หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ผลพลอยได้จากการเดิน

คอลัมน์ ระดมสมอง  โดย ไสว บุญมา  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3941 (3141)

เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางแล้วว่า การเดินเร็วเป็นระยะทางไกลๆ เป็นการออกกำลังกายที่ดี และเป็นธรรมชาติที่สุดด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ มากนอกจากเสื้อผ้าธรรมดาและรองเท้า ไม่สร้างปัญหาต่อเข่าและเท้าเช่นการวิ่ง และไม่ต้องการสถานที่เป็นพิเศษเช่นการว่ายน้ำ แต่เนื่องจากการเดินไกลๆ ต้องใช้เวลามาก จึงมีผู้มองว่าถ้าเดิน ในระหว่างทำงานได้เมื่อไร ก็จะได้ทั้งงานและ การออกกำลังกายพร้อมๆ กันไปด้วย ขณะนี้จึงเริ่มมีการออกแบบสถานที่ทำงานซึ่งผู้ทำงานเดินอยู่บนลู่ไฟฟ้าเป็นเวลานานๆ แทนการนั่งบนเก้าอี้

บางประเทศเริ่มส่งเสริมให้ประชาชนเดินไปทำงานอย่างจริงจังโดยการสร้างทางเท้าอย่างดี ในขณะเดียวกันสำนักงานต่างๆ ก็เริ่มสร้างห้องอาบน้ำให้พนักงานที่เดินไปทำงาน นอกจากนั้นตอนนี้เริ่มมีการสร้างเมืองแบบใหม่ โดยใช้การเดิน เป็นฐานของการวางผังเมือง เช่น สร้างสำนักงาน ร้านค้า และที่อยู่อาศัยไว้ใกล้ๆ กัน การสร้างเมืองแบบนี้ เริ่มมีขึ้นกระทั่งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสังคมที่นิยมใช้รถยนต์เป็นชีวิตจิตใจ นอกจากจะเอื้อให้ประชาชนออกกำลังกายได้สะดวกขึ้นแล้ว การสร้างเมืองแบบนี้ยังมีผลดีอย่างอื่นอีกด้วย เช่น ผู้อยู่ในเมืองมีโอกาสพบปะพูดคุยกันอันเป็นฐานของการสร้างชุมชนที่มีความอบอุ่น และการเดินไปทำงานและร้านค้าลดการใช้พลังงานในการขนส่ง ซึ่งเป็นการช่วยลดปัญหา สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ

การเดินเอื้อให้เราเห็นสิ่งต่างๆ เป็นอย่างดีแทนที่จะเห็นเพียงผิวเผิน การเดินในสถานที่ใหม่เอื้อให้เราเห็นสถานที่ได้ดีขึ้น ในระหว่างที่ผมไปต่างประเทศ ผมจึงหาโอกาสออกไปเดินเป็นเวลานานๆ เพื่อดูบ้านเมืองของเขาอย่างละเอียด เมืองที่สร้างความประทับใจให้ผมแบบไม่มีวันลืมเมืองหนึ่ง ได้แก่ ไคโร เมืองหลวงของอียิปต์ เรื่องเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2531 เมื่อผมใช้เวลาเกือบตลอดไปทำงานอยู่ในเมืองนั้น ในฐานะผู้สนใจในด้านการพัฒนา ผมมักมองหาสิ่งที่บ่งบอกสภาพของสังคมไปด้วยเวลาออกไปเดิน แต่ก็ไม่นึกว่าจะเห็นภาพขอทานภาพหนึ่ง ซึ่งติดตาผมมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เป็นภาพของหญิงที่มีรูปร่างซูบผอมกำลังเปิดอกเสื้อให้ลูกที่นอนอยู่ในตักดูดนม ภาพนั้นยากแก่การบรรยาย แต่ก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเขียนกลอนบทนี้

เธอเอาหัวนมใหญ่ใส่ปากลูกนมนั้นเหี่ยว ติดกระดูกไม่เต่งเต้า

เจ้าลูกน้อยก็คงหิวไม่เบาแกดูดเอ๊า...ดูดเอา...ดูดเอาลม

ซี่โครงแม่ซี่โครงลูกถูกกันสายสัมพันธ์สดชื่นหรือขื่นขม

โลกใบนี้มีไว้ให้รื่นรมย์หรือโศกตรมลำบากตรากตรำ

สะใจหรือยังภาพข้างหน้าสร้างขึ้นมาแล้วทรมานมันให้หนำ

อย่า...อย่า...อย่าว่าเพราะกรรมมึงใจดำ สร้างคนจนไว้ล้นเมือง

อย่างไรก็ตามภาพขอทานกับลูกที่ผอมโซ และสกปรกมอมแมมมิใช่มีให้เห็นเฉพาะแต่ในกรุงไคโรเท่านั้น หากมีอยู่ทั่วไปในกรุงเทพฯด้วย ภาพที่นำมาเสนอนี้ ฝรั่งได้ถ่ายในกรุงเทพฯเมื่อราว 2 ปีที่แล้ว และมีส่วนคล้ายภาพขอทานในไคโรมาก ยกเว้นหญิงขอทานและเด็กดูไม่ผอมและสกปรกมอมแมมเท่ากับขอทานที่ผมเห็นในไคโร (รูปที่ 1)

(จากเรื่อง "Child Beggar Exploited" โดย Connie Levitt, ใน The Sydney Morning Herald, 13 August 2005)

เนื่องจากสำนักงานใหญ่ของธนาคารโลก ตั้งอยู่ในใจกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา ในช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ผมเป็นพนักงานของธนาคารนั้น ผมมีโอกาสเดินดูกรุงวอชิงตันไม่น้อยกว่าการเดินในเมืองอื่น การเดินในกรุงวอชิงตันยืนยันสัจธรรมข้อสำคัญของ การพัฒนา นั่นคือไม่ว่าประเทศจะก้าวหน้าทางเศรษฐกิจสักปานไหน ก็ไม่สามารถกำจัด ความยากจนได้ทั้งหมด

เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า สหรัฐอเมริกาก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมากกว่าประเทศอื่นมาเป็นเวลานาน ทว่าในขณะนี้ประเทศนั้นยังมีคนจนหลายสิบล้านคน คนจนในที่นี้ไม่ใช่เฉพาะตัวเลขที่พิมพ์ไว้ในรายงานขององค์กรต่างๆ เท่านั้น หากมีอยู่ตาม ริมถนนและสวนสาธารณะของเมืองต่างๆ รวมทั้งในกรุงวอชิงตันด้วย คนจนพวกนี้ไม่มีที่อยู่อาศัย จึงต้องใช้ขอบถนนและสวนสาธารณะเป็น ที่หลับนอน ข้อมูลบ่งว่าภายในช่วงเวลา 1 ปี คนอเมริกันราว 3.5 ล้านคนขาดที่อยู่อาศัยและเร่ร่อนอยู่ในที่สาธารณะอย่างน้อยชั่วระยะหนึ่ง กรุงวอชิงตันมีคนขาดที่อยู่อาศัยประมาณ 7,000 คน ซึ่งกระจัดกระจายกันอยู่ทั่วไปในสถานที่ต่างๆ รวมทั้งตามถนนใกล้ๆ ทำเนียบขาวและธนาคารโลกด้วย ผู้ที่ออกไปเดินอาจเห็นคนเหล่านี้รื้อถังขยะเพื่อค้นหาเศษอาหาร ทุกครั้งที่เห็น คนไร้ที่อยู่อาศัย ผมมักคิดถึงเมืองไทย ในแง่ที่ เคยมีนายกรัฐมนตรีที่คุยโม้ว่า เขาจะสามารถ ขจัดความยากจนได้ภายในปี 2552 คำคุยนั้นเป็นที่ขบขันของคนทั่วโลก

ภาพทำนองนี้มีเห็นอยู่ทั่วไปในฤดูหนาว ในกรุงวอชิงตัน นั่นคือผู้ไร้ที่อยู่อาศัยจะมานอน ตามปล่องไอน้ำตามริมถนนเพื่อเลี่ยงการหนาวตาย (รูปที่ 2)

หลังจากเห็นภาพจำพวกนี้มาเป็นเวลานาน ผมยิ่งรู้สึกมั่นใจขึ้นว่า การพัฒนาและการแก้ปัญหาของโลก จะไม่มีทางบรรลุเป้าหมาย หากเราไม่ลดจำนวนประชากรโลกซึ่งตอนนี้มี เกิน 6.4 พันล้านคนแล้ว กรุงไคโรมีประชากร ราว 16-20 ล้านคน กว่า 5 ล้านคนไม่มีที่อยู่อาศัยจึงต้องใช้สุสานเป็นบ้านแบบพอซุกหัวนอน ประชากรโลกยังเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งทั้งที่ทรัพยากรบางอย่างกำลังจะหมด ตอนนี้จึงมีสงครามชิงน้ำและน้ำมันกันในย่านตะวันออกกลาง สงครามชนิดนี้จะมีบ่อยขึ้นและอาจร้ายแรง ถึงขนาดมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ก็ได้

ปราชญ์ที่ศึกษาว่าโลกจะมีประชากรสูงสุดได้เท่าไร มนุษย์เราจึงจะมีโอกาสอยู่ร่วมกันได้ อย่างราบรื่น เสนอว่าโลกจะมีประชากรได้ ไม่เกิน 2 พันล้านคน หรือต่ำกว่าหนึ่งในสาม ของประชากรโลกในปัจจุบัน หากคนไทยต้องลดประชากรลงตามสัดส่วน เมืองไทยจะมีประชากรได้ไม่เกิน 20 ล้านคน ความเห็นของปราชญ์เหล่านั้น ตรงข้ามกับของคนบางกลุ่มที่สอนให้ผู้อื่นเชื่อว่า ในเมื่อพระเจ้าทำให้เด็กเกิด พระเจ้าย่อมเลี้ยงได้ พวกเขาจึงไม่สนับสนุนให้มีการคุมกำเนิด ความเชื่อนั้นอาจเหมาะสมกับสังคมโลกเมื่อ ราว 1-2 พันปีก่อน ซึ่งโลกมีประชากรเพียง 200-300 ล้านคนเท่านั้น แต่ในสมัยนี้มันเป็นความเชื่อที่ไร้ความรับผิดชอบและเหตุผล ซึ่งรัง แต่จะทำให้คนเราฆ่าแกงกัน ฉะนั้นเรามาช่วยกันหาทางลดจำนวนประชากรเถิด

หน้า 46