หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
วาระเศรษฐกิจสำหรับว่าที่นายกฯ : ตอนที่ 1 นโยบายเศรษฐกิจฟรีๆ ไม่มีในโลก

มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ dr.eKonomic@yahoo.com  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2550

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่คนไทยจะได้เลือกตั้ง (เสียที) กันแล้วนะครับ พรรคการเมืองหลายพรรค คงกำลังยุ่งเตรียมหาเสียง ชี้แจงนโยบายเศรษฐกิจที่ถูกตาถูกใจประชาชน (ประชานิยม) เพื่อจะได้ปูทางเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลให้ได้สมใจหมาย

อย่างไรก็ตาม การจะออกแบบนโยบายเศรษฐกิจใดๆ ควรจะมีการคิดอย่างรอบคอบ และต้องคำนึงถึงต้นทุนของนโยบายด้วยนะครับ ไม่ใช่คิดแต่จะโฆษณาข้อดีที่จะเอาใจประชาชนอย่างเดียว เพราะตามหลักเศรษฐศาสตร์ข้อแรกที่ว่า "ไม่มีของฟรีในโลกนี้" หรือที่เรียกว่า "There is no free lunch"

ตัวอย่างเช่น หากพรรคใดมีนโยบายแจกเงินให้ทุกคนๆ ละหนึ่งล้านบาทต่อปี หลายคนคงจะชอบ เพราะจะมีใครไม่ชอบได้เงินมาฟรีๆ แต่หากคิดให้ดีว่าไม่มีสิ่งใดฟรีในโลกนี้ ใครหล่ะที่เป็นคนจ่ายเงินก้อนนี้ ซึ่งก็คงไม่ใช่นักการเมืองแน่ ดังนั้น รายจ่ายส่วนนี้ก็ต้องมาจากงบประมาณของประเทศ ซึ่งในที่สุด ก็ต้องเป็นภาระภาษี ซึ่งก็คือ ต้นทุนของพวกเราคนไทยอยู่ดี

นอกจากต้นทุนโดยตรงจากภาษีที่ต้องถูกจัดเก็บเพิ่มขึ้นแล้ว นักเศรษฐศาสตร์เรายังสอนให้คิดลึกอีกชั้นหนึ่ง คือยังมี ต้นทุนค่าเสียโอกาส ที่จับต้องไม่ได้อีก ซึ่งเรียกกันว่า Opportunity Cost กล่าวคือ หากเราไม่เอาเงินไปจ่ายให้ทุกคนๆ ละล้านแล้ว เราสามารถเอาเงินดังกล่าวไปก่อให้เกิดประโยชน์อย่างอื่นได้หรือไม่ เช่น ไปสร้างโรงพยาบาลให้คนยากจน สร้างโรงเรียนให้เด็กด้อยโอกาส

ผมอยากแนะนำให้ท่านผู้อ่านทั้งหลาย เวลาฟังนโยบายพรรคการเมืองต่างๆ ต้องคิดประกอบไปด้วยว่าต้นทุนของนโยบายต่างๆ เป็นอย่างไร และต้องคิดให้ทะลุด้วยว่า นโยบายนั้นเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์สูงสุด ดีกว่าการนำไปใช้อย่างอื่นอย่างไร เพราะของฟรีไม่มีในโลก

นอกจากนั้น ท่านผู้อ่านควรทำความเข้าใจด้วยว่าเป้าหมายของนโยบายเศรษฐกิจของแต่ละประเภทนั้น ในที่สุดทำไปเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อะไร หากพิจารณาเป้าหมายของนโยบายเศรษฐกิจโดยทั่วไป จะสามารถแบ่งอย่างกว้างๆ ได้ 4 ด้าน ได้แก่

1. การผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโต กล่าวคือ การทำให้ระบบเศรษฐกิจมีการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจะได้มีงานทำ ไม่ตกงาน และมีรายได้มากขึ้น ซึ่งตัวชี้วัดหนึ่งที่ใช้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็คือ การขยายตัวของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP นั้นเอง ดังนั้น ท่านผู้อ่านคงจะไม่แปลกใจ หากจะได้ยินพรรคการเมืองสัญญาว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้กี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาล

2. การดูแลให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ คือ การทำให้ระบบเศรษฐกิจไม่ผันผวนมากเกินไป ทั้งความผันผวนภายในประเทศ เช่น ความผันผวนของราคาสินค้า หรือความผันผวนภายนอกประเทศ เช่น ความผันผวนของค่าเงิน พวกเราคงไม่อยากอยู่ในประเทศที่ราคาสินค้าขึ้นๆ ลงๆ วันละ 100% หรือ 1,000% เหมือนกับที่เกิดในประเทศแถบละตินอเมริกาในช่วงศตวรรษ 80 ในขณะเดียวกัน เราคงไม่อยากเห็นค่าเงินผันผวนเหมือนค่าเงินบาทในช่วงวิกฤติปี 1997 ที่วันหนึ่งอยู่ที่ 25 บาทต่อดอลลาร์อีกวันกลายเป็น 50 บาทต่อดอลลาร์

3. การช่วยจัดสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ กล่าวคือ นโยบายเศรษฐกิจสามารถนำมาใช้เพื่อช่วยจัดแจงจัดสรร การใช้ทรัพยากรของประเทศ ให้เกิดประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่โรงงานเอกชนผลิตสินค้า แล้วปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำลำคลอง ใครก็ตามที่พักอาศัยอยู่ใต้แม่น้ำก็จะได้รับความเดือดร้อน ดังนั้น รัฐบาลควรจะมีนโยบายเศรษฐกิจที่เข้ามาควบคุมดูแลให้โรงงานมีการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงแม่น้ำ

4. การแก้ปัญหาความยากจนและการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม คือ นโยบายเศรษฐกิจต่างๆ สามารถถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและดูแลให้สังคมมีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมมากขึ้น เช่น ดูแลให้คนจนคนด้อยโอกาสในสังคมสามารถลืมตาอ้าปากและมีคุณภาพชีวิตได้ดียิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็ควรดูแลให้รายได้ระหว่างคนรวยและคนจนไม่แตกต่างกันจนเกินไป

เท่าที่ผมได้อ่านนโยบายของพรรคการเมืองหลายๆ แห่ง ผมเห็นว่าพรรคการเมืองหลายๆ พรรคได้ให้ความสำคัญกับเป้าหมาย ในเรื่องการเติบโตเศรษฐกิจเป็นพิเศษ ในขณะที่ก็พยายามหานโยบายแจกเงิน โดยมุ่งหวังจะแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่แย่นะครับ

แต่ตามที่กล่าวมาแล้วว่า ของฟรีไม่มีในโลก ดังนั้น สิ่งที่อยากเห็นคือ อยากให้พรรคการเมืองทั้งหลาย ช่วยอธิบายให้พวกเราฟังด้วยว่า นโยบายต่างๆ แต่ละด้านนั้น มีต้นทุนอย่างไร หากแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว จะทำให้เกิดปัญหาเสถียรภาพเศรษฐกิจ หรือปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือไม่ พวกเราคนไทยจะได้มีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจกากบาทเลือกตั้งซะที


วาระเศรษฐกิจสำหรับว่าที่นายกฯ ตอนที่ 2 : การบริหารภาพรวมเศรษฐกิจ (บนเส้นด้าย)

มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ dr.eKonomic@yahoo.com  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ในคอลัมน์มุมเอกฉบับก่อน ผมได้เริ่มเขียนบทความซีรีส์ตอนใหม่ เรื่อง วาระเศรษฐกิจสำหรับว่าที่นายกฯ โดยได้นำหลักต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์มาชี้ให้เห็นว่า นโยบายเศรษฐกิจฟรีๆ ไม่มีในโลก สำหรับคอลัมน์มุมเอกในวันนี้และในตอนต่อๆ ไป จะเป็นการวิเคราะห์เจาะลึกวาระเศรษฐกิจในแต่ละด้าน เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย สำหรับท่านว่าที่นายกฯ ที่กำลังจะเตรียมตัวเข้ามาบริหารประเทศ ในระยะเวลาอันใกล้ไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

ประเด็นวาระเศรษฐกิจที่ผมหยิบยกมาเขียนในวันนี้จะเป็นโจทย์เกี่ยวกับการบริหารเศรษฐกิจมหภาคในอนาคต ที่อยู่บนความเสี่ยงต่างๆ ที่รายล้อมประเทศไทยเต็มไปหมด ซึ่งหากจะให้เดาแล้ว ผมว่าการบริหารเศรษฐกิจไทย ในยุครัฐบาลหน้า ก็คงไม่ต่างกับการบริหารเศรษฐกิจไทยบนเส้นด้าย ที่พร้อมจะพลัดตกหล่นไปในเหวอีก หากไม่สามารถบริหารภาพรวมเศรษฐกิจให้ดีและมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจ เจอลมความเสี่ยงตีกระทบเข้าแรงๆ ทั้งสองด้าน ทั้งจากภายนอกประเทศและภายในประเทศ

ความเสี่ยงจากภายนอกประเทศในอนาคต ที่พอจะเห็นได้จากเค้าเมฆฝนในปัจจุบัน คือ ความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนโลก ยิ่งสถานะในปัจจุบันที่เมืองไทยเราพึ่งพาโลกภายนอกมากเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นการผลิตสินค้าและบริการ ที่พึ่งพาการขายสินค้า และบริการให้ต่างชาติถึงเกือบ 70% ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศทั้งหมด ส่วนด้านการเงินก็ไม่แพ้กัน ตลาดทุนตลาดเงินไทยต่างก็ยังต้องพึ่งพาการลงทุนต่างชาติค่อนข้างมาก

ดังนั้น ถ้าเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติที่ตอนนี้เสียขวัญจากปัญหาสินเชื่อซับไพร์ม และพร้อมจะถอนเงินเข้าๆ ออกๆ จากไทยตลอดเวลา ดังนั้นเศรษฐกิจไทยในปีหน้า คงจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นี่แค่เค้าเมฆฝนลูกแรกนะครับ ยังไม่นับเมฆฝนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เริ่มตั้งเค้าจะก่อตัวไปเป็นพายุลูกใหญ่ในเร็ววันนี้ ดังนั้น หากเจอพายุสองลูกจากภายนอกประเทศโถมเข้ามาใส่พร้อมกัน ท่านว่าที่นายกฯ ทั้งหลายคงต้องเตรียมทำการบ้านไว้ล่วงหน้า สำหรับนโยบายรองรับความเสี่ยงของความผันผวนในเศรษฐกิจและการเงินโลก

ส่วนความเสี่ยงจากในประเทศก็มีไม่น้อยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคไทย ที่ยังอ่อนแออยู่มาก ตอนนี้หลายๆ ฝ่ายก็เริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้างจากการเลือกตั้งที่น่าจะเกิดขึ้นแน่ๆ ในช่วงปลายปี แต่ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน สิ่งที่ผมคาดว่าเอกชนอยากเห็นและอยากได้ความมั่นใจก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน คือ นโยบายรัฐบาลที่เป็นรูปธรรม และที่สำคัญต้องนำมาปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่แค่โม้ว่าจะสร้างโน่นสร้างนี่ หรือสร้างรถไฟฟ้ากี่สาย แต่พอจริงๆ ก็ทำไม่ได้ซักที

นอกจากนั้น ความเสี่ยงในประเทศอีกด้านที่สำคัญ คือ การถีบตัวขึ้นของราคาสินค้าในปีหน้า หรืออัตราเงินเฟ้อนั่นเอง เพราะในช่วงที่ผ่านมา เราอั้นราคาสินค้าต่างๆ ไว้ค่อนข้างเยอะ และน่าจะทยอยปะทุในปีหน้า ยิ่งถ้าราคาน้ำมันในตลาดโลกยังแพงอยู่อย่างนี้ อัตราเงินเฟ้ออาจจะทะลุจุดเดือดของประชาชนคนไทยก็เป็นไปได้

คราวนี้พออัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น การจะไปหวังให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศต่ำ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนในปีนี้ก็จะยิ่งยาก และคงจะต้องพึ่งนโยบายการคลังเข้ามาช่วยเยอะขึ้น แต่ก็อีกแหละครับ รัฐบาลใหม่จะเอาเงินมาจากไหนมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กว่าจะเริ่มจัดตั้งรัฐบาลก็ใช้งบประมาณปี 2551 ไปเกือบครึ่งปีแล้ว การจะไปแอบใช้งบกลางที่อยู่ภายใต้อำนาจนายกฯ ก็คงทำไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญใหม่ปิดช่องไว้หมดแล้ว ทางเลือกที่พอจะนึกออกก็อาจจะต้องตั้งงบประมาณกลางปีเพิ่มเติม หากมีความจำเป็นจริงๆ

ท้ายนี้ สิ่งที่ผมอยากจะฝากท่านว่าที่นายกฯ ท่านใหม่ คือ อยากจะให้บริหารเศรษฐกิจให้เกิดความสมดุลให้ดี โดยจะต้องรักษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กับการรักษาเสถียรภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องพิจารณาท่วงทำนองการก้าวเดิน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์คลื่นลมความเสี่ยงต่างๆ ให้เหมาะสม หากยามใดคลื่นลมสงบก็ควรจะต้องรีบจ้ำเดินอย่ารอช้า แต่เมื่อใดลมแรง ก็จำเป็นต้องเดินอย่างระมัดระวัง จะได้ก้าวย่างได้อย่างมั่นคงขึ้น

เฮ้ย! คิดแล้วเหนื่อยแทนท่านนายกฯ ท่านใหม่จริงๆ สวัสดีครับ


วาระเศรษฐกิจสำหรับว่าที่นายกฯ ตอนที่ 3 : การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ dr.eKonomic@yahoo.com  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

อีกไม่กี่วันก็ถึงวันเลือกตั้ง (ซะที) แล้วนะครับ ช่วงนี้ท่านผู้อ่านทั้งหลายคงจะได้ยินได้ฟังการประกาศนโยบาย ของพรรคการเมืองต่างๆ ไปหมดแล้ว และหลายท่านคงคิดเช่นเดียวกับผมว่า ส่วนใหญ่ก็เป็นนโยบายคล้ายๆ กัน คือ เน้นนโยบายเศรษฐกิจในระยะสั้น และเน้นนโยบายประชานิยมเต็มไปหมด

เนื่องจากผมเคยเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง (political economy) มาบ้าง เพราะเป็นวิชาบังคับในตอนเรียนปริญญาเอก จึงทำให้พอเข้าใจได้บ้างว่า นักการเมืองส่วนใหญ่มีเป้าหมาย คือต้องการให้ได้รับคะแนนเสียงสูงสุด (maximize vote) และเนื่องจากคนส่วนใหญ่มักจะมองอะไรในระยะสั้นๆ (myopia) ดังนั้น วิธีที่จะทำให้ได้รับคะแนนเสียงสูงสุด ก็ต้องพยายามเน้นนโยบายที่ทำให้คนนิยมชมชอบและเห็นผลประโยชน์ได้ในระยะสั้น เช่น แจกโน่น แจกนี่ ซึ่งแม้ว่านโยบายประชานิยมในระยะสั้นนี้ จะสร้างปัญหาในระยะยาวก็ไม่สนใจ แล้วค่อยว่ากันใหม่ในภายภาคหน้า (หลังได้รับเลือกตั้งแล้ว)

สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากในขณะนี้ คือ ยังไม่เห็นพรรคการเมืองพรรคใดที่ให้ความสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจในระยะยาวเลย โดยเฉพาะนโยบายการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งๆ ที่ผลการจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ต่างก็บ่งชี้ว่า อันดับความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย นับวันจะสาละวันเตี้ยลงๆ และแข่งสู้ชาติอื่นไม่ได้

ตัวอย่างเช่น ในการจัดอันดับล่าสุดของ IMD ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดอันดับความสามารถการแข่งขันที่ทั่วโลกยอมรับ พบว่า ในปีล่าสุดประเทศไทยถูกจัดอันดับในลำดับที่ 33 จากทั้งหมด 55 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นการร่วงลงอย่างต่อเนื่องจากอันดับที่ 29 เมื่อปีก่อน และจากอันดับที่ 25 เมื่อปี 2548

หากลองไปพิจารณาดูในรายละเอียดของความสามารถการแข่งขันของไทยในแต่ละด้าน จะเห็นได้ว่า น่าเป็นห่วงในเกือบทุกด้าน แต่ด้านที่ผมเห็นว่าน่าเป็นห่วงและมีความสำคัญที่สุด ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการศึกษา ซึ่งปัจจุบันนี้เมืองไทยอยู่ในอันดับเกือบรั้งท้ายทั้งสองประเภท

ผมอ่านผลการศึกษาของ IMD ดังกล่าวแล้วก็ไม่อยากจะเชื่อ แต่เมื่อไปดูข้อมูลของประเทศไทยในหลายๆ ด้านแล้ว ก็ต้องยอมรับโดยสดุดีว่า เราพัฒนาช้ามากๆ ตัวอย่างเช่น ในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของเมืองไทย ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับว่า รางรถไฟที่ใช้วิ่งกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด (ประมาณ 4,400 กิโลเมตร จากความยาวรางทั้งประเทศ 5,000 กิโลเมตร) ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5-6 แถมยังเป็นรางเดี่ยวที่วิ่งเร็วมากไม่ได้ และต้องคอยสับรางไม่ให้รถไฟที่วิ่งสวนมาชนกัน

ตรงนี้แหละครับ ที่ผู้ประกอบการทั้งหลายจำเป็นต้องค้าขายขนส่งด้วยรถยนต์รถบรรทุกกันเป็นส่วนใหญ่ แต่อย่าลืมนะครับว่า ราคาน้ำมันวันนี้ไม่ถูกเหมือนเมื่อก่อน ยิ่งราคาน้ำมันแพง ต้นทุนในการขนส่งด้วยรถยนต์ก็ยิ่งแพงขึ้น ครั้นจะหันไปใช้รถไฟขนส่งแทนก็คงรอเวลาไม่ไหว ผมเชื่อว่า โลกเราในอนาคตยิ่งจะต้องแข่งกันด้วยเวลามากขึ้น (Economy of Speed) ดังนั้น ประเทศใดมีโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ธุรกิจดำเนินการได้เร็วกว่า สะดวกกว่า ก็จะได้เปรียบ

ที่ผมกล่าวมาข้างต้น ยังเป็นแค่โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอย่างเดียวนะครับ ยังไม่นับโครงสร้างพื้นฐานด้านอื่นๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี วิจัยและพัฒนา ซึ่งช่วงที่ผ่านมา เมืองไทยก็พัฒนาด้านงานวิจัยช้ากว่าประเทศอื่นค่อนข้างมาก เท่าที่ผมเคยดูตัวเลขรายจ่ายด้านงานวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย พบว่าอยู่ในระดับต่ำมากเพียงไม่ถึง 0.5% ของ GDP ซึ่งน้อยกว่าประเทศอย่างเกาหลีใต้ที่มีรายจ่ายด้านงานวิจัยและพัฒนาถึงเกือบ 3% ของ GDP เพราะฉะนั้น ท่านผู้อ่านอย่าแปลกใจเลยนะครับ ที่เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็นิยมใช้มือถือรุ่นล่าสุดและทีวีจอแบนยี่ห้อดังจากบริษัทเกาหลีใต้ ในขณะที่เมืองไทยเองก็ยังต้องคอยรอรับจ้างชาติต่างๆ ผลิตสินค้าในชื่อแบรนด์ต่างชาติอยู่ดี

โครงสร้างพื้นฐานอีกด้านที่ผมเห็นว่าสำคัญมาก คือ ด้านการศึกษาและคุณภาพของคนไทย ในช่วงที่ผ่านมา การศึกษาของคนไทยพัฒนาไปช้ามาก หากพิจารณาปีการศึกษาเฉลี่ยของคนไทยอยู่เพียงแค่ 8 ปีกว่าๆ เท่านั้น พูดง่ายๆ ก็คือ ยังเรียนไม่ทันจบมัธยม 3 เลย ในขณะที่คนที่มีโอกาสเรียนในชั้นสูงกว่าปีการศึกษาเฉลี่ยของคนไทย ส่วนใหญ่ก็เรียนในสาขาที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

ตัวอย่างที่น่าเป็นห่วงมาก คือ ปัจจุบันนี้นักศึกษามักจะไม่นิยมเรียนด้านเทคนิคอาชีวะ ทำให้แรงงานสาขานี้ขาดแคลนมาก ยิ่งโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันนี้ เราพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมมากถึง 40% ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ แถมยังมุ่งจะเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ในภูมิภาคเอเชียหรือในโลก เพราะฉะนั้น ถ้าจะทำฝันนี้ให้เป็นจริง ประเทศไทยจะต้องเร่งผลิตแรงงานที่มีคุณภาพป้อนให้กับอุตสาหกรรมดังกล่าว มิฉะนั้น ก็คงจะเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกับเมื่อปีกลาย ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอิเล็กทรอนิกส์ของโลก ประกาศไม่ขยายการลงทุนผลิตฮาร์ดดิสก์ในไทย เนื่องจากมีแรงงานด้านเทคนิคไม่พอ จึงต้องหันไปลงทุนในเวียดนามแทน

ยังไงผมก็ฝากท่านว่าที่นายกฯ ไว้อีกวาระหนึ่งด้วยว่า โปรดให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศอย่างจริงจังด้วยนะครับ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป