|
||||||||||||||
|
Ecological Risk
ความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อมและนิเวศวิทยา
!!!
คอลัมน์ แยบยลกลยุทธ์ โดย ผศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3942 (3142) ในช่วงที่ผ่านมา ความผันแปรของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและระบบนิเวศ ก่อให้เกิดผลกระทบมากเกินกว่าที่คาดหมาย อาทิ ความแห้งแล้งรุนแรงในหลายๆ พื้นที่ วาตภัยและพายุที่พัดเข้าสู่ประเทศต่างๆ อุทกภัยครั้งร้ายแรงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันที รวมถึง แผ่นดินไหวในหลายส่วนของโลก ทำให้ในพื้นที่ที่ไม่เคยมีปัญหาด้านของความผันแปรของธรรมชาติ ก็เริ่มที่จะส่อเค้าลางของความยุ่งยากเสียแล้ว แน่นอนว่า ผลกระทบจากสภาพแวดล้อม ทางธรรมชาติดังกล่าว เป็นภัยคุกคามทั้งธุรกิจ และสังคมอย่างมากครับ โดยที่เห็นได้ชัด คือ ความแร้นแค้นจากความแห้งแล้ง ซึ่งนำไปสู่การลุกฮือและไม่สงบทางการเมืองและสังคมในหลายๆ ประเทศ ซึ่งทำให้ต้องกระทบกับบรรยากาศและความเชื่อมั่นทางการเมืองและการบริโภคของประชาชนที่ชะงักงันไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างพายุเฮอร์ริเคน แคทารินาที่เพิ่งกวาด บ้านเรือนในเขตอเมริกาเหนือ รวมถึงทำลายระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ในเขตนั้นไปเกือบทั้งหมด ระบบเศรษฐกิจทั้งหลายหายวับไปกับตา หรือ ในกรณีของน้ำท่วมใหญ่ในบังกลาเทศ ที่เกิดจากมรสุมครั้งใหญ่ ทำให้พื้นที่ลุ่มที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลจมลงอย่างฉับพลันทันที ธุรกิจทั้งหลาย จึงจมหายไปกับสายน้ำด้วย แม้แต่ผลกระทบที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์บางส่วน อย่างความแห้งแล้งในเขตจีนตอนใต้ ทำให้กระทบกับระดับน้ำที่ลดลงของแม่น้ำโขง ที่ไหลผ่านหกประเทศในเอเชีย ส่งผลให้อาจเกิดปัญหาทั้งการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ และอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองในอนาคตระหว่างจีน และอาเซียนได้อีกด้วย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความเสี่ยง ที่มองไม่เห็นทั้งสิ้นครับ ดังนั้น กิจการต่างๆ จึงต้องคำนึงถึงและ คาดการณ์ถึงความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เข้ามาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพล ไม่น้อยกว่าด้านอื่นๆ เลย เนื่องจากความผันแปร จากสภาพแวดล้อมนั้น จะนำไปสู่อุปสรรค ขวากหนามในการดำเนินธุรกิจโดยตรงทีเดียวครับ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ซัพพลายเชนของกิจการ สูญเสียไป เนื่องจากปัญหาด้านการขนส่ง แหล่งวัตถุดิบ และธุรกิจของซัพพลายเออร์เอง ความเสื่อมโทรมดังกล่าว ยังส่งผลให้แรงงานในพื้นที่ลดลง ทั้งปริมาณและคุณภาพ เนื่องจากการย้ายถิ่นฐานไปยังพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้อยกว่า ทำให้กิจการขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณภาพ ส่งผลต่อต้นทุนและประสิทธิภาพในการดำเนินงานเช่นกัน ดังที่กำลังเกิดขึ้นแล้ว ในหลายเมืองของทั้งจีนและอินเดียครับ สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ ความเสี่ยงที่กิจการ จะเสียชื่อ และภาพลักษณ์ถดถอยในสายตาของลูกค้าและสังคม เนื่องจากถูกมองว่าเป็นหนึ่งหน่วยสำคัญที่กำลังทำลายสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่นนั้นๆ จึงยากที่จะได้รับการสนับสนุนจากชุมชนในท้องถิ่น รวมถึงองค์กรทั้งรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลให้เกิดปัญหาตามมาในอนาคตได้อย่างมากมาย โดยจากการวิจัยที่รวบรวมความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทางด้านสภาพแวดล้อมธรรมชาตินี้ พบว่ามี 4 ประการหลักๆ ด้วยกันครับ ทั้งโลกร้อนและมี คลื่นความร้อนแผ่กระจายในระดับสูง การเกิดพายุไซโคลนและไต้ฝุ่นทำลายบ้านเรือน ความแห้งแล้งและขาดแคลนแหล่งน้ำจืด และสุดท้ายแต่สำคัญมากๆ คือ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น จนกระทบกับ ที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน กิจการจะต้องประเมินความเสี่ยงตัวนี้ในทั้งสองมิติ คือ ด้านระดับความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น และ โอกาสที่ อาจจะเกิดความเสี่ยงดังกล่าว มิติแรกนั้น กิจการควรต้องประเมินว่า หากสภาพแวดล้อมดังกล่าวเกิดการเปลี่ยนแปลง จะส่งผลกระทบทางลบต่อกิจการมากน้อยเพียงไร โดยหากผลกระทบมีแนวโน้มรุนแรงและอาจจะขยายตัวมากขึ้นในวงกว้าง หากไม่ได้รับการจัดการอย่างทันท่วงที ก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงสูง ที่กิจการต้องจับตามองเป็นพิเศษ ในแง่ของโอกาสในการเกิดนั้น หากมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายและบ่อย ก็จะยิ่งทวีความสำคัญให้กิจการต้องคำนึงถึงอย่างมาก และหากคำนึงถึง ทั้งสองมิติ คือ ทั้งมีความรุนแรงและเกิดได้บ่อยๆ ก็จะยิ่งถือว่าเป็น ความเสี่ยงที่วิกฤต ซึ่งกิจการ จะต้องวางแผนรับมืออย่างจริงจังทีเดียว อาทิ การเกิดโรคระบาด เช่น ไข้หวัดนก ซึ่งหากเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ก็จะส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงกับทั้งระบบเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีการเกิดโรคหวัดนกระบาดในแถบบ้านเราบ่อยๆ จนกลายเป็นโรคประจำถิ่นไปเสียแล้ว ทำให้ความเสี่ยงของการเกิดโรคหวัดนกนี้ กลายเป็นความเสี่ยงที่กิจการต้องคำนึงถึงในระดับสูงสุด และต้องเตรียมแผนรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าวล่วงหน้าอยู่ตลอดเวลาทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีการประเมินพื้นที่ที่มีแนวโน้มจะมีความเสี่ยงด้านของระบบสภาพแวดล้อมดังกล่าวอย่างมาก นั่นคือ มักเป็นพื้นที่ที่ขาดความพร้อมด้านการจัดการ ทรัพยากรพื้นฐานที่จำเป็นไม่เพียงพอ ขาดการวางแผนอย่างชัดเจน ไม่มีระบบสาธารณูปโภครองรับ ขาดแคลนแหล่งน้ำจืด รวมถึงท้องถิ่นที่รัฐบาลไม่เข้มแข็งพอที่จะจัดการกับปัญหาได้ เมืองที่มีแนวโน้มเสี่ยงสูงมากๆ ก็ไม่แคล้วประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาทั้งหลาย ที่ดูเหมือนจะเข้าข่ายที่กล่าวมาข้างต้นเกือบหมดครับ และโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด และไม่สามารถพัฒนาระบบต่างๆ ขึ้นมารองรับทันท่วงที ยิ่งส่งผลให้ปัญหายิ่งทวีความรุนแรง และเพิ่มค่าใช้จ่ายมหาศาลในอนาคตด้วยครับ ที่กำลังถูกจับตามอง อาทิ หลายส่วนของจีน อินเดีย รวมถึง ฟิลิปปินส์ และประเทศในภูมิภาคอเมริกากลางด้วย อย่างไรก็ตาม อย่ามองแต่ทางด้านลบนะครับ กิจการที่มีวิสัยทัศน์ก็สามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้ โดยการพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดจากความเสี่ยงต่างๆ ข้างต้น เพื่อลดโอกาสเกิดปัญหา รวมทั้งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับท้องถิ่น รัฐบาล และสร้างภาพลักษณ์ต่อสาธารณชนด้วย อาทิ โค้ก ที่เข้าไปช่วยลงทุนลงแรงในการรับมือกับปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำจืด โดยรวมกับ World Wildlife Fund ในการปกป้องแหล่งน้ำ และฟื้นฟูแหล่งน้ำเสื่อมโทรมในท้องที่ที่ประสบวิกฤต ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จเป็นอันดี ความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยานี้ ไม่นับว่าเป็นสิ่งใหม่ทีเดียวนัก แต่ก็ทวีความสำคัญจนต้องหันกลับมาทบทวนกระบวนการในการกำหนดกลยุทธ์ของเรากันยกใหญ่แล้วครับ หน้า 46
|