หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การแก้ไข พ.ร.บ.เงินตรา : ให้อำนาจแบงก์ชาติมากมายจริงหรือ?

ผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ  กรุงเทพธุรกิจ   วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2550

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ดิฉันในฐานะตัวแทน ธปท.ได้มีโอกาสเดินสายชี้แจงตามเวทีต่างๆ รวมทั้งเขียนบทความ และเอกสารเรื่องหลักการ เหตุผล และสาระสำคัญของการแก้ไข พ.ร.บ.เงินตรา เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในเรื่องนี้ให้ถูกต้อง และแพร่หลายยิ่งขึ้น

แต่คงต้องยอมรับว่า ดิฉันยังไม่สามารถสร้างความเข้าใจได้อย่างทั่วถึง ยังคงมีประเด็นที่เข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่บ้างพอสมควร ดิฉันขอถือโอกาสนี้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นสำคัญ 4-5 ประเด็น ที่หวังว่าน่าจะช่วยคลายความกังวลของท่านทั้งหลายได้

ประเด็นแรก มีความเข้าใจว่า การแก้ไข พ.ร.บ.เงินตราจะเปิดโอกาสให้ ธปท.นำเงินจากบัญชีสำรองพิเศษ ไปล้างผลขาดทุนจากการเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท และไม่มีหลักประกันอะไรว่า ธปท.จะไม่ทำเช่นนั้นเมื่อมีโอกาส

ในประเด็นนี้ ดิฉันขอเรียนตรงๆ ว่าเป็นความเข้าใจผิด และขอยืนยันว่า ธปท.ทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะผิดกฎหมาย กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า สินทรัพย์ในบัญชีสำรองพิเศษจะนำไปใช้ในเรื่องใดได้บ้าง ซึ่งก็มีเพียง 3 เรื่อง คือ 1) ชดเชยผลขาดทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ในบัญชีทุนสำรองเงินตรา 2) ใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อบัญชีผลประโยชน์มีไม่พอใช้จ่าย และ 3) ใช้คืนเงินคงคลังตามที่ได้ยืมมาเท่านั้น ดังนั้น ธปท.จะไม่สามารถนำสินทรัพย์จากบัญชีสำรองพิเศษไปใช้เพื่อการอื่นนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ได้เลย

ประเด็นที่สอง มีความกังวลว่า หากให้อำนาจ ธปท.ในการบริหารจัดการสินทรัพย์ของทุนสำรองเงินตราแล้ว ธปท.จะมุ่งแต่หากำไรให้สูงขึ้น จนไม่คิดถึงเรื่องความเสี่ยง จนกลายเป็นกองทุนเก็งกำไร หรือ HEDGE FUND ซึ่งถือว่าขัดหลักการของทุนสำรองเงินตรา ที่ตั้งมาเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อหากำไร จึงไม่จำเป็นต้องไปลงทุนในสินทรัพย์ หรือธุรกรรมที่มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น

ในประเด็นนี้ ก่อนอื่นต้องขอเรียนว่า พ.ร.บ.เงินตราฉบับปัจจุบันเขียนไว้สั้นๆ ว่าให้ ธปท.รักษาทุนสำรองเงินตรา โดยไม่ได้ระบุให้ชัดว่า ในการรักษาทุนสำรองเงินตรานั้น ธปท.ทำอะไรได้บ้าง ที่ผ่านมา ธปท.ก็ไปดูจากข้อความที่เขียนในมาตราต่างๆ แล้วพบว่ากฎหมายอนุญาตให้ธปท.ทำธุรกรรมซื้อขายและฝากเงินได้เท่านั้น ดังนั้น จึงเป็นที่มาของมาตรา 34/2 ที่ปรับปรุงใหม่ โดยการระบุให้ชัดเจนว่า ในการบริหารจัดการสินทรัพย์นั้น ธปท.ทำธุรกรรมอะไรและลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใดได้บ้าง ซึ่งเป็นการปรับปรุงให้ถือปฏิบัติได้อย่างชัดเจนและโปร่งใส

ในส่วนของการเพิ่มประเภทสินทรัพย์ ซึ่งหลายท่านอาจมองว่าไม่จำเป็น เพราะจะทำให้ทุนสำรองเงินตรามีความเสี่ยงมากขึ้น ก็ขอเรียนว่า โดยหลักการแล้วการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายประเภทมากขึ้น จะทำให้ความเสี่ยงทางการเงินโดยรวม ของทุนสำรองเงินตราลดลง ด้วยผลของการกระจายความเสี่ยงที่เกิดจากการที่สินทรัพย์เหล่านี้ มีความเคลื่อนไหวของราคาที่แตกต่างกัน

ดังนั้น ผลคือความเสี่ยงที่หมายถึงโอกาสที่ทุนสำรองเงินตราจะมีผลขาดทุนในระยะยาว จะลดลง หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า การกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท จะช่วยรักษาค่าของทุนสำรองเงินตราได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้ ธปท.สามารถทำธุรกรรมได้มากประเภทขึ้น ก็จะทำให้การบริหารจัดการทุนสำรองเงินตรา ซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นมาก มีความคล่องตัว ทันต่อเหตุการณ์มากขึ้น โดยสามารถเลือกใช้เครื่องมือที่หลากหลาย ให้เหมาะกับสถานการณ์ที่สุด ดังนั้น คงต้องมองว่าการแก้ไขมาตรานี้เป็นการป้องกันความเสี่ยงมากกว่าการเก็งกำไร ซึ่งจะช่วยให้ ธปท.สามารถทำหน้าที่ในการรักษาค่าและความมั่นคงของสินทรัพย์ของชาติได้ดีขึ้น ภายใต้ภาวะของโลกในยุคนี้

ประเด็นที่สาม คือมีความกลัวว่า ธปท.อาจจะใช้เงินของทุนสำรองเงินตราไปต่อสู้ป้องกันค่าเงินบาทจนเกิดความเสียหายได้ เพราะกฎหมายไม่ได้เขียนห้ามไว้

ในเรื่องนี้ขอเรียนข้อเท็จจริงก่อนว่า ในช่วงวิกฤติปี 2540 ธปท.ไม่ได้นำสินทรัพย์ของทุนสำรองเงินตราไปใช้เลย เพราะไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.เงินตราฉบับปัจจุบัน หรือร่างแก้ไข พ.ร.บ.เงินตราที่เสนออยู่ ธปท.ก็ไม่มีอำนาจที่จะนำเงินในทุนสำรองเงินตรา ไม่ว่าจากบัญชีไหนไปใช้ในการดูแลค่าเงินบาท

แม้กฎหมายใหม่จะไม่ได้ห้ามไว้อย่างเฉพาะเจาะจง แต่ในมาตรา 34/2 ก็เขียนเงื่อนไขไว้ชัดเจนว่าในการบริหารจัดการสินทรัพย์ ธปท.ต้องคำนึงถึงความมั่นคง สภาพคล่อง ผลประโยชน์ตอบแทน และความเสี่ยงเป็นสำคัญ หาก ธปท.เอาเงินในทุนสำรองเงินตราไปขายเพื่อป้องกันค่าเงินบาท ก็ถือว่าทำผิดกฎหมาย ไม่มีช่องให้ "ตีความ" ได้เลยว่าทำถูก

ประเด็นที่สี่ กลัวต่างชาติมาล้วงความลับ เพราะร่างพ.ร.บ.เงินตราจะเปิดโอกาสให้ผู้จัดการทุนภายนอก มาบริหารสินทรัพย์ของทุนสำรองเงินตราได้ เรื่องนี้ดิฉันเข้าใจถึงความรักชาติของหลายๆท่าน และมั่นใจว่าคนแบงก์ชาติ ไม่ได้รักชาติน้อยกว่าใคร ดิฉันขอเรียนว่า ธปท.ได้ว่าจ้างคนนอกมาช่วยบริหารสมบัติของแผ่นดินอีกส่วนหนึ่ง ที่ธปท.ดูแลมานานแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ผู้บริหารกองทุนของเราได้เรียนรู้จากมืออาชีพ ผู้จัดการภายนอกแต่ละแห่ง มีอิสระในการบริหารภายใต้กรอบกฎหมายและกติกาที่แบงก์ชาติกำหนด

ประเด็นสุดท้าย มีความเป็นห่วงเรื่องการไม่นับรวมกำไรขาดทุนที่เกิดจากการตีราคาไว้กับผลประโยชน์ประจำปี เพราะขัดกับมาตรฐานบัญชี และขัดกับที่ ธปท.กำหนดให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติ

คงต้องขออนุญาตทำความเข้าใจกันตรงนี้เลยว่า ธปท.ตระหนักดีว่าข้อแก้ไขข้างต้น ไม่เป็นไปตามมาตรฐานบัญชีที่ใช้สำหรับสถาบันการเงิน และบริษัททั่วไป จึงต้องระบุไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน แต่ในกรณีนี้ ไม่ถือว่า ธปท.ใช้ "DOUBLE STANDARD" หรือว่าพูดอย่างแล้วทำอีกอย่าง เพราะ ธปท.ไม่ใช่สถาบันการเงินหรือธุรกิจทั่วไป ที่สามารถดำเนินการเพื่อควบคุมหรือป้องกันความเสี่ยงได้อย่างเต็มที่ การนำกำไรขาดทุนจากการตีราคามารวมคำนวณ จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

แต่ ธปท.ในฐานะธนาคารกลาง ต้องดำเนินนโยบายสาธารณะ เช่น นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการสินทรัพย์โดยคำนึงถึงผลกำไรขาดทุนได้อย่างไม่มีข้อจำกัด และไม่สามารถป้องกันความเสี่ยง จากการที่ค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลง ผลที่เกิดจากการตีราคาจึงไม่ควรไปคิดรวมกับผลการดำเนินงาน ธนาคารกลางอื่นๆ อีกหลายแห่ง ก็บันทึกบัญชีในลักษณะนี้เช่นกัน

นอกจากนี้ ในปัจจุบันบัญชีผลประโยชน์มีภาระที่จะต้องนำไปชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งเป็นหนี้สินของประเทศ ไม่ใช่ของ ธปท.การชำระหนี้นี้เป็นการใช้จ่ายเงินออกไปจริงๆ จึงไม่ควรที่จะนำกำไรขาดทุนที่เกิดจากการประเมินค่า หรือตีราคามารวมคำนวณ เพราะจะเป็นการใช้จ่ายเงินมากหรือน้อยกว่าที่เกิดขึ้นแล้วจริง ท่านลองพิจารณาว่า ประเทศไทยมีหนี้สินอยู่กองโต เมื่อมีรายได้เข้ามาจำนวนหนึ่ง ก็มีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ

เอาไปใช้หนี้ก่อนเพื่อลดภาระดอกเบี้ย หรือควรจะเก็บไว้เฉยๆ โดยยอมนำเงินภาษีที่ควรใช้พัฒนาประเทศ มาจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้แพงๆ เพียงเพื่อหวังจะให้มีเงินพอใช้จ่าย ส่วนผลตอบแทนจากกองมรดกที่ตั้งใจจะสะสมไว้ให้ลูกหลาน ก็ได้ในอัตราที่ต่ำกว่า ทางเลือกไหนจะดีกว่ากัน