|
||||||||||||||
|
ทิศทางการบริโภค
ในช่วงปลายฝนต้นหนาว
มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ dr.eKonomic@yahoo.com กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2550 กาลเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน ไม่น่าเชื่อเลยว่า ผมเขียนคอลัมน์มุมเอกมาครบ 1 ปีเต็มแล้ว ผมเริ่มเขียนคอลัมน์นี้เมื่อปลายฝนต้นหนาวเมื่อปีก่อน นี่ก็เข้ามาอยู่ในช่วงเดียวกันของอีกปีหนึ่งแล้ว ตั้งแต่ปลายปีก่อน เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความเสี่ยงมากมาย ทั้งมรสุมจากความไม่แน่นอนทางการเมือง และมรสุมเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันที่สูงเอาๆ และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่อยู่ในระดับสูง ในขณะเดียวกัน ก็ยังเจอมรสุมจากการเงินโลก ที่ส่งผลให้ค่าเงินบาทและตลาดหุ้นผันผวนตลอดปี ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองทั้งหลายในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนลดลงอย่างรวดเร็ว จากที่เคยขยายตัว 3% ในปีที่แล้ว มาขยายตัวเพียง 1.1% ในครึ่งแรกของปี 2550 ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ที่ต่างก็เป็นผู้บริโภคเช่นเดียวกับผม คงจะไม่แปลกใจกับสภาพการบริโภคที่ชะลอลงนี้เท่าไร เพราะคงไม่มีใครที่ไหนที่อยากเร่งใช้จ่ายมากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ความเสี่ยงที่รายล้อมรอบตัวขนาดนี้ หากลองไปวิเคราะห์ในรายละเอียดของการบริโภคภาคเอกชนในช่วงครึ่งปีแรก สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ แม้ว่าการบริโภคโดยรวมจะขยายตัวชะลอลง แต่รายละเอียดของการชะลอการกินใช้ของสินค้าแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน ประเภทของสินค้าบริโภคที่ลดลงมากที่สุด ได้แก่ สินค้าคงทน (Durable goods) ประเภทที่ใช้ทนใช้อึดทั้งหลาย เช่น รถยนต์ ทีวี เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งหดตัวถึง -6.6% ในครึ่งแรกของปี 2550 ในขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ในช่วงเดียวกัน ยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นอยู่ แต่อัตราการขยายตัวลดลงเหลือ 3.9% จากที่เคยขยายตัว 4.5% ในปีที่ผ่านมา สำหรับเหตุผลที่การอุปโภคบริโภคสินค้าทั่วไปยังขยายตัวอยู่ ไม่เหมือนกับการบริโภคสินค้าคงทนที่หดตัวมาก ก็คงเป็นเพราะลักษณะของสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วๆ ไป ที่ไม่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ทุกคนก็ต้องกินอาหารอยู่ดี นอกจากนั้น เศรษฐกิจไทยและรายได้ของคนทั่วไปในช่วงที่ผ่านมาก็ยังพอขยายตัวได้ คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังมีงานทำ ไม่ได้ตกงานเหมือนในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งก็สอดคล้องกับอัตราการว่างงานในปัจจุบันที่อยู่ต่ำเพียงแค่ 1.2% ของกำลังแรงงานทั้งหมด แต่สาเหตุที่คนไทยซื้อสินค้าคงทน พวกรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ลดลง ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะลักษณะสินค้าพวกนี้ ที่มีลักษณะทนทานสมกับชื่อ ทำให้ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบ่อยๆ ยิ่งในช่วงที่ผู้บริโภคเผชิญความเสี่ยงต่างๆ ตามที่ได้กล่าวมา จนไม่มีความเชื่อมั่นว่า รายได้ในอนาคตจะเป็นอย่างไร ทางที่ดีที่สุด คือ ทนใช้ของเก่าไปก่อน รอให้ฟ้าแจ้งสดใสจนมีความมั่นใจก่อน แล้วค่อยหันมาถอดของเก่าทิ้ง ซื้อของใหม่ใช้ดีกว่า สำหรับสถานการณ์การบริโภคในช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้เป็นอย่างไร คงยังไม่มีใครทราบ เพราะต้องรอสภาพัฒน์รวบรวมตัวเลขการบริโภคทั้งหมดในไตรมาส 3 ให้เสร็จก่อน ซึ่งคงจะเป็นในช่วงราวต้นเดือนธันวาคม ดังนั้น เราคงต้องใช้เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนต่างๆ มาวิเคราะห์แทนไปก่อน จากเครื่องชี้การบริโภคล่าสุด บ่งชี้ว่า การบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 3 ของปีนี้ เริ่มฟื้นตัวขึ้นบ้างแล้ว โดยเครื่องชี้หลายตัวบ่งชี้ว่า ขยายตัวดีขึ้นกว่าในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บบนฐานการบริโภคทั่วๆ ไป กลับมาขยายตัว 3.5% ในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นครึ่งปีแรกที่ขยายตัวเพียง 1.4% ส่วนเครื่องชี้การบริโภคสินค้าคงทน เช่น ยอดขายรถยนต์ใน 2 เดือนแรกของไตรมาส 3 ก็กลับมาขยายตัวเป็นบวกที่ 4.7% จากที่ติดลบมาตลอดในครึ่งปีแรก อย่างไรก็ตาม ยอดขายรถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นเครื่องชี้การบริโภคสินค้าคงทนของคนในระดับรากหญ้าในต่างจังหวัด ยังคงหดตัวต่อเนื่องที่ -23% ในไตรมาส 3 ถ้าจะให้ผมสรุปให้เป็นภาษาง่ายๆ ก็คงพูดได้ว่า การบริโภคของภาคเอกชนในไตรมาส 3 เริ่มฟื้นตัวขึ้นบ้าง โดยเฉพาะการบริโภคสินค้าทั่วๆ ไป และการบริโภคสินค้าคงทนในกลุ่มคนรวย เช่น พวกรถยนต์ ซึ่งคงเป็นเพราะอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงมาก และนโยบายเร่งเบิกจ่ายเงินของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งสถานการณ์การเมืองที่ชัดเจนขึ้น หลังรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านประชามติ แต่การบริโภคสินค้าคงทน ของกลุ่มรากหญ้าตามต่างจังหวัดยังไม่ค่อยฟื้นตัว ซึ่งคงเป็นเพราะราคาสินค้าเกษตรที่เริ่มลดลง ทำให้รายได้เกษตรกรขยายตัวชะลอลง ประกอบกับรายจ่ายตามนโยบายประชานิยมให้แก่กลุ่มรากหญ้าต่างๆ หายไปค่อนข้างมาก คำถามที่คงยังคาใจท่านผู้อ่านหลายท่าน คือ แล้วการบริโภคในระยะต่อไปจะเป็นอย่างไร แต่ก่อนจะตอบคำถามนี้ได้ คงต้องมาพิจารณาพายุความเสี่ยงต่างๆ ในช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ก่อนว่าได้เริ่มเบาบางลงบ้างแล้วหรือยัง เสียดายที่ผมไม่ใช่นักพยากรณ์อากาศ เลยคงตอบคำถามเรื่องพายุไม่ได้ แต่เท่าที่ติดตามสารคดีโลกที่พยากรณ์ว่า ปัญหาโลกร้อน (Global warming) จะทำให้ทำนายอากาศฟ้าฝนได้ยากยิ่งขึ้น เช่น ในช่วงฤดูร้อน ก็อาจเจอหิมะตก ในขณะที่หน้าหนาว ก็มีโอกาสร้อนตับแลบ ดังนั้น ถ้าจะให้ผมอุปมาอุปไมยพายุกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ก็คงจะกล่าวได้เพียงว่า ตามปกติหน้าหนาว อากาศน่าจะโล่งสบายขึ้น เช่นเดียวกับความเสี่ยงทางการเมืองในหน้าหนาวปีนี้ก็น่าจะโปร่งสบายขึ้น (ถ้ามีการเลือกตั้ง) ส่วนดินฟ้าอากาศทางเศรษฐกิจก็น่าจะโปร่งขึ้น เพราะจะมีเงินจากภาครัฐลื่นไหลลงสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งต่างจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่รัฐเบิกเงินไม่ได้ เพราะไม่มีสภามาอนุมัติเปิดท่อให้เงินไหลออกมา ส่วนดอกเบี้ยก็คงจะไม่แพงเท่าปีก่อน หลังจากที่แบงก์ชาติได้ลดดอกเบี้ยลงมาแล้วถึง 1.75% ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา หากบรรยากาศปลอดโปร่งขึ้น และความเสี่ยงต่างๆ ลดลง การบริโภคของภาคเอกชนก็น่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องอย่าลืมนะครับว่า โลกเรานี้ อะไรๆ ก็ไม่แน่นอน วันดีคืนดี ความเสี่ยงที่ลดลงแล้ว ก็อาจจะพุ่งกลับขึ้นมาใหม่ได้ ในขณะที่ความเสี่ยงใหม่ก็พร้อมจะเข้ามารุมเร้าได้อยู่เสมอ ดังนั้น ทางที่ดีขอให้ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ปฏิบัติตัวอยู่บนความไม่ประมาทจะดีที่สุดครับ
|