|
||||||||||||||
|
ก้าวสู่ยุคแห่ง
P2P Economy !!!
คอลัมน์ แยบยลกลยุทธ์ โดย รศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค teerayout@acc.chula.ac.th ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 04 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3972 (3172) ในยุคที่สารพัดเทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศที่ผันแปรเปลี่ยนแปลงไป อย่างรวดเร็ว จึงกำลังก้าวนำไปสู่ยุคทองแห่งเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ นั่นคือ P2P Economy ที่ย่อมาจาก Peer to Peer ที่หมายถึง เพื่อนไปยังเพื่อนพ้องกลุ่มก้อนเดียวกันนั่นเองครับ ทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายโยงใยกันระหว่างกลุ่มคนต่างๆ ที่หลากหลายในสังคม และนำไปสู่การติดต่อสื่อสารกันอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ จนกลายเป็นอีกแหล่งขุมกำลังที่มีอำนาจมหาศาลในระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เรากำลังเผชิญกันอยู่ขณะนี้ การเชื่อมโยงนั้นมาจากเครือข่ายทางไอทีที่พัฒนาก้าวล้ำ รวมถึงอินเทอร์เน็ตที่สอดแทรกเข้าไปอยู่ในทุกอณู ของกิจวัตรของพวกเราทุกคน ทำให้เกิดสังคมที่เหนียวแน่นขึ้นมาได้ และคนกลุ่มนี้จะส่งผ่านข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน จนกระทั่งสื่อสาธารณะใหญ่โตที่เคยทรงอิทธิพลในการสร้างความเชื่อต่อคนในสังคม ต้องลดบทบาทลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะประชาชนจะได้รับข้อมูล ข่าวสาร และให้ความเชื่อถือกับสิ่งที่ตนได้รับจาก เครือข่ายเพื่อนฝูงของตนในอินเทอร์เน็ตมากกว่า P2P ดังกล่าวนี้ ทำให้ธุรกิจสื่อของโลกสั่นสะเทือนไปพอแรงทีเดียวครับ เนื่องจากโดน ลดบทบาทไปมากพอสมควร โดยราคาหุ้นของกิจการยักษ์ใหญ่ทางด้านนี้ ต่างก็ลดฮวบฮาบลงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ทั้งสิ้นในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ P2P Economy ยังก่อให้เกิดแนวคิดการดำเนินงานแบบ "ลูกค้าสร้างเอง (consumer-generated)" ได้อีกด้วย โดยจากการสนับสนุนของโครงข่ายการติดต่อสื่อสาร ไฮเทคดังกล่าว ทำให้ผู้บริโภคแต่ละคนมีศักยภาพในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ และบริการหลากหลายชนิดด้วยตนเองได้เลย ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา ผู้ผลิตอีกต่อไป อาทิ ธุรกิจข้อมูลข่าวสารหรือดิจิทัลคอนเทนต์ต่างๆ ซึ่งคนทั่วไปสามารถสร้างและส่งผ่านไปยังกลุ่มสาธารณชนวงกว้าง แบบไม่จำกัดพื้นที่กันเลย ทีเดียว อาจจะผ่านทางบล็อก (Blog) หรือพัฒนาเป็นรูปภาพ วีดีโอ เพลง ภาพยนตร์สั้น นิยาย ฯลฯ แล้วส่งผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ อย่าง you tube ที่เสมือนเป็นช่องทางอย่างดี ที่จะสื่อสาร กับสาธารณชนโดยตรงได้ เรียกว่าผู้บริโภคก็สร้างผลิตภัณฑ์ป้อนกับผู้บริโภคคนอื่นๆ ได้เองเลยเกิดเป็นภัยคุกคามกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องทางด้านนี้เช่นกัน รวมถึงอุตสาหกรรมบริการต่างๆ ที่ได้รับ ผลกระทบชัดเจนคือ ธุรกิจการเงิน ซึ่งได้รับผลแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไปเต็มๆ กับกรอบแนวคิดธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้อง นั่นคือ ไมโครเครดิตทุกคนในชุมชน จะสามารถเป็นเสมือนผู้ฝาก และผู้กู้ยืมเงินได้ในเวลาเดียวกัน โดยแรกเริ่ม อาจจะพัฒนามาจากกลุ่มคนภายในชุมชนเดียวกัน รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนทางสังคม และช่วยเหลือกันเองในการบริโภคและลงทุนเล็กๆ น้อยก่อน จนกระทั่งเติบใหญ่ขยายตัวกลายเป็นเครือข่ายระดับภูมิภาคและระดับโลกไป ด้วยการเชื่อมโยงกับเครือข่ายดิจิทัล ที่ทรงประสิทธิภาพ จนกลายเป็น "ธนาคารขนาดย่อมออนไลน์" ไปเรียบร้อย และมีสมาชิกนับล้านๆ คน อาทิ Kiva.com และ LendingClub.com เป็นต้น บริการที่ว่านี้เข้ามาทดแทนบริการของธนาคารใหญ่ๆ แบบดั้งเดิมที่เป็นเสือนอนกินไปมากพอควร เพราะธนาคารเหล่านี้ มีส่วนต่างระหว่างการฝาก และถอนสูงมาก เรียกว่าฝากให้ 2% ให้กู้กว่า 10% เป็นต้น ได้รับผลตอบแทนจากลูกค้าสูงมาก หากผู้บริโภคกลุ่มนี้มารวมตัวกัน ประโยชน์ก็จะตกแก่ผู้บริโภคที่เข้ามาร่วมในเครือข่ายไมโครเครดิตนั่นเอง นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งปรากฏการณ์น่าตื่นตาตื่นใจที่เกิดขึ้นในยุค P2P Economy นี้ นั่นคือ กลุ่มผู้บริโภคสามารถสร้าง "สกุลเงินส่วนตัว (personal currencies)" ขึ้นมาได้อีกด้วย โดยแต่ละเว็บไซต์จะมีคอนเทนต์จำพวก ข้อมูล คำแนะนำ เกร็ดความรู้ เพลง คลิปวิดีโอ ฯลฯ ที่ตนสร้างขึ้น และหากคนอื่นๆ ต้องการได้ คอนเทนต์ดังกล่าว ก็ต้องจ่ายเป็นเงินสกุลของเว็บนั้นๆ ค่าเงินสกุลส่วนตัวนี้ จะสูงจะต่ำก็มาจาก ความนิยม ความแข็งแกร่งของคนในเครือข่าย และ คอนเทนต์ที่ได้จากการดำเนินงานของเว็บไซต์นั้นๆ นั่นเอง ยิ่งเครือข่ายกว้างขวาง คอนเทนต์เป็นที่นิยมมากๆ สกุลเงินของเราก็แข็งแกร่ง และกลายเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน ที่นิยมในวงกว้างมากขึ้นเท่านั้น อีกธุรกิจหนึ่งที่ถือเป็นตัวอย่างได้ชัดเจนในยุค ที่ผู้บริโภคสร้างเองได้ ก็คือ ธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะในยุคพลังงานจากฟอสซิลลดน้อยถอยลงไปทุกวัน ทำให้ต้องการขุมกำลังจากพลังงานทดแทนมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ทุกผู้ทุกนามก็สามารถผลิตพลังงานทดแทน ทั้งเพื่อการใช้เองและเพื่อการจำหน่ายอีกทางหนึ่งด้วย ดังกรณีของการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ซึ่งปัจจุบันทุกบ้านเรือนสามารถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่ทรงพลัง บนหลังคาของบ้านทุกหลัง เพื่อลดการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน หรือน้ำมัน และเมื่อผลิตแล้ว ใช้ไม่หมด ก็สามารถขายกลับไปยังโรงงานไฟฟ้าตามอัตราที่กำหนดอีกด้วย เรียกว่า ทำเอง ใช้เอง ขายต่อได้เองด้วย หากทำกันทุกบ้าน ก็ไม่ต้องมาถกเถียงเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้เหนื่อยใจกันเหมือนในขณะนี้ หรือระบบรถยนต์แบบไฮบริด ที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากการเคลื่อนไหวและการเบรกของรถยนต์ ซึ่งหากขับขี่กันอย่างประหยัด ถูกเหตุ ถูกผล ก็อาจจะยังมีกระแสไฟฟ้าเหลือจากการขับขี่อีกต่างหาก สามารถจำหน่ายไฟฟ้าไปยังต้นแหล่ง หรือนำไปใช้กับกิจกรรมอื่นๆ ได้อีกด้วยเช่นกันครับ เรียกว่าขับขี่ดีๆ แล้วยังได้เงินกลับมาอีกต่างหาก เหมาะกับยุคกระเป๋าฉีกแบบนี้เป็นอย่างยิ่ง ยังมีอีกหลากหลายไอเดีย ที่น่าจะพัฒนาให้กลายเป็นธุรกิจได้ ในยุคที่เศรษฐกิจเครือข่ายแบบ P2P มาแรงมากๆ ผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ ก็มีสิทธิกลายเป็นผู้ผลิตได้แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว และสามารถประสบความสำเร็จได้ไม่ลำบากยากเย็นนัก เนื่องจากมีเทคโนโลยีสารพัดมาทำการสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว ดังนั้น ทุกท่านอย่าเพิกเฉย ลองคิดนอกกรอบดู และท่านอาจเป็นหนึ่งในผู้ที่สร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ๆ ด้วยตัวของท่านเองได้ หน้า 39
|