หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เมื่อสองโสมสนธิพลัง

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล kamolt@hotmail.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3942 (3142)

ผู้เชี่ยวชาญยาจีนกล่าวว่า โสมนั้นมี 2 ชนิด คือ โสมแดง และโสมขาว แต่ละชนิดมีสรรพคุณที่แตกต่างกันเหมือนหยินกับหยาง คือ ชนิดหนึ่งให้พลังร้อน อีกชนิดหนึ่งให้พลังเย็น

ในวันนี้มีแนวโน้มว่า 2 โสมจะสนธิพลังกัน จึงน่าจับตาดูอย่างยิ่ง เพราะว่าทั้งโสมขาว และโสมแดงต่างก็มีจุดแข็งและจุดอ่อน แต่เมื่อมาเสริมกันแล้ว ญี่ปุ่นก็ญี่ปุ่นเถิด ต้องรู้สึกหนาวแน่นอน

โสมแดงมีจุดแข็งในด้านอุตสาหกรรมหนัก และอุตสาหกรรมอาวุธ โดยเฉพาะด้านอวกาศ ด้านจรวดขีปนาวุธ ด้านเครื่องบินรบ แต่มีจุดอ่อนด้านการตลาด อุตสาหกรรมเบา ด้านสินค้าสำหรับผู้บริโภค และด้านการบริการ ซึ่งโสมขาว มีจุดแข็งในด้านนี้

วันที่ 2 ตุลาคม 2550 ที่ผ่านมานี้ ประธานาธิบดี โร มู ฮุน ของเกาหลีใต้ ได้เดินทางมาเยือนกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี หรือเกาหลีเหนือ ซึ่งสื่อมวลชนมักเรียกว่า โสมแดง เพราะว่าปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม

ในวันที่ 4 ตุลาคม 2550 ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมลงนามใน "คำประกาศพัฒนาความสัมพันธ์เกาหลีเหนือใต้เพื่อสันติภาพ และความรุ่งเรือง" หลังจากการถูกมหาอำนาจลากเส้นแบ่งแยกประเทศที่ประชาชนมีสายเลือดและวัฒนธรรมเดียวกัน สืบทอดมากว่า 5,000 ปี ให้กลายเป็น 2 ประเทศ เมื่อปี 1945 หรือ 62 ปีที่แล้ว

ในคำประกาศที่เป็นประวัติศาตร์นี้ มีหลักการสำคัญ 8 ประการ คือ

1.ทั้งสองประเทศตกลงที่จะรวมชาติกันบน พื้นฐานของจิตใจที่เป็นอิสระของความเป็นชาติเกาหลี โดยปราศจากการแทรกแซงของต่างชาติ

2.ทั้งสองประเทศตกลงที่จะเปลี่ยนแปลง ความสัมพันธ์อย่างถาวรในการเคารพซึ่งกันและกัน ไว้วางใจกัน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางอุดมการณ์และระบบเศรษฐกิจการเมือง

3.ทั้งสองประเทศตกลงที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการยุติการเผชิญหน้ากันทางทหาร และอยู่ร่วมกันเพื่อสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี

4.ทั้งสองประเทศตกลงที่จะทำความเข้าใจ ร่วมกันถึงความจำเป็นในการกำจัดกลไกทางการทหาร การสะสมอาวุธ และสร้างกลไกใหม่ใน ด้านการสร้างสันติภาพอย่างถาวร รวมทั้งตกลงที่จะร่วมมือกันผลักดันให้มีการประชุมผู้นำนานาชาติเพื่อประกาศยุติภาวะสงคราม

ส่วนข้อ 5 ถึงข้อ 8 ทั้งสองประเทศตกลง ที่จะร่วมมือกันทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และมนุษยธรรมอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของผลประโยชน์และความรุ่งเรือง ร่วมกันรวมทั้งการคุ้มครองสิทธิ และผลประโยชน์ของชาวเกาหลีโพ้นทะเลด้วย

ในช่วงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของการเปิดสัมพันธ์เหนือใต้นี้ ผมได้รับเชิญไปเยือนประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี จากสถาบันศึกษาความคิดจูเช่ ของ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ซึ่งมี อ.ทรงจิต พูลลาภ เป็นประธาน

ในคณะที่ได้รับเชิญนี้ประกอบด้วย อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ คุณสุรสีห์ โกศลนาวิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คุณพิภพ ธงไชย คุณพิรุณ ฉัตรวณิชกุล อ.ชลธิรา สัตยาวัฒนา จากมหาวิทยาลัยรังสิต อ.ทรงพร ทาเจริญศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี คุณเสถียร เศรษฐ์สิทธิ์ และคุณปรีดา ข้าวบ่อ โดยมี อ.ทรงจิต พูลลาภ เป็นผู้นำคณะ

สถาบันศึกษาความคิดจูเช่ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ได้มีโครงการแลกเปลี่ยน นักวิชาการกับสถาบันศึกษาสังคมศาสตร์ของเกาหลี มาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี จนเป็นที่ยอมรับในความเป็นมิตรแท้ของ 2 สถาบันนี้

การได้มาเห็นและทำความเข้าใจกับความจริง ที่เรียกว่า สิบปากว่าไม่เท่าหนึ่งตาเห็น ก็ทำให้ ตาสว่างขึ้นเยอะ โดยเฉพาะในด้านยุทธศาสตร์การสร้างชาติของประเทศเกาหลีเหนือ

ชาวเกาหลีเหนือเทิดทูนอดีตผู้นำ กิม อิล ซุง จนเรียกกันติดปากว่า "ผู้นำที่รัก" เหมือนกับชาวไทยเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์ เพราะว่า กิม อิล ซุง เป็นผู้นำในการต่อสู้กู้เอกราชของชาติจากการรุกรานของญี่ปุ่นและอเมริกา และได้พัฒนาสร้างชาติขึ้นมาใหม่บนซากปรักหักพังของกองอิฐที่เป็นมรดกของการรุกรานของญี่ปุ่นและอเมริกา ประวัติศาตร์ของเกาหลีเหนือก็ไม่ต่างจากประวัติศาตร์ไทยในช่วงเสียกรุงครั้งที่ 2 โดยที่พระเจ้าตากได้กู้ชาติ และสร้างชาติไทยขึ้นมาใหม่บนซากปรักหักพังของกองอิฐที่พม่าได้ทิ้งไว้

กิม อิล ซุง มีปู่และพ่อที่เป็นผู้รักชาติและอยู่ในขบวนการกอบกู้เอกราชจากญี่ปุ่น ซึ่งเข้ามายึดครองประเทศเกาหลีตั้งแต่ปี ค.ศ.1905 ความเป็นลูกที่เชื้อไม่ทิ้งแถว กิม อิล ซุง จึงได้เข้าร่วมขบวนการกอบกู้เอกราชของชาติตั้งแต่มีอายุ 13 ปี จนกระทั่งขับไล่ญี่ปุ่นออกจากประเทศได้ในปี 1945 เมื่อเขาอายุเพียง 33 ปี

เมื่อขับไล่ญี่ปุ่นออกไปได้ อเมริกาก็ได้เข้ามารุกรานและยึดครองแทนญี่ปุ่น เหมือนกับประเทศเวียดนาม ที่ขับไล่เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและญี่ปุ่นออกไปได้ อเมริกาก็เข้ามายึดครองแทน

ในระหว่างสงครามเกาหลีในปี 1951 ซึ่งเป็นช่วงการต่อสู้ที่ดุเดือดที่สุด อเมริกาได้ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดถล่มเมืองหลวงเปียงยางถึง 1,431 เที่ยว โดยได้หย่อนระเบิดที่มีขนาดใหญ่เท่าเด็กอายุ 7 ขวบ เป็นจำนวน 428,700 ลูก ทั้งๆ ที่ประชากรมีเพียง 4 แสนคน

ในรายงานข่าวจากตะวันตกในขณะนั้นระบุว่า นครแห่งนี้ถูกทำลายเรียบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีตึกเหลืออยู่แม้แต่ตึกเดียว แต่ปัจจุบัน กลับมีตึกระฟ้าเต็มไปหมด ไม่ต่างจากเมืองหลวงอื่นของโลก แต่สิ่งที่แตกต่าง คือ ตึกระฟ้าเหล่านี้สร้างเป็นแฟลตให้ประชาชนอาศัย มิใช่เป็นสำนักงาน หรือโรงแรมของเอกชน

นี่คือบทเรียนราคาแพงที่อยู่เบื้องหลังการ สร้างชาติบนหลักคิดพึ่งพิงตนเอง พึ่งพลังมวลชน โดยการทุ่มพัฒนาศักยภาพของประชาชนทุกคน ให้มีคุณภาพเป็นมืออาชีพ และทุ่มพัฒนากำลังทหารให้รักชาติและร่วมกันสร้างชาติใหม่

ประเทศเกาหลีจึงทุ่มทรัพยากรทุกอย่างที่มีในการลงทุนในด้านทรัพยากรมนุษย์ คือได้จัดระบบการศึกษาฟรีทุกระดับ ในขณะที่บ้านเรากลับรับเอาความคิดเสรีนิยมสุดโต่งมาใช้ โดยการใช้กลไกตลาดมาจัดการด้านการศึกษา เช่น การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ

ในเกาหลีเหนือ ประชากรกว่าร้อยละ 40 ได้ ลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง นอกจากนี้แต่ละโรงงาน ก็ยังมีมหาวิทยาลัยของตนเองเพื่อผลิตบุคลากร โดยคนงานมักจะทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย

ก่อนการกู้เอกราชของชาติในปี 1945 ประเทศเกาหลีมีนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไม่ถึง 10 คน เพราะว่าญี่ปุ่นไม่ต้องการให้คนเกาหลีฉลาด และ รู้เท่าทัน แต่ในปี 1960 ได้มีนักวิทยาศาสตร์มากถึง 130,000 คน และในปี 1990 ได้เพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้าน 7 แสนคน โดยที่ทุกๆ 1 ใน 6 ของประชากรได้รับการศึกษาเป็นช่างเทคนิค หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจากนโยบายการสร้างชาติใหม่ คือการสร้างคน ของอดีตประธานาธิบดี กิม อิล ซุง

ในด้านเด็กนักเรียน นอกจากเรียนฟรีแล้ว รัฐบาลก็ยังจัดหาน้ำนมถั่วเหลือง ตำราเรียน และเครื่องแบบนักเรียนให้เด็กทุกคนฟรีอีกด้วย

แนวทางการสร้างชาติของเกาหลีเหนือเป็นตัวอย่างที่น่าศึกษา เพราะชาติจะเจริญหรือเข้มแข็ง หรือพ้นจากความยากจนไม่ได้ ถ้าคนในชาติไม่มีการศึกษา ไม่มีศักยภาพที่จะช่วยตัวเอง

ทุกวันนี้เด็กและเยาวชนซึ่งเป็นอนาคต ของชาติของเรานับจำนวนแสนมักจบชีวิตที่ สถานพินิจ สถานอาบอบนวด ร้านคาราโอเกะ แก๊งมอเตอร์ไซค์ซิ่ง ฯลฯ นักศึกษาต้องออกมาขายตัวเพื่อหาค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายการศึกษา ที่แพงอย่างมหาโหด เพราะนักการศึกษานั่งอยู่ บนหอคอยงาช้าง ต้องการสร้างความเป็นยอด เพื่อเป็นอนุสาวรีย์ให้กับตนเอง แต่ไม่ได้คิดถึงสังคมและประเทศชาติโดยรวม

การเปิดหูเปิดตาอย่างไม่มีอคติในการเรียนรู้จากประเทศที่ถูกขนานนามว่าเป็นอันธพาลโลก ซึ่งสามารถสร้างชาติให้เข้มแข็ง มีพลานุภาพที่มีอำนาจต่อรองกับทุกชาติได้ในทุกด้าน จากซากปรักหักพังและกองอิฐในเวลาเพียง 60 ปี จึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด

หน้า 45