|
||||||||||||||
|
ภาวะโลกร้อน
การนอนห้องแอร์และการบริโภค
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ภาวะโลกร้อนกำลังเป็นประเด็นปัญหาที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางแม้กระทั่งในโรงเรียนชั้นประถม เนื่องจากผมได้ติดตามความเคลื่อนไหวในด้านนี้มานาน โดยเฉพาะเกี่ยวกับการศึกษาและทางแก้ปัญหาหลัก ๆ ผมจึงมักมีโอกาสพูดคุยกับคนไทยหลากหลายกลุ่ม บางกลุ่มค่อนข้างโชคดีที่เข้าถึงข้อมูลจำนวนมาก โดยเฉพาะจากหนังสือซึ่งมีกรอบที่ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ เป็นอย่างดี เช่น ของ Al Gore เรื่อง An Inconvenient Truth ฉบับแปลเป็นไทย แต่ส่วนใหญ่ไม่โชคดีถึงขนาดนั้นทำให้การรับรู้ข้อมูลของพวกเขาอยู่ในวงจำกัด เยาวชนบางคนในต่างจังหวัดจึงคิดว่า การแก้ปัญหาโลกร้อนได้แก่การนอนในห้องที่มีการปรับอากาศให้เย็นลง หรือห้องแอร์ ในการพูดคุยกับเยาวชนในต่างจังหวัด ผมมักถือโอกาสเสนอให้พวกเขาพิจารณาบางอย่าง รวมทั้งสิ่งที่ผมเองได้นำมาปฏิบัติแล้วด้วย ในเบื้องแรก ผมเสนอแก่พวกเขาว่าอย่าพยายามเข้าไปทำงานและมีบ้านในกรุงเทพฯ หลังเรียนหนังสือจบ เพราะปัจจัยหลายอย่างซึ่งพวกเขาดูจะเข้าใจเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่มีบางประเด็นที่ดูจะไม่มีใครได้รับรู้มาก่อน เช่น การใช้เครื่องปรับอากาศอาจแก้ปัญหาอากาศร้อนได้ แต่มันจะไม่แก้ปัญหาอากาศสกปรก เพราะอากาศที่นำมาปรับก็คืออากาศที่มีอยู่รอบด้านนั่นเอง ร้ายยิ่งกว่านั้นอากาศในอาคารซึ่งมีการปิดอย่างมิดชิด มักสกปรกมากกว่าอากาศภายนอก ในสหรัฐอเมริกา การศึกษาพบว่า อากาศภายในมักเลวร้ายกว่าอากาศภายนอก 2-10 เท่า อากาศในรถยนต์ก็สกปรกไม่น้อยกว่าอากาศในอาคาร ข้อมูลเหล่านี้มีอยู่ในหนังสือชื่อ Fresh Air for Life: How to Win Your Unseen War Against Indoor Air Pollution ของ Allan Somersall อากาศภายในอาคารมักสกปรกกว่าอากาศภายนอกเพราะนอกจากจะมีควันและสารเคมีเช่นเดียวกับอากาศรอบ ๆ ตัวอาคารแล้ว มันยังมักมีสารอื่นเจือปนอยู่ด้วย เช่น ควันบุหรี่ สารเคมีจากเครื่องสำอาง สบู่ ยาทาเล็บ ยาฆ่าแมลงและยาแต่งกลิ่น นอกจากนั้นสัตว์เลี้ยงและไรฝุ่นอาจทิ้งปฏิกูลไว้จำนวนมาก อากาศสกปรกเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับทางหายใจ โรคภูมิแพ้และมะเร็ง ในสหรัฐ การศึกษาพบว่าอากาศสกปรกเป็น 1 ใน 5 ของสิ่งที่มีอันตรายสูงสุด และราวครึ่งหนึ่งของความเจ็บป่วย มีสาเหตุมาจากอากาศสกปรก ตามธรรมดาความสกปรกของอากาศในอาคาร อาจกำจัดได้โดยการเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท แต่เนื่องจากอากาศในกรุงเทพฯ สกปรกมาก แม้จะเปิดหน้าต่างอากาศก็ยังสกปรกอยู่ดี เพราะเหตุนี้การอยู่ในชนบทจึงปลอดภัยกว่าการอยู่ในกรุงเทพฯ นอกจากนั้นการมีบ้านอยู่ในกรุงเทพฯ นับวันจะยิ่งเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมเพราะภาวะโลกร้อน กำลังทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจากการละลายของน้ำแข็งบนผิวโลก ประกอบกับฝนตกหนักขึ้นในบางแห่ง และแผ่นดินส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ทรุดลงอย่างต่อเนื่อง หากพวกเขาเลือกไม่ได้เพราะหน้าที่การงานบังคับให้ต้องอยู่ในกรุงเทพฯ ผมเสนอให้พวกเขาพิจารณาปัญหาน้ำท่วมให้รอบคอบเมื่อหาที่อยู่อาศัย ไม่ว่าพวกเขาจะสร้างบ้านเองหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากภาวะโลกร้อนจะทำให้ปัญหาน้ำท่วมในต่างจังหวัดหนักหนาสาหัสขึ้นด้วย ผมจึงเสนอให้พวกเขาพิจารณาปัญหานี้แม้จะไม่เข้าไปอยู่ในกรุงเทพฯ ก็ตาม ในอันดับต่อไปผมเสนอให้พวกเขารักษาสุขภาพให้ดี เพราะต่อไปนี้โรคร้ายจะแพร่กระจายมากขึ้น เนื่องจากประวัติศาสตร์บ่งว่า ในช่วงเวลาที่ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง โรคร้ายได้ทำให้คนล้มตายสูงมากกว่าระดับปกติ การรักษาสุขภาพให้ดี มีปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ปัจจัยที่จะทำให้สุขภาพดี พร้อมกับมีผลทางด้านการช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน ก็มีหลายอย่าง รวมทั้งการไปทำงานด้วยการขี่จักรยาน และการเดินซึ่งผมเองทำเป็นประจำ การขี่จักรยานและการเดินดูจะตกยุคตกสมัยในสายตาของคนไทยไปแล้ว แต่ในประเทศที่ก้าวหน้า ประชาชนกลับคิดว่ามันนำสมัย เช่น ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เพราะมันไม่ต้องเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ความแออัดและอากาศสกปรกในกรุงเทพฯ อาจทำให้การขี่จักรยาน และการเดินประสบอุปสรรคโดยเฉพาะเกี่ยวกับความปลอดภัย ฉะนั้นการอยู่ในต่างจังหวัดที่มีความแออัดต่ำ และมีอากาศดีย่อมเปิดโอกาสให้ขี่จักรยานและเดินได้มากกว่า แน่นอน การรับประทานอาหารหลากหลายซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาสุขภาพ เพื่อช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนด้วยการลดพลังงานสำหรับการเตรียมอาหาร ถ้าเป็นไปได้ผมเสนอให้พวกเขารับประทานผักดิบ แทนผักสุก ซึ่งผมได้พยายามทำมาเป็นเวลานาน ตามธรรมดา เรารับประทานผักดิบกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะกับอาหารจำพวกน้ำพริกและลาบ เราอาจเพิ่มสัดส่วนของผักดิบในการรับประทาน กับอาหารจำพวกนั้น และในขณะเดียวกันก็รับประทานสลัดผักให้มากขึ้น อีกสิ่งหนึ่งซึ่งผมทำเป็นประจำและพยายามบอกแก่เยาวชนว่าทำได้ คือ รับประทานอาหารอื่นแทนข้าว และเมื่อรับประทานข้าวก็เป็นข้าวกล้อง เพราะมันให้ทั้งคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าข้าวขาว และยังประหยัดพลังงานในการขัดให้ขาวอีกด้วย อาหารที่ผมรับประทานแทนข้าวหมุนเวียนกันไปมักได้แก่ข้าวโพด มันเทศ มันฝรั่ง เผือก กล้วยและฟักทอง แต่ไม่มีอาหารจำพวกที่ได้ผ่านกระบวนการซึ่งต้องใช้พลังงานปริมาณมากมาก่อนแล้ว เช่น เส้นหมี่ ก๋วยเตี๋ยว ขนมปังและพาสต้าแบบอิตาลี เฉกเช่นคนไทยโดยทั่วไป เยาวชนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการไม่รับประทานข้าวจะไม่ทำให้รู้สึกอิ่ม หรืออยู่ท้อง ผมยืนยันจากประสบการณ์ว่า ถ้าเราฝึก เพียงไม่นานความรู้สึกไม่อิ่มนั้นจะหายไป การรับประทานอาหารดังกล่าวแทนข้าว นอกจากจะให้คุณค่าทางโภชนาการหลากหลายขึ้นแล้ว ยังเป็นการประหยัดทรัพยากรน้ำอีกด้วย เพราะการปลูกข้าวใช้น้ำหลายเท่าของการปลูกพืชเหล่านั้น การขาดแคลนน้ำเป็นปัญหาสำคัญยิ่ง หลังจากพูดคุยกันถึงตัวอย่างดังที่อ้างถึงแล้ว ผมจะหาทางพาพวกเขาเข้าสู่ด้านหนึ่งของแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างดี นั่นคือ การบริโภคแต่พอประมาณและด้วยการอิงเหตุผล แทนการบริโภคมากๆ โดยยึดเอาความอร่อยปากเป็นเกณฑ์
|