรุนแรงเช่นนี้ ถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ควบคู่กันไปกับการไม่บังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด, แรงงานที่อยู่ในความควบคุมได้พอสมควร, รัฐที่ลำเอียงเข้าข้างทุน, ระเบียบที่พอคาดเดาได้ว่าการแข่งขันจะนำไปสู่การล้างผลาญกันเองของทุน, คนชั้นกลางที่ไร้จริยธรรมทางสังคม, และการเมืองระบอบเลือกตั้ง ล้วนทำให้ประเทศไทยเป็นดินแดนที่น่าลงทุน ในกิจการบางอย่าง มิเช่นนั้นแล้ว จะหาใครมาลงทุนในประเทศที่แรงงานราคาสูงโดยเปรียบเทียบ, ไร้เทคโนโลยีของตนเอง, ประชาชนไม่มีความรู้, กฎหมายไม่มีความศักดิ์สิทธิ์, คอร์รัปชั่นแพร่ระบาดในทุกระดับ, และขาดเสถียรภาพทางการเมืองในระยะยาวเช่นนี้ได้เล่า

รัฐซึ่งทุนเข้ามายึดกุมไปได้นั้น เป็นรัฐที่ไร้สมรรถภาพจะผูกขาดความรุนแรง ทุนซึ่งครอบครองรัฐ ก็ไม่สามารถทำให้รัฐมีสมรรถภาพในแง่นี้ขึ้นมาได้ แท้จริงแล้วทุนเองก็ใช้ความรุนแรงนอกอำนาจรัฐ เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งตลอดมา ยิ่งกว่านั้น ก็ไม่พึงหวังว่า ความรุนแรงที่ไร้การผูกขาด จะถูกจำกัดให้เฉพาะฝ่ายทุนเท่านั้นเป็นผู้ใช้ เหตุการณ์ในภาคใต้ตอนล่างพิสูจน์ว่า ฝ่ายที่ไม่ใช่ทุน หากมีการจัดองค์กรให้เหมาะสม ก็สามารถใช้ความรุนแรงได้ยาวนาน โดยรัฐภายใต้ทุนไม่สามารถจัดการได้ ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงการใช้ความรุนแรงโดยขาดการจัดองค์กร ซึ่งแม้ว่ารัฐอาจปราบได้ หากเกิดขึ้นชุกชุมก็กลายเป็นมิคสัญญีได้เช่นกัน

ทั้งหมดนี้ เป็นความคิดของผู้เขียนหลังจากได้อ่านข่าวการเสียชีวิตของผู้สนับสนุนโครงการถลุงเหล็กที่บางสะพาน จากการถูกยิงจากเบื้องหลัง (ตามผลการชันสูตรศพของสถาบันนิติเวช, สตช.) แต่ด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม บริษัทเจ้าของโครงการซึ่งยืนยันตลอดมาว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องแต่อย่างใดกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ระหว่างผู้สนับสนุนและคัดค้านโครงการ ได้จ่ายเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต 100,000 บาท พร้อมทั้งสัญญาจะส่งเสียบุตรของผู้เสียชีวิตให้ได้รับการศึกษาจนถึงระดับสูงสุด

หน้า 6