หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ไม่มีความโปร่งใสในสังคมเฉื่อยแฉะ

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายวัน  วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10810

ตลกดีนะครับ รายงานขององค์กรความโปร่งใสระหว่างชาติ (Transparency International) ประจำปีนี้ได้ประกาศออกมาแล้ว แทนที่ประเทศไทยจะได้อันดับดีขึ้น เพราะคณะรัฐประหารทำท่าเอาจริงเอาจังกับการทุจริต โดยเฉพาะในรัฐบาลชุดก่อน กลับปรากฏว่าอันดับของไทยถอยร่นลงไป

ที่เคยได้ที่ 11 ในแถบเอเชีย-แปซิฟิค ก็ถอยมาเป็นที่ 14 ที่เคยได้ที่ 63 ใน 180 ประเทศทั่วโลก ก็ถอยมาเป็นที่ 84

อันดับถอยมีความหมายได้สองอย่าง คือเราเลวลง หรือคนอื่นเขาดีขึ้น แต่ไม่ว่าจะมีความหมายอย่างไหน ประเทศไทยก็แย่ลงทั้งนั้น

ผมคิดว่าบทเรียนแรกที่คนไทยควรซึมซับเสียทีก็คือ การทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงไม่สามารถบรรเทาลงได้ ด้วยอำนาจเด็ดขาดที่พ้นไปจากการตรวจสอบ แม้อำนาจนั้นจะอ้างความบริสุทธิ์อย่างไรก็ตาม เพราะการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง ในทุกสังคม เกิดจากปัจจัยที่ซับซ้อนกว่าหัวส่ายหรือไม่ส่าย ระบบบริหารที่รวมศูนย์เกินไปก็มีส่วน, ระบบบริหารที่องค์กรตรวจสอบไม่ทำงานหรือทำงานไม่ได้ก็ใช่, วัฒนธรรมที่สมยอมหรือยอมรับกับการทุจริตก็ใช่, ระบบยุติธรรมที่ทำงานลูบหน้าปะจมูกก็ใช่, สื่อที่ไม่มีเสรีภาพและ/หรือสับปะรังเคก็ใช่ ฯลฯ

ฉะนั้น ใครที่ถืออาวุธเข้ามายึดอำนาจบ้านเมือง อ้างว่าจะเข้ามาปราบคอร์รัปชั่นเมื่อไร ให้เอามืออุดจมูกไว้ เพราะเหม็นขี้ฟัน

บทเรียนที่สอง ก็คือตลอดเวลาที่ประเทศไทยตกอยู่ใต้อำนาจรัฐประหาร องค์กรตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ (2540) ก็ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาหมด แถมยังตั้งองค์กรใหม่เพื่อการสืบสวนสอบสวนการทุจริตเพิ่มเข้ามาอีก ผิดแผกไปแต่ว่ายกเลิกกระบวนการสรรหาคณะกรรมการตามกฎหมาย ใช้อำนาจรัฐประหารตั้งขึ้นเอง

แม้กระนั้น การทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงก็มิได้ลดลง กลับเพิ่มขึ้นหรือไม่อาจปรับปรุงให้ดีขึ้นเทียมเท่ากับประเทศอื่นในโลก

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ผมคิดว่าคำตอบอยู่ที่ว่า การตรวจสอบเพื่อป้องกันมิให้การทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงเกิดขึ้นได้ง่ายนั้น ไม่ได้อยู่ที่องค์กรซึ่งตั้งขึ้นตามกฏหมายเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ สังคมที่กระตือรือร้นในการตรวจสอบ เพราะปราศจากสังคมที่กระตือรือร้น ไม่ว่าคณะกรรมการขององค์กรต่างๆ จะดีหรือเก่งอย่างไร ก็ทำงานได้จำกัดและง่ายที่จะถูกแทรกแซง

อย่าลืมนะครับว่า การแทรกแซงองค์กรอิสระอย่างหนักภายใต้รัฐบาลทักษิณนั้น เกิดขึ้นท่ามกลางสังคมที่เฉื่อยแฉะ ซ้ำยังชื่นชมคุณทักษิณ ชินวัตร อย่างหน้ามืดตามัวด้วย (รวมคนกรุงเทพฯ และคนที่ขึ้นเวทีพันธมิตรจำนวนมาก)

มีปัจจัยอยู่สามประการที่ทำให้สังคมกระตือรือร้นในการตรวจสอบกิจการสาธารณะ

1/ สังคมต้องเข้าถึงข่าวสารข้อมูลได้รอบด้านและหมดจด โดยเฉพาะอะไรที่เป็นกิจการสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน พ.ร.บ.ข่าวสารข้อมูลของราชการจึงมีความสำคัญมาก แต่เมื่อคณะกรรมการถูกรัฐแทรกแซง หรือแต่งตั้งบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ ขึ้นดำรงตำแหน่ง สังคมกลับเพิกเฉยไม่ใส่ใจ โอกาสที่จะได้ข่าวสารข้อมูลรอบด้านและหมดจดก็เกิดขึ้นไม่ได้

มีกฎหมายและระเบียบราชการอีกมากที่ขัดขวางการเปิดเผยข่าวสารข้อมูล เช่นรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม, สัญญาจัดซื้อจัดจ้าง, ฯลฯ มักอ้างว่าเป็นความลับของคู่ค้า แต่การก่อสร้างซึ่งผูกพันรัฐหรือโดยอนุมัติของรัฐย่อมไม่ใช่การค้าปกติ เพราะเกี่ยวกับเงินแผ่นดินและสิทธิของประชาชน หากบริษัทใดไม่ยินยอมให้เปิดเผยสัญญาแก่เจ้าของเงิน ก็หมายความว่าไม่พร้อมจะรับงานสาธารณะหรือมีผลต่อสาธารณะ กฎหมายและระเบียบเหล่านี้ต้องปรับเปลี่ยนให้หมด เพื่อให้สังคมสามารถเข้าไปตรวจสอบได้จริง

2/ นอกจากรัฐเปิดช่องให้แล้ว สังคมต้องมีพลังของตนเองในการเข้าถึงข่าวสารข้อมูลด้วย นั่นคือสังคมต้องมีสื่อที่มีคุณภาพ สื่อจะมีคุณภาพได้ นอกจากต้องมีเสรีภาพ (ทั้งจากรัฐและทุน) แล้ว ตัวสื่อเองก็ต้องมีสมรรถภาพในการเสาะแสวงหา ข้อมูลข่าวสารที่มีนัยะสำคัญต่อสังคม รวมทั้งสามารถเสนอข่าวสารข้อมูลได้มากกว่าระดับปรากฏการณ์ คือถึงขั้นให้คำอธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผลพร้อมหลักฐานข้อเท็จจริง พูดอีกอย่างหนึ่งคือ สามารถเสนอข่าวสอบสวนเชิงลึกได้ด้วย

ที่กล่าวถึงสื่อในที่นี้ ไม่ได้หมายความเฉพาะหนังสือพิมพ์ แต่ต้องรวมสื่ออิเล็กทรอนิกส์และไซเบอร์ด้วย เพราะเป็นสื่อที่เข้าถึงประชาชนได้กว้างขวางที่สุดในปัจจุบัน แต่สื่อทั้งสองอย่างนี้ไม่เคยมีเสรีภาพจริง วิทยุและทีวีเป็นของรัฐและถูกรัฐแทรกแซงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและทำกำไรเลี้ยงทหารอยู่ตลอดเวลา ส่วนสื่อไซเบอร์ซึ่งดูเหมือนมีเสรีภาพล้นเหลือ แต่ภายใต้คณะรัฐประหาร กลับถูกควบคุมอย่างมากในนามของ "ความมั่นคง" (ของใครไม่ทราบ) ซ้ำสภาแต่งตั้งยังออกกฎหมายลิดรอนเสรีภาพของประชาชนและสื่อด้านนี้มาสำทับสำหรับอนาคตอีกด้วย

ในแง่นี้สังคมไทยจึงอ่อนแออย่างยิ่งที่จะเข้าไปตรวจสอบควบคุมการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ นักรัฐประหาร และสมุนที่อ้างว่าจะปราบคอร์รัปชั่นไม่เคยใส่ใจที่จะสร้างความเข้มแข็งให้สังคมในแง่นี้เลย และส่วนใหญ่กลับยิ่งทำให้อ่อนแอลงไปอีก จึงไม่แปลกอะไรที่อันดับความโปร่งใสของประเทศ ภายใต้คณะรัฐประหารชุดนี้ลดต่ำลง

3/ คนหรือกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวเพื่อตรวจสอบต้องได้รับความปลอดภัยจากการข่มขู่คุกคามจากรัฐและทุน และได้รับความเคารพในสิทธิของเขาอย่างบริบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเรื่องเงิน, เรื่องโครงการ, เรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจ ฯลฯ ซึ่งล้วนเกี่ยวโยงกันทั้งสิ้น เมื่อพูดถึงคอร์รัปชั่น หรือไม่ถูกตำรวจกลั่นแกล้งออกหมายจับ เพื่อขัดขวางการเคลื่อนไหว

คนอย่างคุณวีระ สมความคิด, คุณจินตนา แก้วขาว, พ่อทองเจริญ สิงหาธรรม ฯลฯ ต้องไม่ถูกอำนาจเถื่อนหรืออำนาจรัฐเถื่อนๆ คุกคามรังแก ซึ่งอันที่จริงคือการคุกคามรังแกประชาชนทั้งหมด รวมทั้งคนที่ไม่เห็นด้วยกับความเคลื่อนไหวด้วย เพราะถ้าปล่อยให้รัฐและทุนทำอะไรตามใจชอบเช่นนั้น จะเหลือหลักประกันสิทธิเสรีภาพของเราทุกคนที่ไหนนอกตัวอักษรของรัฐธรรมนูญ

และเพราะเราโดยเฉพาะคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ วางเฉยกับการคุกคามรังแกคนเล็กคนน้อยเช่นนี้แหละ ที่ทำให้สังคมไทยอ่อนแอเกินกว่าจะสร้างความโปร่งใสในระบบของเราได้ นอกจากนี้ อาการวางเฉยก็ไม่ใช่การเจริญอุเบกขา เพราะค่อยๆ พอกพูนภยาคติหรือความกลัวเข้าไปในจิตใจตัวเอง จนคนไทยโดยเฉพาะคนชั้นกลางกลายเป็นคนแหยๆ ต่ออำนาจ โดยไม่แยกแยะระหว่างอำนาจที่ชอบธรรมและไม่ชอบธรรม (ในขณะที่ชาวบ้านไทยทั่วไปเป็น "นักเลง" กว่านั้นมาก)

ความปลอดภัยและสิทธิเสรีภาพที่แข็งแกร่งเช่นนี้แหละครับ คือหัวใจของสิ่งที่เรียกกันว่า "ความมั่นคง" แต่คณะมนตรีทุกชุดซึ่งอ้างว่าตั้งขึ้นเพื่อรักษา "ความมั่นคง" เท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย ไม่รู้จักว่าอะไรคือความมั่นคง ฉะนั้นแทนที่จะเสริมสร้างความมั่นคงที่แท้จริงแก่สังคม กลับลิดรอนปัจจัยต่างๆ ที่จะเสริมสร้างความมั่นคงลง จนในที่สุด สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่ขาด "ความมั่นคง" อย่างยิ่ง เหลือแต่ "ความมั่นคง" ของอำนาจเถื่อนต่างๆ เท่านั้น

คนไทยเห็นภยันตรายของการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงมานาน แต่ไปเชื่อทฤษฎี "หัวไม่ส่าย" จึงเน้นแต่ความซื่อสัตย์สุจริตของผู้บริหารระดับสูง และอำนาจระดับสูงที่จะปราบปรามอย่างจริงจัง โดยไม่ใส่ใจที่จะทำให้สังคมเข้มแข็งพอจะตรวจสอบความโปร่งใสการดำเนินการสาธารณะทั้งหลาย ผลก็คือเปิดโอกาสให้ "เหลือบฝูงใหม่" ที่อ้างความซื่อสัตย์และความตั้งใจจะปราบคอร์รัปชั่นเข้ามาถืออำนาจเสมอมา บางกลุ่มก็มาด้วยอาวุธ บางกลุ่มก็มาด้วยหีบบัตรเลือกตั้ง

หากสังคมไทยอยากจะขจัดหรือบรรเทาการฉ้อราษฎร์บังหลวงจริง คนไทยทุกคนต้องทำเอง เลิกรออัศวินม้าขาวเสียที เลิกหวังกับองค์กรตรวจสอบตามกฎหมายเพียงอย่างเดียว การทำเองที่สำคัญคือต้องช่วยกันกดดันอำนาจทั้งหลาย ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ ให้เปิดการตรวจสอบแก่สังคม จะเห็นด้วยหรือไม่กับมาตรการตรวจสอบของประชาชนกลุ่มอื่น ก็ต้องช่วยกันสร้างหลักประกันว่าคนกลุ่มนั้นต้องมีสิทธิเสรีภาพที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ในขณะเดียวกันก็ต้องกดดันและส่งเสริมให้สื่อทุกชนิดมีเสรีภาพและคุณภาพจริง รวมทั้งเปิดให้คนทุกกลุ่มในสังคมสามารถเข้าถึงสื่อสาธารณะได้ด้วย

ไม่มีสังคมใดในโลกนี้สามารถขจัดการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้ หากไม่มีพลังทางสังคมควบคุมและหนุนหลัง

และอย่าลืมถามพรรคการเมืองต่างๆ ด้วยว่า มาตรการขจัดและบรรเทาการคอร์รัปชั่นของเขาคืออะไร หากเขาเน้นแต่ความซื่อสัตย์และความตั้งใจเด็ดเดี่ยวของแก๊งของเขาในการปราบคอร์รัปชั่น ก็อย่าเลือก

หน้า 6