หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
คุณภาพของ (นัก) การเมืองไทยกับคุณภาพของเศรษฐกิจ

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ  โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  มติชนรายวัน  วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10826

"การเมืองบ้านเราเป็นการบ่มเพาะเลี้ยงนักการเมืองสายพันธุ์ชั่วร้าย กินจุ หน้าด้าน ไร้ยางอาย อาศัยสังคมไทยลืมง่าย เวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้น อย่างที่เรียกกันว่า วงจรอุบาทว์ นั่นแหละ อาชีพการเมืองเป็นวงการเดียวที่คนตายแล้ว สามารถแจ้งเกิดใหม่ได้หลายครั้ง สังคมก็ยังยอมทนกับคนพวกนี้ โดยเฉพาะพันธุ์ยี้ทั้งหลาย ยังคงอยู่ทนนาน แม้จะถูกตราหน้าประณามหยามเหยียด ก็ยังหน้าด้านสู้"

โสภณ องค์การณ์

เนชั่นสุดสัปดาห์ 26 ตุลาคม 2550

"คนยากจนจะต้องหมดไปจากแผ่นดินไทยใน 7 ปี"

ทักษิณ ชินวัตร ปี 2544

"ปัญหาความยากจน ไม่ใช่แค่จำนวนตัวเลขที่อยู่ใต้เส้นแบ่งเกณฑ์ความยากจนของนักเศรษฐศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นเลือดเนื้อและชีวิต เป็นศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และเป็นเส้นแบ่งในทางมโนธรรมสำนึกที่คนในสังคมพึงจะรู้สึกรับรู้ถึงกันและกัน ความจนและคนจนไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือไต่สู่อำนาจของนักเลือกตั้งอีกต่อไป อีกทั้งความจนและคนจนก็ไม่ใช่ของเล่นสำหรับคนรวย ที่นึกอยากจะทดลองความคิดของตนเล่นๆ การแก้ปัญหาความยากจน ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เหมือนการโชว์แก้จนออกทีวี ผมยอมรับว่าปัญหาความยากจนไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ได้ง่ายๆ และก็ไม่มีวันเสร็จ"

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

จากหนังสือ ร้อยฝัน วันฟ้าใหม่ 2550

"ชีวิตร่ำรวย ประชาเป็นสุข ได้รับความเป็นธรรม"

แผนปฏิบัติการตามนโยบายเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่สำคัญ

พรรคมัชฌิมาธิปไตย

มีหลายสมมติฐานหรือหลายทฤษฎีที่นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการอื่นๆ ตั้งหรือใช้อธิบายความสัมพันธ์ ระหว่างการเมืองรวมทั้งกระบวนการประชาธิปไตยกับเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างซับซ้อน ลีกวนยู เคยพูดว่า ประชาธิปไตยรูปแบบเสรีนิยมตะวันตก ไม่ใช่เงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับความเจริญเติบโต และไม่เหมาะกับระบบคุณค่าของคนเอเชีย

เขาพยายามชี้ให้เห็นถึงความเจริญเติบโตอย่างอัศจรรย์ของประเทศกลุ่มเสือในเอเชีย ที่มากับรัฐที่โน้มเอียงไปทางอำนาจนิยมมากกว่าประชาธิปไตยเป็นเวลานาน รัฐประเภทนี้สามารถเป็นรัฐที่เข้มแข็ง มีความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายเพื่อความเจริญเติบโตในระยะยาว โดยไม่ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านการกระจายรายได้ หรือนโยบายประชานิยมที่ต้องเอาใจกับกลุ่มผลประโยชน์และมวลชนระดับล่าง เป็นต้น

ในการวิจัยเชิงประจักษ์ ประชาธิปไตย และคุณภาพของประชาธิปไตยเป็นได้ทั้งสาเหตุและ/ หรือผลพวงของการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ไม่เห็นด้วยกับ ลีกวนยู เขาเชื่อว่า การพัฒนากับการมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองเป็นเรื่องเดียวกัน ประชาธิปไตยจึงมีความสำคัญ

โดยตรรกะประชาธิปไตยให้สิทธิให้เสียงทางการเมืองแก่คนจน คนจนไม่ว่าจะอยู่ในภาคเมืองหรือชนบทน่าจะชอบประชาธิปไตย ในสังคมตะวันตกที่ระบบทุนนิยมสุกงอม มีประชาธิปไตยที่เติบโตเป็นปึกแผ่นมากับความเจริญและรายได้ต่อหัวที่สูงขึ้น มีพัฒนาการของรัฐสวัสดิการก็น่าจะทำให้คนมีการกระจายรายได้ที่เท่าเทียมกันมากขึ้นในระยะยาว นี่เป็นภาพใหญ่และภาพระยะยาวของประวัติศาสตร์ของประเทศที่มีการพัฒนาของประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะ ระบบทุนนิยมขั้นสูงในกระบวนการพัฒนา แต่ในระหว่างทางที่ยังอีกยาวไกล ถนนที่ยาวคดเคี้ยว ดุลยภาพที่เป็นจริงย่อมต่างกับดุลยภาพที่น่าพึงปรารถนา

ผู้เขียนพอจะเข้าใจในความหดหู่ของผู้คนต่อโฉมหน้าหรือพฤติกรรมของ (นัก) การเมืองไทยที่แสดงออกมาก่อนการเลือกตั้ง ตั้งแต่การผสมพันธุ์กันระหว่างพวกขวาตกขอบกับพวกซ้ายจัดของพรรคพลังประชาชน จนถึงพฤติกรรมการจับขั้ว โดยเฉพาะการขายตัวเพื่อแลกกับเงินระดับสิบๆ ล้าน อย่างไร้คุณธรรมและอุดมการณ์

ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีการเปลี่ยนแปลงมหาศาล ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ เศรษฐกิจไทยดูจะนำหน้า (นัก) การเมืองไทยไปมากเหลือเกิน โดยเฉพาะถ้าเรามองเห็นแต่หน้าเดิมๆ ของนักการเมืองเลวๆ ทำให้เห็นว่าตลาดการเมืองไทยไม่เหมือนตลาดสินค้า เป็นตลาดที่มีการแข่งขันก็จริง แต่ต้องใช้เงิน และบารมีสะสมมากเหลือเกิน

เราอาจจะหดหู่ใจกับนักการเมืองไทย แต่ถ้าเรามองถึงพัฒนาการของระบบการเมืองไทยหรือประชาธิปไตย มองอย่างเป็นองค์รวม ไม่เน้นตัวบุคคล ผลลัพธ์ของกระบวนการประชาธิปไตยที่ผ่านมาต่อเศรษฐกิจไทย ไม่ได้อัปลักษณ์หรือขี้เหร่เหมือนกับที่ภาพนักการเมืองแสดงออกมา ถ้าเราตัดช่วงวิกฤตปี 2540 ออกไป มองย้อนกลับไป 20 ปีก่อนหน้า (ปี 2520-2539) ประเทศไทยมีทั้งรัฐบาลเผด็จการและรัฐบาลประชาธิปไตย แต่ส่วนใหญ่เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค มีคอร์รัปชั่นกันทุกรัฐบาล มีการใช้นโยบายประชานิยมที่หน่อมแน้ม และอาจดูไม่เข้มข้นเหมือนกับท่าทีของรัฐบาลทักษิณ โดยเฉลี่ยประเทศไทยก็ยังโตได้ถึงปีละ 7.5% ประเทศสามารถออมและลงทุนได้อยู่ในระดับแนวหน้าของโลก และเมื่อเศรษฐกิจเติบโตได้ต่อเนื่องและยาวนาน จำนวนคนยากจนก็ลดลงไปจนเหลือน้อยมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่าความแตกต่างในระดับและการกระจายรายได้และทรัพย์สินยังสูงอยู่

ในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา ก่อนเหตุการณ์ 19 กันยายน 2550 เรามีรัฐบาลพรรคเดียวมีและใช้อำนาจล้นฟ้า มีโครงการและความคิดริเริ่มใหม่ๆ ดูมีสีสันออกมามากมายเป็นรายวัน คงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ถ้าจะบอกว่าโครงการเหล่านั้นใช้ไม่ได้ หรือเป็นผลิตผลของนโยบายที่ผิดพลาด เพราะของดีและของไม่ดี ส่วนใหญ่แล้วกว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลาค่อนข้างยาว เช่นเดียวกัน ก็คงไม่ใช่เรื่องเหมาะสมที่จะเปรียบเทียบความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วง 6 ปีนี้กับช่วงก่อนหน้า 20 ปี เพราะเงื่อนไขและสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน โดยเฉพาะช่วง 6 ปีหลังนี้ เป็นช่วงที่เศรษฐกิจเพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตใหญ่ในปี 2540 สามปีแรก (ปี 2542-2545) เศรษฐกิจไทยโตได้ประมาณร้อยละ 6 ต่อปี แต่สามปีหลัง (ปี 2548-2550) โดยเฉลี่ยเศรษฐกิจไทยคงจะโตได้ประมาณร้อยละ 4.5 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าศักยภาพในอดีตของไทยที่ควรจะโตได้ในระดับ 6-7% อย่างมีเสถียรภาพ

มีความเป็นไปได้สูงที่ในอดีตเศรษฐกิจไทยอาจโตได้ในอัตราที่สูงกว่านี้ ถ้าประเทศไทยมีนักการเมืองและข้าราชการ โกงกินกันน้อยเหมือนอย่างในสิงคโปร์ และมีระดับธรรมาภิบาล ความโปร่งใสสูงกว่าที่นานาชาติจัดอันดับให้ (เช่น 3-4 จากคะแนนเต็ม 10) เพราะรัฐบาลจะมีรายได้มากขึ้น การลงทุนโดยรัฐสูงขึ้น ต้นทุนการทำธุรกิจจะต่ำลง แต่เราก็ยังดีกว่าฟิลิปปินส์ แต่เหมือนอินโดนีเซีย ที่นักการเมืองโกงกิน แต่นักธุรกิจและประเทศยังลงทุนทำให้เศรษฐกิจโตมาได้ในอดีต แต่เราต้องไม่คิดว่าปรากฏการณ์นี้จะยังคงดำรงอยู่เช่นนี้ตลอดไปในอนาคต

การทำให้ประเทศไทยและการเมืองไทยใสสะอาดขึ้นแม้อย่างค่อยเป็นค่อยไปก็ได้ ซึ่งจะไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นสิ่งที่ผู้นำคนต่อไปต้องแสดงความแตกต่าง น่าจะเป็นสิ่งที่สังคมเรียกร้องจากรัฐบาลที่จะมาหลังวันที่ 23 ธันวาคม ผู้เขียนไม่ห่วงเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ หรือถ้าห่วงก็ห่วงน้อยกว่านโยบายด้านอื่นๆ โดยเฉพาะนโยบายด้านสังคม ซึ่งต้องการรัฐที่มีความเข้าใจ เอาจริงเอาจังมากกว่าที่ผ่านมาในอดีต ผู้เขียนไม่ห่วงหรือเกรงกลัวต่อประชานิยม จากระบอบทักษิณ เพราะที่ผ่านมา ถ้าดูจากผลลัพธ์ทางด้านเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งจะเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายของผลของประชานิยม ก็พอเห็นแล้วว่ารูปแบบและผลของประชานิยมสมัยทักษิณ ไม่เหมือนของหลายประเทศในละตินอเมริกา การขาดดุลการคลังของเราไม่สูงเรื้อรังจนรับไม่ได้และ ขณะนี้หนี้สาธารณะก็ลดลงมาต่ำกว่าร้อยละ 40 ของจีดีพีแล้ว เราเป็นประชานิยมการตลาด และเป็นราคาคุยค่อนข้างมาก ที่ผู้เขียนไม่กลัวก็เพราะโลกานุวัตน์ และการที่เราผูกกับโลกทางด้านการค้า การลงทุน จะเป็นกลไกสำคัญในการป้องปรามไม่ให้รัฐบาลทำอะไรออกนอกลู่นอกทาง จนเศรษฐกิจมหภาคไร้ความสมดุล

ที่ผ่านมา (นัก) การเมือง รัฐบาลและประชาธิปไตยของไทยเปรียบเสมือนอยู่ในระบบที่ปิดไม่ต้องแข่งกับโลก แต่เอกชนไทย ธุรกิจและเศรษฐกิจไทยเกือบครึ่งหรือกว่านั้นเป็นระบบเปิดต้องแข่งกับโลก การเมืองอาจจะดูชั่วช้า แต่พื้นฐานและนโยบายเศรษฐกิจสำคัญกว่า เมื่อเราเลือกที่จะผนึกกับโลกและภูมิภาค นโยบายเศรษฐกิจ และปัจจัยพื้นฐานที่เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอดีตและในอนาคต กว่าครึ่งก็กำหนดโดยโลกหรือปัจจัยภายนอก อีกครึ่งหนึ่งเป็นเรื่องขีดจำกัดภายในของเราเองคือสถาบัน และเรื่องทรัพยากร ซึ่งเราหามาได้เพียงเท่านี้ ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลแบบไหน

ขีดจำกัดของทรัพยากรนี้แหละ (หรือพูดง่ายๆ ก็คือไม่มีเงินพอนั่นเอง) ที่ทำให้เราไม่สามารถเนรมิตอะไรๆ ให้ได้ดังใจได้ทุกอย่าง เหมือนที่ นักการเมืองประชานิยมชอบสร้างความหวัง หรือพยายามเล่นแร่แปรธาตุ สักพักหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไปก็จะรู้ว่า ทุกอย่างไม่ง่ายกว่าที่คิด ตั้งแต่รถไฟฟ้าบนดินหรือใต้ดินที่อยากจะมีให้ทั่วเมือง จนถึงการจะทำให้คนจนหมดไปจากแผ่นดินไทย

หน้า 6