หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
มองเมืองไทยในกรอบวิวัฒนาการโลก (1)

บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา  กรุงเทพธุรกิจ   วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2550

ในช่วงเวลาสองเดือนที่ผ่านมา มีผู้ถามผมหลายต่อหลายครั้งด้วยคำถามในแนวเดียวกันและต้องการคำตอบแบบฟันธงว่า เมืองไทยจะวิวัฒน์ไปอย่างไรในกรอบวิวัฒนาการโลก เนื่องจากคำถามแนวนี้มีขอบเขตกว้างมาก ทำให้ยากที่จะตอบให้จุใจในเวลาจำกัด จึงขอถือโอกาสนำประเด็นต่างๆ ที่ผมมักอ้างถึงมารวมกันไว้ในที่นี้ เพื่อให้ผู้ที่มีความสนใจได้รับทราบด้วย

ผมมองว่าวิวัฒนาการโลก ซึ่งแสดงออกมาในรูปของเหตุการณ์ใหญ่ต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นและจะเกิดขึ้นต่อไปมีปัจจัยพื้นฐาน 2 อย่างเป็นตัวขับเคลื่อน นั่นคือ จำนวนคน และการบริโภคของแต่ละคน ทั้งสองอย่างต่างกำลังเพิ่มขึ้น

ตอนนี้โลกมีประชากรราว 6.5 พันล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา คำว่า "กำลังพัฒนา" มีความหมายในบริบทเชิงเศรษฐกิจของโลกปัจจุบันว่า กำลังพยายามผลิตและบริโภคเพิ่มขึ้นซึ่งหมายถึง การใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น โดยทั่วไปประชาชนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นไทย จีน หรือ อินเดีย ต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น

ในขณะเดียวกัน ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศที่พัฒนาสูงและบริโภคสูงอยู่แล้ว ก็ยังต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นด้วย แม้แต่ชาวอเมริกันเองซึ่งโดยเฉลี่ยบริโภคสูงถึงราว 6 เท่าของชาวโลก ก็ยังต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น ซ้ำร้ายพวกเขายังเป็นต้นแบบของการบริโภคเกินพอดี ซึ่งมักมีผลกระทบในทางลบสูงมาก การบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ยังผลให้เกิดความขัดแย้งที่แสดงออกมาในรูปของเหตุการณ์หลากหลาย ซึ่งอาจแยกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และกลุ่มความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน

สำหรับกลุ่มความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ในช่วงนี้ประเด็นที่เป็นข่าวใหญ่ ได้แก่ ภาวะโลกร้อน ภาพยนตร์และหนังสือชื่อ An Inconvenient Truth ของอดีตประธานาธิบดี Al Gore ของสหรัฐ ซึ่งเข้าสู่ตลาดเมื่อปี 2549 มีส่วนกระตุ้นให้เกิดความสนใจและข่าวใหญ่อย่างต่อเนื่อง ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์และปราชญ์จากทุกสายวิชาเห็นพ้องต้องกันว่า โลกกำลังร้อนขึ้นและการวิจัยส่วนใหญ่ได้ข้อสรุปแล้วว่า การบริโภคของเรา โดยเฉพาะการเผาผลาญพลังงานจากถ่านหิน และน้ำมันปิโตรเลียมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มันเกิดขึ้น

ภาวะโลกร้อนกำลังทำให้น้ำแข็งบนผิวโลกละลาย ยังผลให้ระดับน้ำทะเลค่อยๆ สูงขึ้น พื้นที่ริมทะเลกำลังถูกน้ำท่วมและกัดเซาะหายไปก่อให้เกิดความเสียหายและค่าใช้จ่ายมหาศาล ประเทศที่มีพื้นที่ต่ำตามชายฝั่งและประชาชนยากจนเป็นส่วนใหญ่ จะเสียหายหนักหนาสาหัสเป็นพิเศษ เช่น บังกลาเทศ และเกาะทะเลใต้

สำหรับประเทศไทยชายฝั่งทะเลจะจมหายไปเรื่อยๆ และภาวะน้ำท่วมกรุงเทพฯ จะเกิดบ่อยขึ้นและหนักหนาสาหัสขึ้น หากไม่มีการป้องกันอย่างเพียงพอ การป้องกันอาจนำไปสู่การก่อสร้างขนานใหญ่ ซึ่งต้องใช้เงินเป็นหลักล้านล้านบาท เงินจำนวนนี้แทนที่จะนำไปใช้เพื่อสร้างปัจจัยพื้นฐาน หรือเพื่อการพัฒนาสังคมทั่วไปโดยเฉพาะในชนบท กลับต้องนำไปใช้เพื่อป้องกันความเสียหายเฉพาะในเมืองหลวง

ภาวะโลกร้อนจะทำให้ดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวง ในบางภูมิภาคความแห้งแล้งจะหนักหนาสาหัส ถึงขนาดเป็นทะเลทราย ยังผลให้การเกษตรล้มเหลว ความแห้งแล้งแบบนี้มีเกิดขึ้นแล้ว และสร้างความเดือดร้อนเป็นพิเศษ สำหรับประเทศซึ่งมีปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับความยากจนอยู่แล้ว ความอดอยากถึงขั้นอดตายจะแพร่กระจายออกไปในวงกว้างขึ้น

เมืองไทยอาจจะไม่แห้งแล้งถึงขนาดนั้น แต่นับวันจะขาดแคลนน้ำเพิ่มขึ้น ในบางแห่งลมพายุจะร้ายแรงยิ่งขึ้น และเกิดบ่อยขึ้นพร้อมๆ กับฝนจะตกหนักขึ้นก่อให้เกิดน้ำท่วมร้ายแรง จนสร้างความเสียหายใหญ่หลวง พายุแคทรินาที่ถลมเมืองนิวออร์ลีนส์ของสหรัฐเมื่อปี 2549 เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ แม้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เมืองไทยอยู่ในเขตลมมรสุมจึงจะได้รับผลกระทบโดยตรง

นอกจากนั้น ผิวโลกที่อุ่นขึ้นโดยทั่วไปจะทำให้โรคเขตร้อน เช่น มาลาเรีย แพร่กระจายเข้าไปในเขตที่มีความหนาวเป็นภูมิคุ้มกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ก่อให้เกิดความเสียหาย และค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น

ในขณะที่ภาวะโลกร้อนเป็นข่าวพาดหัว ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ยังดำเนินไปและมีผลออกมาในรูปอื่นๆ อย่างไม่หยุดยั้ง เช่น อากาศ น้ำ และดินเป็นพิษ เนื่องจากปฏิกูล ฝุ่น ควัน และสารเคมี ที่เกิดจากการผลิตและการบริโภคที่เพิ่มขึ้น สารพิษในสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ มีผลกระทบต่อสุขภาพและก่อให้เกิดค่าใช้จ่าย เพื่อการรักษาพยาบาลพร้อมๆ กับการเสียเวลาทำมาหากิน

ผู้ที่อยู่ในเมืองใหญ่ๆ ซึ่งไม่มีการควบคุมสารพิษอย่างเข้มงวด เช่น กรุงเทพฯ จะได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่ผลกระทบส่วนใหญ่จะไม่ปรากฏทันที ทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในกลางมลพิษไม่ค่อยตระหนักถึงต้นเหตุของปัญหา ทั้งที่สัดส่วนของทรัพยากรที่ต้องนำไปใช้ในการรักษาพยาบาลนับวันจะเพิ่มขึ้น

ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติไม่ใช่ของใหม่ มันเกิดขึ้นแล้วในอดีตและเป็นปัจจัยที่ทำให้สังคมล่มสลาย บางแห่งเป็นสังคมขนาดใหญ่ เช่น อาณาจักรโบราณในย่านตะวันออกกลาง และอาณาจักรมายาในอเมริกากลาง บางแห่งเป็นสังคมขนาดเล็ก เช่น ชาวอานาซาซีในอเมริกาเหนือ และชาวเกาะอีสเตอร์ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้

เรื่องนี้ปราชญ์หลายคนได้นำผลการศึกษามาเสนอไว้ เพื่อจะชี้ให้เห็นว่ามนุษยชาติกำลังจะก้าวเข้าสู่ภาวะล่มสลาย เพราะไม่ยอมเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ปราชญ์ชั้นนำ 3 คน ได้แก่ Paul และ Anna Ehrlich ซึ่งเสนอผลการศึกษาไว้ในหนังสือชื่อ One with Nineveh : Politics, Consumption and the Human Future (พิมพ์ปี 2547) และ Jared Diamond ซึ่งเสนอผลการศึกษาไว้ในหนังสือชื่อ Collapse : How Societies Choose to Fail or Succeed (พิมพ์ปี 2548)

ไทยเป็นสังคมหนึ่งซึ่งดูจะไม่เคยเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ และยังมุ่งทำลายธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับสังคมส่วนใหญ่ในปัจจุบัน (มีต่อศุกร์หน้า)


มองเมืองไทยในกรอบวิวัฒนาการโลก (จบ)

บ้านเขาเมืองเรา : ไสว บุญมา  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2550

วันศุกร์ที่ผ่านมาพูดถึงความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ วันนี้จะพูดถึงความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ อันเกิดจากการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดและส่วนใหญ่ได้ร่อยหรอลง ความขัดแย้งในกลุ่มนี้อาจเกิดขึ้นภายในประเทศ หรือระหว่างประเทศก็ได้ ตัวอย่างของความขัดแย้งรุนแรง จนถึงกับฆ่าแกงกันภายในประเทศ ได้แก่ เหตุการณ์ในซูดาน ในปัจจุบัน และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา เมื่อปี 2537

ตัวอย่างของความขัดแย้งระหว่างประเทศ ได้แก่ เหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งสหรัฐและชาติตะวันตก ยกพลไปบุกอิรักด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา ทั้งที่แรงจูงใจที่แท้จริง ได้แก่ ความต้องการที่จะเข้าไปยึดแหล่งน้ำมันในย่านนั้น เรื่องนี้ถูกนำออกมาตีแผ่ไว้ในหนังสือ 2 เล่ม ซึ่งเพิ่งพิมพ์ออกมาคือ หนังสือแนวความทรงจำชื่อ The Age of Turbulence : Adventures in a New World ของอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางอเมริกัน Alan Greenspan และเรื่อง The Last Oil Shock : A Survival Guide to the Imminent Extinction of Petroleum Man ของ David Strahan อีกตัวอย่างหนึ่ง ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับชาวปาเลสไตน์ ซึ่งมีการแย่งแหล่งน้ำจืดเป็นปัจจัยสำคัญ

การแย่งแหล่งน้ำมันปิโตรเลียมและแหล่งน้ำจืดของย่านตะวันออกกลาง เป็นปัจจัยหลักของการปะทะกัน ระหว่างชาวตะวันตก และบริวารกับชาวตะวันออกกลาง ซึ่งส่วนหนึ่งแสดงออกมาในรูปของการก่อการร้ายข้ามชาติ แม้การปะทะกันในปัจจุบันนี้ จะมีความรุนแรงถึงสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก แต่จะไม่มีทางเท่ากับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เนื่องจากคู่กรณีต่างมีอาวุธนิวเคลียร์ เช่น ระหว่างอินเดียกับปากีสถาน ซึ่งต่างต้องการน้ำจืดจากแหล่งเดียวกัน หรือระหว่างสหรัฐกับจีน ซึ่งมีการแย่งชิงแหล่งน้ำมันเป็นต้นเหตุ

มองโดยรวม ชาวโลกจะพยายามบริโภคเพิ่มขึ้น และความขัดแย้งในแนวที่กล่าวถึง จะทำให้วิวัฒนาการของโลก เป็นไปด้วยความวุ่นวายไม่น้อยกว่าในปัจจุบัน แต่ผมเชื่อว่าสังคมมนุษย์จะไม่ล่มสลายภายใน 53 ปีข้างหน้า ไม่ว่าจะจากการปะทะกับธรรมชาติ หรือจากสงครามนิวเคลียร์ แม้ว่าจะมีผู้ตีความหมายคำทำนายของไอแซค นิวตัน ว่า โลกจะถึงจุดจบในปี ค.ศ.2060 หรือ พ.ศ.2603 ก็ตาม

สังคมไทยจะวิวัฒน์ต่อไปอย่างไรในบริบทดังกล่าว? ในด้านของปัจจัยพื้นฐาน ผมแน่ใจว่า จำนวนคนในเมืองไทยจะเพิ่มขึ้นต่อไปแม้ในขณะนี้ จะมีผู้คาดว่าจำนวนคนไทยจะเริ่มลดลงภายในเวลาไม่นาน ทั้งนี้ เพราะจะมีแรงงานจากต่างประเทศเข้ามาแทนที่ ในด้านการบริโภค คนไทยส่วนใหญ่ยังต้องการเพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่า สังคมไทยจะพยายามพัฒนาต่อไปตามกระแสโลก แต่ภายใน 20 ปีข้างหน้า ไทยจะไม่กลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น เกาหลีและญี่ปุ่น

ที่ยกเกาหลีและญี่ปุ่นขึ้นมา เพราะสองประเทศนี้เคยคล้ายกับไทยในด้านของการเริ่มต้นพัฒนาคือ ญี่ปุ่นและไทยเริ่มเดินเข้าสู่ยุคใหม่หลังจากเปิดประเทศ ค้าขายกับชาวตะวันตกอย่างจริงจัง เมื่อปี 2397-2398 หลังจากนั้น ราว 60 ปีญี่ปุ่นก็หนีเราไปแบบไม่เห็นฝุ่น ไม่นานหลังจากสงครามเกาหลียุติลงเมื่อปี 2496 เรากับเกาหลีใต้เริ่มพยายามพัฒนาตามญี่ปุ่นและสังคมตะวันตกอย่างจริงจัง แต่หลังจาก 30 ปี เกาหลีใต้ก็หนีเราไปแบบไม่เห็นฝุ่นเช่นกัน ในกระบวนการพัฒนายุคใหม่ จึงกล่าวได้ว่าเราตกรถไฟแล้วสองขบวน ผมเห็นว่าเราจะตกขบวนต่อไปเพราะปัจจัยหลายอย่าง เช่น

เราไม่เคยรู้อย่างแท้จริงว่า เราจะไปไหนและไปอย่างไร พร้อมกับยึดมั่นในทางเดินนั้นอย่างต่อเนื่องเช่นเกาหลีและญี่ปุ่น ในบางยุคบุคคลชั้นผู้นำอาจมีแนวทางที่เหมาะสม แต่มันไม่ถูกถ่ายทอดไปอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เราจึงตกอยู่ในสภาพอยู่กันไปวันๆ และพัฒนากันไปตามยถากรรม

ในยุคที่ยังมีคนน้อยและโลกยังไม่เปิดกว้างและแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายดังในปัจจุบัน เราทำแบบนั้นได้ แต่โลกยุคนี้มีคนมาก และไร้พรมแดน เราทำเช่นนั้นไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เราต้องมีวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมแน่นอน และต่อเนื่อง แต่เราไม่มีแม้จะพยายามพูดกันด้วยเสียงอันดังว่า จะยึดแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักก็ยึดกันแต่ปากเท่านั้น

การพัฒนาด้านวิชาการของเราจะยังล้าหลังโลกต่อไป เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ใฝ่รู้และเข้าใจอะไรอย่างแท้จริง ไม่ติดตามความเป็นไปในโลก เพราะอ่านหนังสือน้อยและไม่ค่อยฟังให้ได้ยิน แม้คนไทย 95% จะเป็นชาวพุทธ แต่ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าแก่นแท้ของพุทธศาสนาอยู่ที่ไหน และนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง หากยังยึดติดอยู่ที่พิธีการ

เราทำงานจำพวกโยธาได้ค่อนข้างดี แต่ยังไม่มีความสามารถสร้างแม้กระทั่งเครื่องยนต์ของยุคอุตสาหกรรม ทั้งที่เราพยายามจะบอกชาวโลกว่า เราเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชีย ทั้งนี้ เพราะการผลิตรถยนต์ของเรา มีค่าเท่ากับการเป็นผู้ขันนอตเท่านั้น เมื่อมองโดยรวม เราฉาบฉวย มักง่าย ชอบขึ้นป้ายแต่ไม่สนใจทำเนื้อหาอย่างจริงจัง

คนส่วนใหญ่ไม่ทำตามมาตรฐานทางจริยธรรมและตามกฎเกณฑ์ของสังคม จริงอยู่หลายอย่างในสังคมดีขึ้น เช่น เข้าคิวมากขึ้น ใช้สะพานข้ามถนนมากขึ้นและข้าราชการให้บริการดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เรายังซื้อสิทธิขายเสียงเมื่อมีการเลือกตั้ง ความฉ้อฉลและการใช้อิทธิพลเถื่อนยังฝังลึก การสอบสวนนักการเมืองใหญ่ๆ ในข้อหาคดโกงในปัจจุบันและการที่ผู้มีอิทธิพลขึ้นไปเตะตำรวจบนโรงพักที่ยโสธรเมื่อไม่นานมานี้ เป็นตัวชี้บ่งถึงความเสื่อมทางจริยธรรม เรายังไม่ค่อยตรงเวลา และมีมารยาทในการประชุม

โดยรวมฐานทางจริยธรรมของสังคมไทยยังไม่พัฒนาต่อไปให้แข็งแกร่งพอสำหรับรองรับสังคม และโลกยุคไร้พรมแดน ที่มีเทคโนโลยีอานุภาพสูง ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในทางบวกและทางลบ

นอกจากที่กล่าวมานี้ เรายังมีปัจจัยที่จะทำให้สังคมล่มสลายได้ในอนาคตอีกอย่างน้อย 2 อย่างคือ ความแตกต่างทางด้านรายได้ระหว่างกลุ่มคนจนและคนรวย ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจนนำไปสู่ความแตกแยกร้ายแรงในสังคม และการใช้นโยบายประชานิยมซึ่งจะทำให้คนไทยมีนิสัยงอมืองอเท้า และหวังได้ของเปล่าจากรัฐเพิ่มขึ้น

โดยสรุปภายใน 20 ปีข้างหน้า ภาพจะปรากฏอย่างแจ้งชัดว่า สังคมไทยได้ตกรถไฟขบวนที่สามและความวุ่นวายจะเพิ่มขึ้น แต่จะยังไม่ถึงกับล่มสลาย และกลายเป็น Failed State เช่นเดียวกับบางประเทศ เช่น เฮติ และโซมาเลีย