|
||||||||||||||
|
Corporate India :
อาณาจักรธุรกิจจากแดนภารตะ
มองมุมใหม่ : รองศาสตราจารย์ ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2550 อินเดียเป็นอีกหนึ่งโลเคชันในแผนที่โลก ซึ่งตอนนี้กำลังเจริญเติบโตขยายใหญ่อย่างรวดเร็ว เกินความคาดหมายของนักธุรกิจทั่วโลก เรียกว่าเป็นหนึ่งในสามทหารเสือชั้นแนวหน้าของโลกในด้านเศรษฐกิจขณะนี้ อันประกอบไปด้วย จีน อินเดีย และรัสเซีย อินเดีย มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจถึงเกือบ 9% ในปีนี้ และแนวโน้มในปีหน้าก็ยังเติบโตต่อไปได้อีก ในอัตราที่ไม่แตกต่างจากเดิมเท่าไรครับ ซึ่งนับว่าเป็นอันดับสองของโลกรองจากแดนมังกรเท่านั้น ดังนั้น หลายกิจการจากแดนภารตะเอง จึงทวีอำนาจ และบทบาทในเวทีเศรษฐกิจโลก โดยการสยายปีกเข้าไปในหลากหลายธุรกิจ และหลายๆ ทวีปทั่วโลก ผ่านการเทคโอเวอร์กิจการยักษ์ใหญ่ต่างๆ มากมายครับ กลุ่มกิจการหลักๆ ที่กำลังสร้างอาณาจักร Corporate India ในโลกนี้ ก็ได้แก่ กลุ่มทาทา (ไม่ใช่นักร้องบ้านเรานะครับ) ที่เราคุ้นชื่อกันดี ซึ่งครอบคลุมธุรกิจสารพัดอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการผลิต อุตสาหกรรมหนัก ไฮเทค ไปจนถึงการบริการและกิจการที่ปรึกษาด้านไอทีต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเบอร์ลา (Birla) กลุ่มมหินทรา กิจการจากอินเดียเหล่านี้ ได้รับเสริมสร้างความแข็งแกร่งจากพื้นฐานเศรษฐกิจในบ้านของตนเป็นอย่างดี ทั้งตลาดท้องถิ่นที่ใหญ่โต อำนาจซื้อภายในที่เข้มแข็ง ตลาดทุนที่กำลังเติบโตอย่างมาก และค่าเงินรูปีที่พุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ในอินเดียเปรียบเสมือนเสือติดปีก การเทคโอเวอร์กิจการต่างๆ ทั่วโลก จึงเป็นไปได้ง่ายดายขึ้น รวมถึงเนื้อหอมถูกรุมตอมจากพันธมิตรทางธุรกิจทั่วโลก ที่อยากจะมาร่วมมือกันอีกด้วย มูลค่าการเทคโอเวอร์ของกิจการอินเดียในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา พุ่งสูงขึ้นไปถึงนับล้านล้านบาททีเดียว แสดงให้เห็นชัดเจนครับว่า กิจการจากแดนภารตะกำลังสยายปีกครอบครองเซคเตอร์สำคัญของระบบเศรษฐกิจโลกแล้ว เคสล่าสุดที่ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ของอินเดียเลย ก็คือ การที่กลุ่มทาทาเข้าไปเทคโอเวอร์ บริษัทชายักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ด้วยมูลค่าการซื้อขายถึงเกือบสองหมื่นล้านบาท การเทคโอเวอร์ของกิจการอินเดียนั้น นับว่าเป็น "ทางลัด" ในการนำไปสู่การสร้างอาณาจักรระดับโลก ที่มีความแข็งแกร่งอย่างมาก เนื่องจากแต่ละครั้งของการเทคโอเวอร์นั้น ได้นำทั้งเทคโนโลยีชั้นสูง ทักษะใหม่ๆ ฐานลูกค้าที่กว้างขวางขึ้น แขนขาทางการตลาดระหว่างประเทศ รวมถึงต้นทุนที่ลดลง ซึ่งก็ทำให้กิจการทั้งหลายจากอินเดียนั้น ก้าวขึ้นสู่ระดับนานาชาติได้อย่างรวดเร็วและมั่นคงขึ้นมากทีเดียวครับ อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่าหนทางในอินเดียจะโรยด้วยกลีบกุหลาบนะครับ บริษัทที่ดำเนินงานในดินแดนแห่งนี้ ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคขวากหนามมากมาย ทั้งระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ไม่เพียงพอ ถนนหนทางยังแย่อยู่มาก ระบบการศึกษายังไม่เพียงพอ และ การเมืองยังไร้ทิศทางขาดคุณภาพ ที่จะชักนำให้ธุรกิจในอินเดียก้าวล้ำนำหน้าได้อย่างที่คาดหวัง หากเปรียบเทียบกันระหว่างการเติบโต และเข้มแข็งของเศรษฐกิจจีนและอินเดีย จะเห็นความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เศรษฐกิจแดนมังกรเติบโตขึ้นมาเนื่องจากรัฐบาลเป็นศูนย์กลาง และเป็นผู้ผลักดันหลักในการเติบโต วางแผน และควบคุมทิศทางต่างๆ ทั้งสิ้น รัฐบาลจีนเน้นการลงทุนในระบบพื้นฐานทั้งหมด เพื่อให้มารองรับการดำเนินงานทางธุรกิจทั้งหมด ดังจะเห็นได้ว่า กิจการของจีนที่เจริญรุ่งเรืองเข้มแข็ง มักจะมาจากรัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐบาลเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากทั้งสิ้น ส่วนกิจการจากแดนภารตะ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ โดยศูนย์กลางการพัฒนาจะอยู่ที่ภาคเอกชนมากกว่า ซึ่งภาครัฐบาลและการเมืองยังไม่พัฒนาจนอยู่ตัวเพียงพอที่จะผลักดันการเจริญเติบโตได้ ดังจะเห็นได้จากระบบสาธารณูปโภคของประเทศยังไม่เพียงพอต่อการดำเนินงานโดยรวมเลย อย่างไรก็ตาม อุปสรรคมักจะมีโอกาสอยู่ด้วยเสมอนะครับ เนื่องจากความไม่พร้อมทางด้านของระบบพื้นฐานต่างๆ โดยเฉพาะด้านพลังงานไฟฟ้า ซึ่งไฟฟ้าดับบ่อยครั้ง เพราะการผลิตไม่เพียงพอต่อการขยายตัวของโรงงานห้างร้านต่างๆ ทำให้หลายกิจการต้องปรับกลยุทธ์หันมาพึ่งพาตนเอง โดยการผลิตพลังงานไฟฟ้าเองจากแหล่งพลังงานทางเลือก ที่นิยมมากในอินเดียก็คือ พลังงานลม ปัจจุบันหลายกิจการได้ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากลมได้ด้วยตนเองแล้ว ทั้งยังเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมผลิตพลังงานจากลมนี้ในอินเดีย เติบโตอย่างมาก และกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตพลังงานจากลมรายใหญ่ที่สุดของโลกไปแล้ว ซึ่งก็สร้างปริมาณธุรกรรมทางเศรษฐกิจ ให้กับอินเดียมากมายมหาศาลเช่นกันครับ ส่วนกิจการอินเดียที่เติบโตเข้มแข็ง มักมีรากฐานมาจากธุรกิจครอบครัวของตระกูลต่างๆ เท่านั้น ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีรัฐบาลหนุนหลังครับ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่อินเดียมีความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก มักจะเป็นอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างเปิด รัฐบาลไม่ได้เข้ามาปกป้องมากเท่าไร เรียกว่าแข็งแกร่งด้วยตนเองยังไงยังงั้นเลยครับ อาทิเช่น อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ การสื่อสารโทรคมนาคม และอุตสาหกรรมยา ฯลฯ ปัจจัยแห่งความสำเร็จประการสำคัญของกิจการเหล่านี้ก็คือ การมีตลาดทุนที่ใหญ่โตและเป็นระบบระเบียบที่ดี ทำให้สนับสนุนทางด้านเงินทุนกับกิจการต่างๆ ให้มีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจใหม่ๆ ที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสเงินทุนสภาพคล่องนี้ไปเต็มๆ ครับ รวมถึงจากจำนวนประชากรที่สูง ทำให้มีโอกาสมากในการสรรหาบุคลากรที่มีคุณภาพเข้ามาสู่การดำเนินงาน นอกจากนี้ ยังมีรากฐานที่ได้รับการปลูกฝังมาจากประเทศอังกฤษ ที่วางแนวทางการแข่งขันเสรีของธุรกิจ จนทำให้กิจการทั่วไปต้องผจญกับการแข่งขัน และมีการพัฒนาความแข็งแกร่งขึ้นมาทีละน้อยๆ ครับ นอกจากกิจการอินเดียจะแผ่กิ่งก้านสาขาออกไปยังต่างประเทศแล้ว บริษัทข้ามชาติมากมายต่างก็พุ่งตรงเข้าไปลงทุนแดนภารตะนี้เช่นกันครับ มูลค่าของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอินเดียช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็ทะลุหลักล้านล้านบาทไปเช่นกัน โดยกิจการที่เข้ามารุกคืบในอินเดียกันเป็นล่ำเป็นสัน อาทิเช่น กูเกิล วอลมาร์ท ซิตี้แบงก์ แอคเซนเจอร์ ไอบีเอ็ม ซิสโก้ ฯลฯ มีความเห็นตรงกันว่า อินเดีย คือแหล่งใหญ่ที่ถึงพร้อมทั้งตลาด แรงงาน วัตถุดิบ และเทคโนโลยีต่างๆ ถึงขนาดที่ว่าในทศวรรษที่จะมาถึง อินเดียจะเป็นฐานการผลิตใหญ่ ที่มีอัตราการเติบโตสูงไม่แพ้จีนเลยทีเดียว และมีแนวโน้มจะแซงหน้าจีนได้ภายในสี่ถึงห้าปีนี้ครับ แม้ว่าในขณะนี้ ความฝัน Corporate India ในการสร้างอาณาจักรระดับโลก ก็ยังเป็นความฝันที่กำลังสานต่อครับ แต่ในอนาคตไม่แน่ว่ามหาอำนาจทางเศรษฐกิจรายใหม่ อาจมีชื่ออินเดียติดโผด้วยก็ได้ครับ เราเองก็ไม่ควรจะนิ่งนอนใจครับ
|