|
||||||||||||||
|
จี้รัฐบาล
"ลดภาษี" วิกฤติสหรัฐ
หนึ่งหทัย อินทขันตี กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 04 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 "ตีรณ" ประเมินภาวะถดถอยในสหรัฐ จะยืดเยื้ออย่างน้อย 2 ปี แนะรัฐบาลไทยลดภาษีเงินได้-ภาษีนิติบุคคล แก้ปัญหาเศรษฐกิจจากผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐ เหตุนโยบายการเงินมีข้อจำกัด จากความแปรปรวนในตลาดเงินโลกมากขึ้น ชี้หน้าที่แบงก์ชาติ ทำได้เพียงให้อัตราดอกเบี้ยมีเสถียรภาพอย่าผันผวน ไปตามสภาพคล่องที่แปรปรวน เหตุการลดอัตราดอกเบี้ย 1-2% ไม่ช่วยแก้ปัญหาค่าเงินที่แข็งค่ากว่า 10-15% ได้ ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ ศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐ เมื่อพิจารณาจากแนวทางแก้ไข และปัญหาที่กระทบในวงกว้าง เชื่อว่าจะยืดเยื้ออย่างน้อย 2 ปี ทั้งนี้ภาวะถดถอยเศรษฐกิจสหรัฐ เกิดจากภาคการเงินของเอกชนที่ปล่อยกู้มากเกินไป โดยผ่านการสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันเป็นจำนวนมาก ทำให้เวลาที่เกิดปัญหาขึ้นจุดหนึ่ง จะมีผลกระทบการขยายตัวต่อเนื่องกันเป็นจำนวนมาก เห็นได้จากปัญหาซับไพร์ม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหามีความเสียหายประมาณ 3-4 แสนล้านดอลลาร์ เท่านั้น แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อเกิดปัญหาซับไพร์มกลับขยายวงไปยังสินทรัพย์ประเภทต่างๆ จนราคาสินทรัพย์ตกอย่างฮวบฮาบ ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าความเสียหายทั้งหมดจะปรากฏให้เห็น สาเหตุที่แท้จริงของปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐ ในความเห็นของ ดร.ตีรณ คือ ความผิดพลาดในการประเมินความเสี่ยง และไม่สามารถจัดการกับความเสี่ยงได้ เนื่องจากนโยบายการเงินของประเทศต่างๆ ทั่วโลกยังมีความล้าหลัง พิจารณาเฉพาะต้นทุนของดอกเบี้ยว่าจะมีผลต่อเงินเฟ้อ และค่าเงินอย่างไร แต่ไม่เคยประเมินถึงความเสี่ยงของระบบการเงินซึ่งปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นมาก ทางออกในการแก้ปัญหาของสหรัฐ ในมุมมองของ ดร.ตีรณ นั้นมี 3 ทางเลือกด้วยกัน อย่างแรกคือ การใช้มาตรการที่ตรงจุดคือ ใช้เงินเพิ่มทุนเพื่อซื้อหลักทรัพย์ที่ราคาตกลงแต่ปัญหาคือ ใครจะเป็นผู้ที่ยอมซื้อสินทรัพย์ที่ไม่ดี และถึงแม้รัฐบาลจะมีความคิดเข้ามาซื้อเพื่อช่วยแก้ปัญหา เช่น การตั้งกองทุนขึ้นมารับซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ แต่จากปรัชญาของประเทศทุนนิยมอย่างสหรัฐ ที่การแก้ปัญหาที่เกิดจากภาคเอกชนเป็นหลัก จะต้องให้เอกชนแก้ปัญหาเอง แทนที่รัฐจะเอาเงินของประชาชนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยมาช่วย ทำให้การเพิ่มทุนไม่ใช่ทางออกที่ทำได้ง่าย "การเพิ่มทุนในสหรัฐ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย เอกชนต้องทำเอง เพราะถ้าเกิดเสี่ยงเข้าไปแก้ปัญหา ก็เท่ากัรัฐเอาทรัพยากรของประเทศ ไปอุ้มคนที่ตัดสินใจผิด ทำให้มาตรการที่ตรงจุดที่สุดเกิดได้ยาก และใช้เวลานาน" ดร.ตีรณ กล่าว ทางเลือกที่สองในการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐคือ การใช้นโยบายการเงิน ซึ่ง ดร.ตีรณ มองว่าใช้การลดดอกเบี้ยเพื่อลดภาระต้นทุนของหนี้สินลงนั้น เป็นการดูแลให้มีสภาพคล่องมากขึ้น ช่วยป้องกันไม่ให้ภาคเศรษฐกิจจริงได้รับปัญหา แต่หากทำไปนานๆ นโยบายการเงินจะเป็นตัวสร้างความเสี่ยงขึ้นมาใหม่ เพราะการลดดอกเบี้ยเป็นการสร้างต้นทุนเทียมที่ต่ำกว่าต้นทุนจริง ซึ่งสุดท้ายแล้วจะกลายเป็นว่าธุรกิจที่ใช้เงินกู้ จะได้เปรียบธุรกิจที่ใช้ทุนเพราะมีต้นทุนการเงินต่ำกว่า กลายเป็นปัญหาในที่สุด ทางเลือกที่สามในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐคือ การใช้นโยบายการคลังซึ่งโดยหลักแล้ว เป็นนโยบายที่ช่วยป้องกันผลกระทบไม่ให้เกิดกับภาคเศรษฐกิจจริงเหมือนกับนโยบายการเงิน แต่แตกต่างตรงที่นโยบายการคลังสามารถออกแบบให้ตรงจุดปัญหาได้มากกว่า เช่น การคืนภาษีก็ออกแบบให้คืนเฉพาะผู้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การคืนภาษีเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุดก็อาจจะมีปัญหาได้เพราะไม่ยุติธรรมต่อคนที่ไม่ได้คืนภาษี ทำให้ที่ผ่านมาสหรัฐ ต้องใช้วิธีคืนภาษีให้กับทุกคน ซึ่งมาตรการนี้ก็คงทำได้เพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้นเพราะไม่สามารถคืนภาษีไปได้ตลอด "จริงๆ ถ้าใช้นโยบายการคลังด้วยการลดภาษีไปเลยจะดีกว่าการคืนภาษีที่ทำได้แค่ช่วยคราว เพราะการลดภาษีทำได้ตลอด และจะช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้เข้มแข็ง แม้ว่าจะมีผลต่องบประมาณแต่ว่าก็จะทำให้รัฐบาลประหยัดมากขึ้น"ดร.ตีรณ กล่าว ภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐ ดังกล่าว ดร.ตีรณ กล่าวว่า จะมีผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกของไทยอย่างแน่นอนเพราะสหรัฐ เป็นผู้บริโภครายสุดท้ายของโลกทำให้กำลังซื้อสินค้าลดลง อีกทั้งจากการศึกษาพบว่าเศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมชะลอลง 1% จะมีผลทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่แท้จริงลดลง 1-2% ด้วย นอกจากนี้ วิกฤติการเงินในสหรัฐ ยังมีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยโลกปรับลดลงซึ่งจะกระทบกับทิศทางค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นอีกด้วย การรับมือกับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐ ต่อเศรษฐกิจไทยนั้น ดร.ตีรณ กล่าวว่า รัฐบาลต้องใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการปรับลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และนิติบุคคลลงเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและลงทุน เพราะหากใช้แค่การกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาลจะไม่ทันการณ์ ส่วนหนึ่งเพราะหากกระตุ้นผ่านการใช้จ่าย เม็ดเงินจะถึงช้า และโครงการของรัฐบางโครงการก็ไม่มีประสิทธิภาพพอ และรั่วไหล ส่วนการใช้นโยบายการเงินนั้นมีข้อจำกัด เนื่องจาก มีปัจจัย "แปรปรวน" ในภาคการเงินมากกว่าปกติ ดร.ตีรณ อธิบายว่าปัจจุบันปัจจัยที่มีผลทำให้เงินไหลเข้าออกนั้นมาจากปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยนไม่ใช่ปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยอย่างในอดีต ดังนั้นแม้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1-2% จากปัจจุบันที่ 3.25% แต่เมื่อเทียบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเป็น 10-15% ก็ไม่มีประโยชน์อะไรในการชะลอเงินทุนเคลื่อนย้าย นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีปัจจัยจากการเก็งกำไรของนักลงทุน (Arbitrage Condition) ที่ทำให้สภาพคล่องการเงินโลกมีการเปลี่ยนแปลง และการเคลื่อนย้ายเงินทุนมีความแปรปรวนมากขึ้นจากเดิม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากขึ้นที่ ธปท.ควรนำมาพิจารณานอกเหนือไปจากปัจจัยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของไทยกับประเทศอื่น และปัจจัยค่าเงินแล้ว ดังนั้นทางออกของนโยบายการเงินที่ดีที่สุดของไทยคือ การทำให้อัตราดอกเบี้ย มีเสถียรภาพแทนที่จะผันผวนไปตามสภาพคล่อง ขณะเดียวกันก็ต้องยอมให้อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้นตามกลไกตลาด โดยหากจะเข้าดูแลค่าเงินก็ทำเพียงเพื่อลดความผันผวนของค่าเงินลงเท่านั้นไม่ใช่เข้าไปแทรกแซงไม่ให้แข็งค่าเหมือนในอดีต ทั้งนี้ หาก ธปท.ต้องการลดดอกเบี้ยนโยบายลงก็คงทำได้บ้างเพื่อผลทางจิตวิทยาที่จะทำให้คนรู้สึกว่า ธปท.ได้ดำเนินการบางอย่างเพื่อช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะอัตราเงินเฟ้อยังไม่ได้เพิ่มมากจนถึงระดับที่ ธปท.ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ เว้นแต่จะคำนึงถึงผลกระทบที่ประชาชนจะได้รับจากการที่ราคาสินค้าสูงขึ้น นอกจากการรักษาเสถียรภาพอัตราดอกเบี้ยแล้ว ดร.ตีรณ กล่าวว่าสิ่งหนึ่งที่ไทยควรทำในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นคือ การแก้ปัญหาการปล่อยกู้เกินตัว ซึ่งปัจจุบันแม้สถาบันการเงินเอกชนจะปล่อยกู้เกินตัวน้อยแต่ในส่วนของรัฐบาล มีการปล่อยกู้ที่ไม่ได้คุณภาพเพิ่มขึ้นจึงต้องเร่งแก้ไข "ปัญหาสหรัฐถือว่ายังโชคดีที่ระบบมีการทุจริตน้อย มีความก้าวหน้าเรื่องความโปร่งใสที่ช่วยป้องกันการทุจริตได้ เพราะถ้าเกิดในประเทศที่กำลังพัฒนาที่มีปัญหาทุจริตอย่างประเทศไทยปัญหาจะหนักกว่านี้ เพราะยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้ามากเท่าไร ก็จะมีระบบที่ซุกซ่อนก้าวหน้าขึ้นทำให้สร้างความเดือดร้อนได้มาก" ดร.ตีรณ กล่าว ดร.ตีรณ ทิ้งท้ายด้วยว่าไม่ว่าปัญหาซับไพร์มจะยิ่งใหญ่แค่ไหนแต่ปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทยไม่ใช่ปัญหาซับไพร์ม เป็นปัญหาที่ประชาชนโดยรวมของไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในโลกได้ ซึ่งแม้เป็นปัญหาระยะยาว แต่เป็นปัญหาใหญ่ที่ไทยต้องเร่งปฏิรูปให้ดีขึ้นเพราะไม่เช่นนั้นไทยจะล้าหลังกว่าประเทศอื่นๆ ในที่สุด
|