หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ความจริงเศรษฐกิจไทย

คอลัมน์ ระดมสมอง  โดย เพสซิมิสต์  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3939 (3139)

หลายคนบ่นว่า มีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยไม่ดี แต่ตัวเลขเศรษฐกิจของรัฐบาลยืนยันว่าเศรษฐกิจขยายตัวได้ดี คือ ประมาณ 4.3% ในครึ่งแรกของปีนี้ และเมื่อไม่นานมานี้รัฐมนตรีคลังยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวสูงถึง 6% ในปีหน้านี้ ซึ่งค่อนข้างจะขัดกับความรู้สึกว่าเศรษฐกิจฝืดเคืองอย่างมากในขณะนี้ ทำให้สงสัยอย่างยิ่งว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวและโตได้ถึง 6% ได้อย่างไรในบรรยากาศที่การเมืองก็ยังแตกแยกสับสน และยังไม่ค่อยแน่ใจเสียด้วยซ้ำ ว่าจะมีการเลือกตั้งจริง ตามที่นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นเอาไว้ หรือควรเชื่อหมอดูชื่อดังที่ทำนายว่าถึงอย่างไรก็ไม่มีการเลือกตั้งในปี 2550 นี้

หากดูตัวเลขเศรษฐกิจให้ดีแล้ว ก็จะต้องตอบว่า ความรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดีนั้นถูกต้องแล้ว แต่หากเป็นเช่นนั้นก็ต้องถามต่อไปว่าตัวเลขที่ ทางการยืนยันว่าเศรษฐกิจขยายตัวนั้นถูกต้องหรือไม่ ซึ่งต้องตอบว่าตัวเลขของทางการก็ถูกต้องเช่นกัน แต่ทำไมจึงขัดกับความรู้สึกของหลายคน ?

คำตอบคือ ที่เศรษฐกิจโต 4% นั้น เป็นเพราะการส่งออกสุทธิเกือบทั้งหมด หมายความว่าไทยส่งออกมากกว่านำเข้า เป็นปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นประมาณ 4% เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณการผลิตในปีก่อน แต่สำหรับกิจกรรมภายในประเทศนั้นปริมาณการผลิตเกือบจะไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย ส่วนที่เพิ่มขึ้นมากหน่อยคือการบริโภคของรัฐบาล ซึ่งก็ได้มาโดยการขาดดุลงบประมาณหรืออีกนัยหนึ่งคือ การกู้ยืมเงินประชาชนมาใช้ประมาณ 1.7% ของจีดีพี ซึ่งก็เท่ากับการนำเอาเงินในอนาคต มาใช้นั่นเอง สำหรับการบริโภคภายในประเทศนั้นเพิ่มขึ้นต่ำมาก ในขณะที่การลงทุนของเอกชนนั้นติดลบอย่างชัดเจน ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ปริมาณการบริโภคที่เพิ่มขึ้นนั้น ผู้ผลิตเกือบจะไม่ได้ผลิตสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนอง แต่เลือกที่จะลดสต๊อกสินค้าออกมา ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความไม่มั่นใจของผู้ประกอบการ เพราะไม่ต้องการทั้งที่จะลงทุนเพิ่มหรือเร่งเพิ่มการผลิต

ความไม่มั่นใจดังกล่าวย่อมส่งผลถึงพนักงานที่คงจะเข้าใจถึงความวิตกกังวลของผู้บริหารภาคเอกชน ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่พนักงานส่วนใหญ่จะขาดความมั่นใจที่จะจับจ่ายใช้สอย ทั้งนี้เพราะพนักงานหลายๆ คนคงจะกลัวว่าอาจตกงานก็เป็นได้ หากเศรษฐกิจยังกระท่อนกระแท่นเช่นนี้ต่อไป สำหรับอีกส่วนหนึ่งก็รู้ตัวว่า ความฝืดเคืองของธุรกิจโดยรวมนั้นย่อมจะหมายถึงอัตราการเพิ่มของเงินเดือนก็จะต่ำ และโอกาสที่จะเปลี่ยนงานไปรับเงินเดือนที่สูงขึ้นในบริษัทอื่นก็ไม่มีเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะพฤติกรรมของคนเรานั้นมักจะกล้าจับจ่ายใช้สอย หากเรามีความก้าวหน้าทั้งในเชิงของเงินเดือนและตำแหน่งการงาน แต่หากมองไปแล้วก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีขึ้น ก็ทำให้ไม่อยากจะทำอะไรจนกว่าจะเห็นว่าสภาวการณ์ดีขึ้น

ดังนั้นการใช้จ่ายของภาครัฐจึงน่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมได้ไม่มากนัก ที่สำคัญคือ การใช้จ่ายของรัฐนั้นคิดเป็นสัดส่วนเพียง 17-18% ของเศรษฐกิจเท่านั้น และเงินส่วนใหญ่ (ประมาณ 80%) ก็เป็นงบประมาณประจำที่จะต้องใช้จ่ายเงินเดือนและคืนหนี้ ยิ่งในช่วงหลังนี้ยิ่งมองได้ว่าสภาวะทางการคลังของรัฐมีความน่าเป็นห่วง ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าหนี้สาธารณะยังอยู่ที่ระดับต่ำ คือประมาณ 40% ของจีดีพี (แม้จะรวมภาระ นอกงบประมาณ เช่น ความเสียหายจากการค้ำประกันสินค้าเกษตร และหนี้เสียของธนาคารรัฐ) แปลว่ารัฐบาลสามารถขาดดุลงบประมาณที่ระดับ 1.5-2.0 ของจีดีพีไปได้อีก 4-5 ปี โดยรัฐบาลได้กำหนดเพดานหนี้สาธารณะไว้ที่ 55% ของจีดีพี

แต่ที่กระทรวงการคลังคงจะเป็นห่วงอย่างมากในขณะนี้คือ การเก็บภาษี ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาขยายตัวในระดับที่ต่ำ คือขยายตัวเพียง 7% ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากสมัยรัฐบาลทักษิณที่รายได้รัฐเพิ่มปีละ 15-18% โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ไตรมาสที่ผ่านมาที่การจัดเก็บภาษีขยายตัวต่ำกว่า จีดีพี ซึ่งการที่รายได้ภาษีในสมัยรัฐบาลทักษิณ ขยายตัวได้สูงทำให้สามารถลดหนี้สาธารณะต่อ จีดีพีลงจาก 55% มาเป็น 40% ภายในเวลา 5 ปี ซึ่งเป็นเรื่องแปลกที่รัฐบาลทักษิณถูกกล่าวหาว่า ใช้เงินงบประมาณสิ้นเปลืองและมอมเมาประชาชนด้วยนโยบายประชานิยม (ซึ่งมีข้อเท็จจริงอยู่มาก) แต่ก็สามารถทำได้ในกรอบของการลดหนี้สาธารณะลง ทั้งนี้เพราะสามารถบริหารกระทรวงการคลัง ให้เก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ประชาชนมิได้บ่นมากนัก ซึ่งเหตุผลสำคัญก็เพราะเศรษฐกิจก็ขยายตัวด้วยดีเช่นกัน

แต่สำหรับรัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลอนาคตนั้น น่าเป็นห่วง เพราะน่าจะมีโอกาสที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บภาษีได้ ในขอบเขตที่จำกัด เนื่องจากความหละหลวมจากการเก็บภาษีนั้น เมื่อแก้ไขไปแล้วก็จะหมดไป (one time gain) จึงทำให้ในขณะนี้กระทรวงการคลังคงจะกำลังพิจารณาปรับเพิ่มภาษี ซึ่งเป็นลู่ทางที่จะเพิ่มรายได้ของรัฐได้ในอนาคต และภาษีที่จะทำได้อย่างมีประสิทธิผลที่สุดคือการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะมีฐานภาษีที่กว้างขวาง ดังนั้นหากเพิ่มอัตราภาษีเพียง 1% รัฐก็จะมีรายได้เพิ่มสูงถึง 40,000-50,000 ล้านบาท แต่เข้าใจว่ารัฐบาลปัจจุบันคงจะไม่อยากเปลืองตัว จึงจะปล่อยให้เป็นภาระของรัฐบาลหน้า ในขณะที่นักการเมืองต่างก็พยายามหาเสียงโดยสัญญาว่าจะทำโครงการนั้นโครงการนี้ให้กับประชาชน ซึ่งหากนำไปรวมกันแล้วคงมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท จึงไม่แปลกอะไรหากรัฐบาลต่อๆ ไปจะต้องปรับภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% ไปเป็น 10% หากจะทำตามที่ตนได้สัญญาเอาไว้กับประชาชน แต่ที่สำคัญคือหากมีความเป็นไปได้สูงว่า ในอนาคตประชาชนจะต้องรับภาระจ่ายภาษีมากขึ้น ก็คงจะทำให้หลายคนไม่ต้องการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ต้องการจะออมเงินเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ทั้งนี้จะต้องเข้าใจอีกด้วยว่าการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น จะไม่เป็นธรรมกับคนที่มีรายได้น้อยเพราะ จะต้องแบกรับภาษีเท่ากับคนรายได้สูง กล่าวคือ ภาษีมูลค่าเพิ่มเก็บจากการซื้อสินค้าและบริการ ดังนั้นไม่ว่าคนรวยหรือคนจนก็เสียภาษีเท่ากัน

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดสำหรับอนาคตเศรษฐกิจไทยคือ การที่เราพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัว 4% ในปัจจุบัน และการพึ่งพาการส่งออกดังกล่าวเป็นการพึ่งพาแบบหลอกลวงตัวเอง เพราะการขยายตัวของการส่งออกนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเข้าไปแทรกแซงซื้อเงินดอลลาร์อย่างแทบจะไม่อั้น ของธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ใช่เพราะเรามีศักยภาพในการขายสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น หมายความว่าหาก ธปท.ไม่ได้เข้าไปซื้อเงินดอลลาร์แล้ว เงินบาทคงจะแข็งค่ากว่า 34 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวได้น้อยมาก (ไม่ใช่ขยายตัว 15-17%) เช่นปัจจุบัน ซึ่งคงมีผลให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถขยายตัวได้ 4% เช่นที่เห็นอยู่ในขณะนี้

หากติดตามจากตัวเลขการเพิ่มของทุนสำรองของ ธปท. จะพบว่าในช่วงที่เงินบาท "นิ่ง" อย่างผิดปกติที่ 34.0-34.3 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมานั้น ก็เพราะว่า ธปท.เข้าไปซื้อดอลลาร์มาเก็บเอาไว้เป็นมูลค่ารวมกันกว่า 10,000 ล้านเหรียญ และในเดือนกันยายนเพียงเดือนเดียวนั้น ทุนสำรองของไทยเพิ่มขึ้นถึง 5,600 ล้านเหรียญ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการเพิ่มขึ้นที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์มากกว่าเดือนพฤศจิกายน 2549 ซึ่งเพิ่มขึ้น 5,400 ล้านเหรียญ โดยในขณะนั้น ธปท.อ้างว่าเป็นเพราะการเก็งกำไรจากกองทุนต่างชาติ ทำให้ต้องออกมาตรการกันสำรอง 30% ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงหลังวันที่ 19 ธันวาคม 2549 แม้ปัจจุบันจะยังมีมาตรการ 30% อยู่แต่ก็มิได้ช่วยให้ปัญหาการแข็งค่าของเงินบาททุเลาลงแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะรากเง้าของปัญหาคือ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (การส่งออกมากกว่าการนำเข้า) ซึ่งน่าจะเกิน 10,000 ล้านเหรียญ ในปีนี้

พูดง่ายๆ คือ ในขณะนี้ประเทศไทยผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น (เพื่อทำให้จีดีพีโต 4%) แต่ส่วนที่ผลิตเพิ่มขึ้นนั้น สามารถขายออกไปได้ก็เพราะประเทศไทย ยอมลดราคาให้คนต่างประเทศ โดยการกดเงินบาทให้อ่อนค่ากว่าที่ควรจะเป็น ประเทศไทยจึงแลกเอาเงินดอลลาร์มาเก็บเอาไว้แทน แต่คำถามคือ หากดอลลาร์นั้น นับวันจะอ่อนค่าลงไปเรื่อยๆ แล้วทำไมเราจึงต้องผลิตสินค้าไปแลกเอาดอลลาร์มาเก็บเอาไว้ให้เสื่อมค่าไปเรื่อยๆ ?

เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาจากการขาดดุลจากการนำเอาเงินดอลลาร์มากักตุนเอาไว้เป็นจำนวนมาก รัฐบาลจึงตัดสินใจแก้ปัญหาโดยการเสนอแก้ไขกฎหมายการเงิน โดยมีสาระสำคัญ 2 ประการ คือ

1.ให้แยกการลงบัญชี โดยผลขาดทุนหรือกำไรจากการตีมูลค่าทุนสำรองไม่ต้องลงใน บัญชีผลประโยชน์ประจำปี แต่ให้นำไปรวมในบัญชีสำรองพิเศษ ทั้งนี้ ธปท.อธิบายว่า เพื่อที่ว่า ธปท.จะได้นำส่งผลกำไรที่เกิดจากการดำเนินงานให้รัฐบาลเพื่อนำไปชำระหนี้กองทุนเพื่อการ ฟื้นฟูฯได้

2.การเพิ่มความยืดหยุ่นให้ ธปท.สามารถนำเอาทุนสำรองที่ส่วนใหญ่เป็นเงินดอลลาร์ไปลงทุนในตราสารประเภทต่างๆ ได้ไม่ใช่จะต้องซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอย่างเดียว ทั้งนี้เพราะธนาคารกลางสหรัฐกำลังลดดอกเบี้ย ดังนั้นเงินดอลลาร์นั้นนอกจากเสื่อมค่าลงแล้วผลตอบแทน ก็น่าจะลดลงอีกด้วย แต่การลงทุนเพื่อพยายามให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ก็จะทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเช่นกัน (เช่น กรณีที่รัฐบาลจีนตั้งกองทุน 200,000 ล้านเหรียญ และนำเอาเงินประมาณ 2,000 ล้านเหรียญ ไปซื้อหุ้นกองทุนเฮดจ์ฟันด์ทำให้ขาดทุนไปแล้ว 25%)

กล่าวโดยสรุปคือ หาก ธปท.สามารถแก้กฎหมายการเงินได้สำเร็จก็จะไม่ต้องรายงานว่า มีการขาดทุนจากการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน เพราะ ธปท.จะไม่ต้องยอมรับว่ามีการขาดทุน แต่อย่างใด ซึ่งจะเป็นการเปิดเสรีให้สามารถซื้อดอลลาร์มาเก็บเอาไว้อย่างไม่มีสิ้นสุด ซึ่งเป็น เรื่องน่าเสียหายที่ประเทศไทยดูเสมือนว่า หมดลู่ทางอื่นที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว จึงต้องยอมขายสินค้าของเราเพื่อแลกกับเศษกระดาษ สีเขียวๆ ที่รัฐบาลสหรัฐพิมพ์ขึ้นมาให้ประชาชนของเขาใช้จ่ายเกินตัว

หน้า 45