|
||||||||||||||
|
มาตรการภาษีช่วยเหลือสังคม
ทางเลือกที่ไม่ใช่ทางออก
หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2550 สองวันก่อนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังออกมาบอกว่า ตอนนี้ทางกระทรวงการคลัง กำลังเตรียมจะเข็นกฎหมายมาตรการภาษีช่วยเหลือสังคม คนที่เอาเงินไปบริจาคให้กับกิจการสาธารณกุศลทั้งหลาย มีสิทธิเอาค่าใช้จ่ายส่วนนั้นมาลดหย่อนภาษีได้ เห็นว่าตอนนี้กำลังระดมสมองกันเพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมาย ป้องกันไม่ให้มีคนอาศัยช่องโหว่เพื่อเลี่ยงภาษี ถ้าเข้าใจไม่ผิด มาตรการนี้ออกมาเพื่อส่งเสริมให้คนเอาเงินไปช่วยเหลือสังคมให้มากขึ้น ผมไม่มีข้อมูลว่าปีหนึ่งคนไทยบริจาคเงินเพื่อสังคมกันสักกี่มากน้อย แต่เชื่อว่าค่อนข้างจะมากโขอยู่เหมือนกัน ขอคารวะคนที่เกี่ยวข้องกับการออกกฎหมายฉบับนี้ ผมเชื่อว่าทุกคนหวังดีกับบ้านเมืองต้องการเห็นสังคมไทยดีขึ้นกว่าเดิม แต่ความหวังดีใช่ว่าจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป เนื่องจากการบริจาค อาจจะไปไม่ถึงมือของคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ สำหรับผู้รับความช่วยเหลือ เงินบริจาคห้าร้อยบาทจะมีค่ามากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับผู้ใช้เงิน เงินห้าร้อยบาทสำหรับวัดชื่อดังในกรุงเทพฯ อาจจะไม่มีค่ามากนัก แต่เงินห้าร้อยบาทสำหรับวัดบางแห่ง อาจเป็นค่าภัตตาหารของบรรพชิตและช่วยเลี้ยงดูเหล่าผู้พึ่งพาอาศัยใบบุญของวัดไปได้อีกหลายวัน สมมติว่าอัตราการลดหย่อนภาษีของการบริจาคเป็นอัตราเดียวกันในทุกกรณี ไม่ว่าจะบริจาคให้บ้านเด็กกำพร้า วัด หรือกิจการอื่นๆ ในกรณีนี้ การบริจาคเงินให้วัดในกรุงเทพฯ หรือไปบริจาคให้วัดในชนบทก็มีค่าไม่ต่างกันมากนักในทางบัญชี มองทางด้านผู้ให้ คงพอจะเดาได้ว่าเม็ดเงินบริจาคส่วนใหญ่จะไปกระจุกตัวอยู่ที่ไหน? ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็เป็นการยากที่กฎหมายจะทำหน้าที่ของมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มองในภาพรวม มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเฉพาะความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญอันดับต้นๆ ของรัฐบาล (ที่ดี) ทั่วทุกมุมโลก ที่ผ่านมารัฐบาลประสบความสำเร็จมากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป มีเหมือนกันลงเอยด้วยผลลัพธ์ที่แย่กว่าเดิมอีก ถ้านึกตัวอย่างไม่ออกก็ลองมองไปที่กัมพูชาเพื่อนบ้านของเรา ความพยายามสร้างสังคมแห่งความเสมอภาคโดยสมบูรณ์กลับจบลงด้วยทุ่งสังหาร สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้ง บรรดาพรรคการเมืองน้อยใหญ่ต่างก็แย่งกันเสนอนโยบายที่อ้างว่า จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ลองสังเกตดูเอาเองแล้วกันนะครับว่าสำหรับการเลือกตั้งคราวนี้ พรรคไหนเสนออะไรบ้าง ถ้าเดาไม่ผิด เราคงได้เห็นนโยบายทำนองเดิมๆ เช่น ให้เงินอุดหนุนการศึกษา เงินช่วยเหลือผู้สูงอายุ และสารพัดแพ็คเกจเงินอุดหนุนทั้งทางตรงและทางอ้อม ตามหลักเศรษฐศาสตร์ มาตรการทางการเงินที่รัฐใช้ในการลดความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีของความช่วยเหลือทางด้านการเงิน คือ คนที่ได้รับมีอิสระในการนำเงินไปใช้จ่ายตามความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง รัฐไม่ต้องมาปวดหัวกับการหาข้อมูลว่าแต่ละคนต้องการความช่วยเหลือในด้านไหน แถมลดปัญหาจุกจิกเรื่องการบริหารจัดการได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้ก่อให้เกิดปัญหาตามมาหลายเรื่อง ปัญหาแรก คือ เงินเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เพราะให้อิสระในการจับจ่ายใช้สอย การให้เงินจึงดึงดูดให้คนที่ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจริง ปลอมตัวเข้ามาขอรับความช่วยเหลือจากรัฐด้วย ทำให้ภาระทางการเงินของรัฐเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง คือ ไม่มีหลักประกันว่าคนที่ได้เงินไปแล้วทุกรายจะเอาเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ซึ่งรัฐบาลคาดหวังไว้ บางคนไม่ได้เอาไปจุนเจือครอบครัว กลับเอาเงินไปเล่นหวย กินเหล้า เล่นการพนัน หรือซื้อของใช้ฟุ่มเฟือย ปัญหาเรื้อรังในระยะยาวคือ เมื่อเคยได้รับเงินแล้ว ก็อาจเสพติดความช่วยเหลือจากภาครัฐ ขาดแรงจูงใจที่จะขวนขวายพยายามปรับปรุงให้ชีวิตของตนเองดีขึ้น กลายเป็นภาระของรัฐบาลและประชาชนผู้เสียภาษี ยิ่งมีคนแบบนี้มาก คนที่ทำงานก็ต้องแบกรับภาระ "อุปการะ" คนเหล่านี้มากขึ้นตามไปด้วย มาตรการภาษีช่วยเหลือสังคมที่กำลังจะออกมาปลายปีนี้ ปัญหาสามข้อข้างตนเป็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับผู้รับเงินบริจาค ถึงแม้คนรับความช่วยเหลือจะไม่เห็นว่ารัฐเป็นคนควักกระเป๋าให้ แต่การไม่เก็บภาษีก็เท่ากับลดเงินที่จะไหลเข้าคลัง ไม่ได้ต่างอะไรกับการควักเงินของตัวเอง นอกจากนี้แล้ว อย่าลืมว่า คนบริจาคมีน้อยแต่คนต้องการเงินบริจาคมีเยอะ นโยบายที่ส่งเสริมให้มีการบริจาคอาจจะกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันระหว่างบรรดาผู้รอรับบริจาค ตัวอย่างที่คุ้นตาคือ วัดสองแห่งใกล้ๆ กันแย่งกันปักป้ายชี้ทางเข้าวัด ประดับประดาธงทิวแสดงสี เพื่อให้เด่นสะดุดตา บางแห่งลงทุนทำป้ายเป็นเงินนับหมื่น เมื่อมีการแข่งขัน ย่อมมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ เพียงแต่การแข่งขันแบบนี้ บางทีอาจจะขาดทุนทั้งคู่ กรณีตัวอย่างนี้ไม่ได้เป็นกรณีเฉพาะของวัด บ้านเด็กกำพร้า องค์กรสาธารณประโยชน์ทั้งหลายก็มีสิทธิเกิดเรื่องทำนองนี้ได้เหมือนกัน ดูเหมือนว่าสิ่งที่คณะทำงานของกระทรวงการคลัง กังวลใจมากที่สุด คือ ปัญหาการหาผลประโยชน์ทางภาษีจากกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งไม่น่าจะใช่เจตนารมณ์ของกฎหมายนี้ เท่าที่ทราบ ไม่เห็นมีใครพูดถึงประสิทธิภาพของกฎหมายฉบับนี้ ในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมเลย แทนที่จะออกกฎหมายใหม่มาเพื่อป้องกันไม่ให้คนโกงภาษีเพียงอย่างเดียว น่าจะลองดูด้วยว่าต้องทำอย่างไรกฎหมายฉบับใหม่นี้จึงจะเป็นของขวัญแก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง
|