|
||||||||||||||
|
การขจัดกา
นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1418 ผมพยายามนึกถึงนิทาน, สารคดี หรือหนังที่เคยได้ยินได้อ่านได้ดูมาว่า มีกรณีที่อีการวมหัวกันโจมตีคนหรือสัตว์ที่ทำร้ายมันหรือป้องกันมิให้มันมาลักมาขโมยของกินบ้างไหม นึกไม่ออกครับ ทั้งๆ ที่กาเป็นสัตว์ที่รบกวนชาวบ้านไทยอย่างมาก เพราะส่วนหนึ่งของอาหารของมันก็ได้จากครัวเรือนนี่แหละ แถมยังมีชีวิตอยู่ไม่ไกลจากชุมชนเสียอีก จึงออกจะคุ้นเคยกับคนและถึงกับโฉบฉวยมาแย่งของกันซึ่งๆ หน้าเลย ฉะนั้น คนไทยจึงคิดเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับไล่กาไว้หลายอย่าง หนักข้อเข้าก็ต้องใช้คนไล่ อย่างในวังสมัย ร.2 มี "มหาดเล็กไล่กา" ไว้คอยไล่กาเวลาทรงบาตร แต่กาก็ได้เพียงแย่งของกิน ไม่ถึงกับรวมกลุ่มกันมาจิกตีคนที่ขัดขวางวิถีชีวิตของมัน ฉะนั้น ในความรู้อันจำกัดของผม ถึงกาจะน่ารังเกียจ แต่กาเป็นสัตว์รักสงบนะครับ ที่เห็นจิกตีกันก็เป็นเรื่องของกาด้วยกันเอง เพื่อแย่งอาหารหรือแย่งคู่สืบพันธุ์ ไม่เกี่ยวกับสัตว์อื่น ผมรำพึงเรื่องกากับตัวเอง เมื่อได้อ่านข่าวเกี่ยวกับปฏิกิริยาที่มีต่อภาพเขียนรางวัลเหรียญทองในการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ ชื่อภาพคือ "ภิกษุสันดานกา" ของ คุณอนุพงษ์ จันทร ปฏิกิริยาที่เป็นข่าวเป็นของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "สมัชชาชาวพุทธแห่งชาติ" อันเป็นองค์กรที่คงมีสมาชิกที่เป็นทั้งคฤหัสถ์ และบรรพชิตกระมัง คนกลุ่มนี้พากันมารวมตัวประท้วงมหาวิทยาลัยศิลปากร ในฐานะผู้จัดงาน เรียกร้องให้ปลดภาพรางวัลเหรียญทองของคุณอนุพงษ์ลงเสีย ไม่อย่างนั้นก็จะจัดชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่เลยทีเดียว มีพระภิกษุหลายรูปร่วมไปกับการรวมตัวประท้วงครั้งนี้ด้วย ข้อคัดค้านต่อภาพเขียนของกลุ่มนี้ก็คือ เนื้อหาของภาพแสดงภาพ "ภิกษุสันดานกา" สองรูป กำลังแย่งสายสิญจน์ และตะกรุดในบาตร แถมภิกษุทั้งสองยังสักยันตร์รูปส่อไปทางอุลามกอนาจารทั่วตัวอีกด้วย คนกลุ่มนี้เห็นว่าไม่เหมาะสม ดูจากข่าวหนังสือพิมพ์แล้ว ความไม่เหมาะสมที่คนกลุ่มนี้เห็นจากศิลปกรรมชิ้นนี้คือ อะไรไม่ค่อยชัดนัก คงเกรงว่าผู้คนเห็นแล้วจะทำให้ไม่เคารพพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนากระมัง มีการออกตัวว่าสำนวน "ภิกษุสันดานกา" นั้น มีกล่าวไว้นิดเดียวในพระบาลี ว่าพระพุทธเจ้าตรัสตำหนิภิกษุอลัชชี (ไร้ยางอาย) ที่หนังสือพิมพ์รายงานความไม่เหมาะสมตามทัศนะของคนกลุ่มนี้ชัดหน่อยก็คือ การสักตามร่างกายของภิกษุ ซึ่งนอกจากส่อไปทางอุลามกแล้ว "ยังเป็นการสอนให้สังคมลุ่มหลงไสยศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลให้พุทธศาสนาเสื่อมเสีย" แหะๆ ผมฟังแล้วก็ได้แต่แหะๆ จริงครับ ภาพ "เณรแอ" ที่สักดำมืดไปทั้งตัวผุดขึ้นมาในความคิดทันที ยังไม่พูดถึงพิธีกรรมโลดโผนนานาชนิดที่ "เณรแอ" กระทำในระหว่างยังเป็นภิกษุ ยังแถมภาพพระภิกษุที่เคยพบเห็นอีกมากมายที่มีรอยสักตามร่างกาย มากบ้างน้อยบ้าง เอาล่ะครับ ผมก็แก้ตัวให้ท่านว่า ก็ท่านสักมาก่อนบวช แต่ยังมีพิธีกรรมนอกคำสอนพระพุทธศาสนาอีกมากมายที่พระภิกษุตั้งตัวเป็นเจ้าพิธี บอกเลข เสกน้ำมัน ยันตร์นักเลง เก่งทางรัก ฯลฯ หาได้หมดนะครับในหมู่พระภิกษุที่อยู่นอกภาพศิลปกรรมชิ้นนั้น สมัชชาชาวพุทธแห่งชาติไปอยู่เสียที่ไหน เหตุใดจึงไม่สนใจรวมตัวกันประท้วงพระภิกษุเหล่านั้นบ้าง อันที่จริงที่หายไปนั้นไม่ใช่เฉพาะสมัชชาชาวพุทธแห่งชาติเท่านั้น เถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ก็หายไปด้วย แต่สิ่งที่หายไปอย่างสำคัญที่สุดคือ อุบาสกอุบาสิกา หรือสังคมชาวพุทธซึ่งเคยปกป้องพระพุทธศาสนาจาก "ภิกษุสันดานกา" มาแต่โบราณ เรื่องนี้เอาไว้พูดข้างหน้าครับ ผมคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่า ชื่อของภาพ "ภิกษุสันดานกา" จะหมายถึงภิกษุทั้งหมดในพระพุทธศาสนาได้อย่างไร ก็มันชี้เฉพาะขนาดนั้นน่ะครับ แต่จะหมายถึงภิกษุรูปอื่นที่ไม่ปรากฏในรูปอีกบ้างไหม นี่สิครับน่าคิด ศิลปะคือ การสื่อสารชนิดหนึ่ง สำหรับไว้บอกอะไรผ่านความรู้สึก ไม่ใช่ผ่านสมองส่วนรับรู้ภาษา แต่ในความเป็นจริง สองอย่างนี้แยกกันอย่างเด็ดขาดไม่ได้ ภิกษุสองรูปในภาพซึ่งมีปากเป็นกา กำลังแย่งสายสิญจน์และตะกรุดในบาตรกัน ทำไมจึงเป็นสายสิญจน์และตะกรุดล่ะครับ ก็เพราะสองอย่างนี้เป็นตัวแทนที่ดีของไสยศาสตร์ไทย ไสยศาสตร์รวมทั้งความเชื่อผี ตั้งมั่นในประเทศไทยมาก่อนพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธศาสนาจะเข้ามาตั้งมั่นในสังคมนี้ได้ ก็เพราะยอมประนีประนอมกับไสยศาสตร์ในระดับหนึ่ง โดยมีหลักว่าไสยศาสตร์ส่วนที่ไม่ขัดกับหลักคำสอนสำคัญ ก็ผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของลัทธิความเชื่อซึ่งเรียกรวมๆ ว่าพระศาสนาได้ แต่อะไรที่ขัดแย้งเกินไป เช่นการบูชายัญด้วยชีวิต (เช่นเซ่นผีด้วยควายทั้งตัว อันมีการฆ่าอยู่ในพิธีกรรม) ก็รับไม่ไหว มีร่องรอยของความขัดแย้งระหว่างพุทธกับผีในพิธีกรรมให้เห็นสืบมาจนปัจจุบัน บางลัทธิพิธี พระพุทธศาสนาเข้าไปแทนที่ไม่ได้ หรือผนวกเข้ามาก็ไม่ได้ จึงปล่อยให้ทำกันไป แต่กันไว้นอกบริเวณวัดหรือถือเป็นประเพณีว่าพระภิกษุไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย เช่น พระราชพิธีพิรุณศาสตร์, การรำผีฟ้า, หรือบุญบั้งไฟ และแห่นางแมวเป็นต้น พูดอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นประเด็นสำคัญก็คือ ชาวพุทธไทยแต่ก่อนนี้ เขาแยกออกระหว่างพุทธกับไสย ถึงต้องอยู่ร่วมกันแต่ไม่ยอมให้ไสยมาเสมอกับพุทธ ตรงกันข้ามกลับนำเอาหลักศีลธรรมของพุทธ เข้าไปกำกับฤทธิ์ที่ได้จากไสยด้วย สายสิญจน์และตะกรุดนั้นไม่เกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า วิเคราะห์กันให้ถึงแก่นแล้ว ก็ขัดกับคำสอนด้วยซ้ำ เพราะเป็นการพึ่งสิ่งภายนอก แทนที่จะพึ่งตนเอง แต่สำหรับปุถุชนทั่วไป ก็ยอมรับให้พึ่งพิงกับสิ่งเหล่านี้ได้ อันเป็นของชั่วครู่ชั่วยาม และไม่พึงยึดติด ด้วยเหตุ ดังนั้น พระสงฆ์เองจึงยอมรับสายสิญจน์เข้ามาในพุทธพิธีแบบไทย และเป็นผู้เสกเป่าตะกรุดเสียเองด้วย มีข้อน่าสังเกตนะครับว่า ทำไมจึงเป็นตะกรุด ก็เพราะตะกรุดไม่ใช่พระพุทธรูปไงครับ คนอยุธยาถือว่าเอาพระพุทธรูปมาแขวนคอนั้นเป็นเสนียดอย่างร้าย เพราะพระเป็นของสูงของสะอาด เอามาเกลือกกลั้วกับฆราวาสซึ่งใช้ชีวิตสกปรกโสมม ย่อมนำเสนียดมาใส่ตัว ผมก็ไม่รู้ว่า ระหว่างสำนึกที่รู้จักแยกพระพุทธออกจากกิเลสของตัว กับการนำพระพุทธมาแขวนคอด้วยข้ออ้างว่า ทำให้มีสติรำลึกถึงพระพุทธคุณนั้น อย่างไหนเป็นการรำลึกที่แน่นแฟ้นมั่นคงกว่ากัน ฉะนั้น ตะกรุดและสายสิญจน์จึงเป็นไสยที่พุทธไทยยอมรับมาแต่โบราณ จากฐานการยอมรับไสยเช่นนี้ ภิกษุในประเทศไทยได้ขยายการยอมรับไปจนถึงไสยที่ขัดกับหลักธรรมคำสอน หรือรับโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ (เช่นแก้ทุกข์ด้วยการให้หวย โดยไม่เคยเตือนว่าเงินไม่สามารถบำบัดทุกข์ได้จริง) หนักขึ้นไปอีกถึงกับแย่งกัน "หากิน" กับไสย แย่งกันเองและแย่งกับฆราวาสในตลาดด้วย นับตั้งแต่แย่งกันปลุกเสกจตุคามฯ ไปจนถึงขายนิพพานจำลองแก่ตลาดคนชั้นกลางมหึมา เป็นต้น "หากิน" กันโดยมีสติว่า นี่เป็นเรื่อง "หากิน" ไม่เกี่ยวกับหน้าที่ของพระภิกษุในพระพุทธศาสนาก็ยังดี อย่างน้อยทำชั่วโดยรู้ว่าชั่ว ก็ยังดีกว่าทำโดยไร้สติเสียเลย แต่จำนวนมาก "หากิน" อย่างไม่มีสติเสียด้วย เพราะในการแย่งกันนั้นถึงกับโจมตีกัน ใช้เทคนิควางตลาดแบบกีดกันคู่แข่ง หรือรวมพวกเข้าโจมตีประท้วงใครที่วิพากษ์วิจารณ์ตัว ไสยจึงไม่ใช่แค่ช่องทาง "หากิน" ของ "ภิกษุสันดานกา" เท่านั้น แต่ซึมลึกเข้าไปในจิตใจของภิกษุเหล่านั้นด้วย นั่นคือ ที่มาของรอยสักตามร่างกาย หรือคือตัวตนที่แท้จริงของภิกษุเหล่านั้น นี่ว่าเฉพาะความหมายที่สื่อด้วยศิลปะแล้วรับได้ด้วยสมองส่วนที่ใช้รับรู้ภาษานะครับ ยังมีส่วนที่ต้องรับรู้ด้วยความรู้สึกอีกมากในภาพ เช่น สี, แสง, องค์ประกอบภาพ, อารมณ์ ฯลฯ ซึ่งผมไม่มีทั้งความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนพอจะรับได้ และไม่ได้เห็นของจริงด้วย เพียงแต่เห็นในภาพถ่ายหนังสือพิมพ์แล้ว ก็รู้สึกสะอิดสะเอียน "ภิกษุสันดานกา" ซึ่งมีในเมืองไทยมากกว่าภิกษุสองรูปในภาพแน่ แรงสะเทือนใจของภาพจริงคงมากกว่านี้แยะ และส่วนหนึ่งที่สมัชชาชาวพุทธแห่งชาติลุกขึ้นมาประท้วง ก็คงเป็นเพราะพลานุภาพแห่งศิลปะของภาพกระมัง จะมีหรือไม่มีภาพ "ภิกษุสันดานกา" ก็ตาม ภิกษุอลัชชีมีมากในเมืองไทยปัจจุบัน เป็นปรากฏการณ์ที่ชาวพุทธควรร่วมกัน วิตกห่วงไย เพราะแสดงว่าเกิดปัญหาด้านการปกครองคณะสงฆ์แล้ว อย่างปฏิเสธไม่ได้ น่าเสียดายที่พลานุภาพของภาพ "ภิกษุสันดานกา" มีเพียงทำให้โกรธแก่คนบางจำพวก ไม่มีส่วนผลักดันให้พุทธบริษัทร่วมกันในการแก้ปัญหาที่น่าห่วงไยนี้อย่างจริงจัง อย่าแก้ตัวเลยครับว่า คณะสงฆ์เป็นคนหมู่มาก ย่อมมีดีมีชั่ว ก็ใช่ล่ะสิครับ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ภิกษุชั่วไม่ถูกขจัดออกไปหรือถูกปรามและสอนให้กลายเป็นภิกษุดีต่างหาก และนี่เป็นข้อที่น่าวิตกห่วงไยว่าจะทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อพระพุทธศาสนายิ่งกว่า เราควรปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์กันอย่างไร เกินสติปัญญาผมจะตอบได้ แต่มีข้อสรุปในเมืองไทยที่ผมคิดว่าผิดหรือถูกบิดเบือนบางอย่างเกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งผมอยากเสนอไว้ ก็จริงหรอกนะครับ ในฐานะที่ทรงตั้งคณะสงฆ์นี้ขึ้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงเป็นผู้นำ เช่น ทรงบัญญัติกฏระเบียบของคณะสงฆ์ที่เรียกว่าพระวินัย หรือทรงห้ามและอนุมัติวัตรต่างๆ ของภิกษุ-ภิกษุณี ดูประหนึ่งว่าเมื่อสิ้นพระพุทธเจ้าเสียแล้ว ก็ไม่มีทางปกครองคณะสงฆ์ได้ นอกจากต้องใช้อำนาจทางโลก-จะเป็นพระราชอำนาจ หรือรัฐบาลและมหาเถรสมาคมก็ตาม-แทน จึงสามารถดำรงความมั่นคงของคณะสงฆ์ต่อไปได้ แต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมตรัสทราบเป็นอย่างดีว่า เมื่อพระองค์เสด็จดับขันธ์แล้ว คณะสงฆ์ย่อมดำรงอยู่สืบไปโดยไม่มีผู้สถาปนาคอยกำกับดูแลอยู่ อะไรจะเป็นหลักในการปกครองดูแล ผมคิดว่าคำตอบคือ "คณะสงฆ์" นั้นเองคือผู้ปกครองดูแลกันเอง นั่นคือเหตุผลที่พระพุทธเจ้าประทานพุทธานุญาตให้คณะสงฆ์แก้ไขกฏระเบียบหรือพระวินัยข้อปลีกย่อยต่างๆ ได้ตามความเหมาะสมของกาละและเทศะ "คณะสงฆ์" คือ อะไรหรือครับ แปลด้วยภาษาสมัยใหม่คือ ชุมชนนั่นเอง ชุมชนของบรรพชิตในพระพุทธศาสนาครับ ชุมชนซึ่งประกอบด้วยภิกษุจำนวนมาก กระจัดกระจายกันอยู่ส่วนต่างๆ ของประเทศ (ที่จริงต้องพูดว่าของโลกด้วยซ้ำ) จะเกาะเกี่ยวกันเป็น "ชุมชน" ได้อย่างไร? ตรงนี้แหละครับที่อำนาจทางโลกเข้ามาช่วย คือช่วยรักษาให้คณะสงฆ์เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้และการปฏิบัติพุทธวิถี แต่อำนาจทางโลกที่เข้ามาช่วยนั้น มักไม่ค่อยคำนึงถึงความเป็นชุมชนนัก ตรงกันข้ามกลับพยายามเข้ามาควบคุมมากกว่า ซึ่งในด้านหนึ่งคือทำลายความเป็นชุมชนลง การปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ในสมัย ร.5 นั้น ว่าที่จริงก็คือการทำให้คณะสงฆ์ กลายเป็นหน่วยราชการที่ขึ้นตรงต่อรัฐไปเสียเลย (แม้มีข้อดีในด้านปฏิรูปการศึกษาของคณะสงฆ์ไปพร้อมกัน) ความเป็นชุมชนของพระสงฆ์หมดความสำคัญลงสิ้นเชิง พระภิกษุที่อาทรต่อวัตรปฏิบัติอันเสื่อมทรามลงของเพื่อนบรรพชิต ก็ไม่สามารถจัดการอะไรได้ เพราะในระบบราชการขององค์กรสงฆ์ ท่านก็เป็นเพียง"ชั้นผู้น้อย"ที่ไม่มีหน้าที่รายงานอะไรแก่ผู้บังคับบัญชา ยังไม่พูดถึงเส้นสายของภิกษุอลัชชีซึ่งทำผิดได้ก็เพราะรู้ว่ามีอำนาจคอยปกป้องตนอยู่ ผมจึงอยากเสนอว่า หากการปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ทำได้จริงสักวันหนึ่ง สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืมก็คือ ต้องรื้อฟื้นความเป็นชุมชนของคณะสงฆ์กลับคืนมาให้ได้ ที่ว่ารื้อฟื้นก็คือต้องให้บทบาทแก่ชุมชนด้วย ไม่ใช่วางโครงสร้างการปกครองเสียจนพระภิกษุแต่ละรูปเป็นเพียงข้าราชการในสังกัด ที่คอยปฏิบัติตามคำสั่ง (หรือการละเลยไม่สั่ง) ของผู้บังคับบัญชาตลอดไป อีกเรื่องหนึ่งที่การปฏิรูปจะเป็นผลดีได้ก็คือ คณะสงฆ์เป็นสมบัติของชาวพุทธทุกคน ฉะนั้น พุทธบริษัทจึงมีหน้าที่ในการรักษาความบริสุทธิ์ของคณะสงฆ์ด้วย และนับตั้งแต่โบราณมา คฤหัสถ์ไทยก็ได้ทำหน้าที่นี้มาตลอด หากจะมีการปฏิรูปการปกครองในรูปแบบอะไรก็ตาม ต้องให้สังคมคือคฤหัสถ์มีบทบาทในการควบคุมปกครองอยู่ด้วย หน้า 91
|