หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ข้อคิดจาก Wildebeest

เศรษฐศาสตร์พเนจร : วิรไท สันติประภพ  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2550

ท่านผู้อ่านเห็นหัวเรื่องแล้วคงสงสัยว่าบทความของผมตอนนี้มาไม้ไหน คงไม่แน่ใจว่าสัตว์ประหลาดที่ผมตั้งหัวเรื่องไว้คืออะไร และจะให้ข้อคิดอะไรได้

ผมเห็นตัว Wildebeest ครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อน สมัยที่ทำงานกับองค์กรระหว่างประเทศ และหาโอกาสแวบไปเที่ยวป่าดูสัตว์ เวลาที่ต้องพเนจรไปทำงานแถบแอฟริกา ครั้งแรกที่เห็นตัว Wildebeest ไม่ประทับใจเลย เพราะเป็นกวางที่สีและหน้าตาจะกระเดียดไปทางควายเสียมากกว่า ดูไม่น่ารักเหมือนกวางพันธุ์อื่น และมักจะดูเชื่องๆ ยืนนิ่งๆ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น แต่เมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปเคนยาอีกครั้งหนึ่ง มุมมองของผมต่อเจ้า Wildebeest เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง กลับมาถึงกรุงเทพฯ ต้องรีบหาข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าสัตว์ตัวนี้เพิ่มเติม และได้ข้อคิดดีๆ จากวงจรชีวิตของมันหลายประการ

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านจำนวนไม่น้อยเคยเห็นเจ้า Wildebeest ในหนังสารคดีหลายครั้ง โดยเฉพาะสารคดีพวก National Geographic หรือ Animal Planet ท่านอาจไม่รู้ว่ามันชื่ออะไร แต่ถ้าผมใบ้ต่อว่าฉากที่ท่านเห็นเป็นกวางตัวดำๆ นับหมื่นนับแสนตัวอพยพพร้อมกันข้ามทุ่งหญ้าในแอฟริกา และหลายฉากจะมีกวางเหล่านี้เรียงคิวกระโดดข้ามแม่น้ำ โดยมีจระเข้รอดักอยู่กลางน้ำ เล่ามาแค่นี้หลายท่านคงนึกออกว่าเจ้า Wildebeest ที่ผมพูดถึงหมายถึงตัวไหน

เมื่อผมเห็น Wildebeest ครั้งแรกสิบกว่าปีก่อน ไม่ใช่ฤดูการอพยพ แต่ช่วงเดือนก.ย.ที่ผมแวบไปเคนยาอีกรอบนั้น เป็นช่วงเวลาที่ Wildebeest อพยพพอดี เห็น Wildebeest เป็นหมื่นเป็นแสนตัวเดินแถวกันสุดลูกหูลูกตา เห็นฝูง Wildebeest พักเหนื่อยจากการอพยพเป็นจุดดำๆ อยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าสีทอง นอกจาก Wildebeest แล้ว สัตว์อื่นๆ ก็ดูมีชีวิตชีวา มีกิจกรรมที่ต่อเนื่องกับการอพยพมากมาย สัตว์นักล่า เช่น สิงโต หรือเสือชีต้า ดูอิ่มหมีพีมันเป็นพิเศษ เพราะมีเหยื่อมาให้เลือกทานถึงที่ นักท่องเที่ยวเองก็ตื่นเต้นเช่นกัน ฤดูการอพยพนี้หาโรงแรม และที่นั่งบนเที่ยวบินในประเทศเคนยาได้ยากเต็มที การอพยพของ Wildebeest จึงเหมือนจุดเริ่มต้นของ supply chain ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจนิ่งๆ ของเคนยาได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งนัก

ท่านคงสงสัยว่าทำไม Wildebeest ต้องอพยพ และวงจรการอพยพเป็นอย่างไร Wildebeest เป็นแสนๆ ตัวจะอพยพบนเส้นทางเดียวกันทุกปี โดยจะเริ่มหลังจากหมดฤดูฝนช่วงเดือนพ.ค. อพยพจากถิ่นที่อยู่ในเขตทุ่งหญ้าเซเรงกาติ ของแทนซาเนีย ไปทางตะวันตก ก่อนที่จะขึ้นเหนือไปถึงทุ่งหญ้ามาไซมาราในเคนยาในเดือนก.ค. เมื่อเข้าปลายเดือนก.ย.ก็จะเริ่มอพยพกลับลงใต้ มาถึงทุ่งหญ้าเซเรงกาติ ในช่วงเดือนพ.ย. Wildebeest จะผสมพันธุ์ในทุ่งหญ้าเซเรงกาติก่อนที่จะเริ่มอพยพ แล้วจะคลอดลูกเมื่อกลับมาถึงเซเรงกาติอีกครั้ง รวมระยะทางอพยพในแต่ละปีกว่า 1,200 กิโลเมตร เป็นอย่างนี้ทุกปีไม่ต่างไปจากเดิม

สาเหตุที่ Wildebeest ต้องอพยพนั้น คงเป็นเพราะสัญชาตญาณแห่งความอยู่รอด เพราะเมื่อหมดฤดูฝน หญ้าในทุ่งหญ้าเซเรงกาติ จะเริ่มแห้งลงไม่พอสำหรับ Wildebeest นับแสนนับล้านตัว ต้องหาทุ่งหญ้าที่จะเป็นแหล่งอาหารใหม่ จึงต้องเดินขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ ช่วงเดือนก.ย.ที่ผมไปเคนยานั้น เป็นช่วงที่ Wildebeest กำลังเริ่มต้นอพยพกลับทิศใต้ ทุ่งหญ้ามาไซมาราเริ่มแห้งเป็นสีทอง แต่ถ้ามองข้ามแม่น้ำมาราไปทางทิศใต้ จะเห็นทุ่งหญ้าสีเขียว ล่อตาล่อท้อง Wildebeest ยิ่งนัก การอพยพของ Wildebeest จึงเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ที่ต้องหาอาหารให้เพียงพอเพื่อให้เผ่าพันธุ์ Wildebeest นับแสนนับล้านตัวอยู่รอดได้

รูปแบบการอพยพของ Wildebeest มีลักษณะพิเศษที่น่าสนใจยิ่ง ปกติ Wildebeest เป็นสัตว์ที่แยกกันอยู่เป็นฝูงๆ แต่ละฝูงจะมีตัวผู้ร่างกายกำยำเป็นจ่าฝูง แต่เมื่อสถานการณ์บังคับ หญ้าสีเขียวๆ เริ่มเหลือน้อยลง และจะต้องเข้าสู่ฤดูการอพยพ ความยึดมั่นถือมั่นในฝูงของตนก็จะคลายลง Wildebeest ที่เคยแยกกันอยู่เป็นฝูง จะมารวมตัวกันและอพยพไปพร้อมกันเป็นกองทัพ เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ Wildebeest โดยรวม ไม่มีการแบ่งเป็นฝูง เป็นกลุ่ม หรือเป็นก๊ก สมควรที่พวกนิยมความเป็นกลุ่ม เป็นก๊กในบ้านเราต้องบินไปดูงาน

เรื่องที่สองคือ ความเป็นผู้นำของจ่าฝูงและวินัยของลูกฝูง ผมเฝ้ารอดู Wildebeest อพยพข้ามแม่น้ำมารา กลับมาฝั่งแทนซาเนียอยู่เป็นชั่วโมง ตอนแรกผิดหวังที่ไม่เห็นสักกะฝูงหนึ่งตัดสินใจข้ามแม่น้ำ แต่ยิ่งได้สังเกตพฤติกรรมของจ่าฝูง ก็ยิ่งประทับใจ ผมเห็น Wildebeest มารอข้ามแม่น้ำอยู่หลายฝูงนับเป็นหมื่นๆ ตัว จ่าฝูงแต่ละฝูงต้องหาขอบตลิ่งที่ไม่ลาดชัน ที่จะพาลูกฝูงลงไปสู่แม่น้ำได้ หลายฝูงเดินลงไปจนถึงชายน้ำแล้วแต่ตัดสินใจไม่ข้าม เดินแถวกลับขึ้นไปกินหญ้าตามเดิม เพราะเห็นอันตรายจากฝูงจระเข้ที่นอนรออยู่ สัญชาตญาณของจ่าฝูงที่ต้องดูแลทั้งฝูงนั้น น่าชื่นชมยิ่ง ต้องคำนึงถึงลูกฝูงที่อ่อนแอหรืออ่อนแรงกว่าด้วย จะอาศัยว่าตัวเองร่างกายกำยำเอาตัวรอดเพียงตัวเดียวไม่ได้ ผมเชื่อว่าถ้าจ่าฝูงตัดสินใจข้ามแม่น้ำ ทั้งฝูงก็จะข้ามตาม แต่เมื่อจ่าฝูงหันหลังกลับ ทั้งฝูงก็หันหลังกลับตาม ไม่เห็นลูกฝูงทดลองย้ายฝูงไปเสี่ยงตายกับฝูงอื่น กลุ่มอื่น หรือก๊กอื่น เป็นอีกวินัยหนึ่งที่คนที่มีกลุ่ม มีก๊ก สามารถเรียนรู้จากเจ้ากวางหน้าตาประหลาดนี้ได้

อีกเรื่องหนึ่งที่เห็นแล้วประทับใจคือ ความเอาใจใส่ซึ่งกันและกันของ Wildebeest เวลาที่ผ่านฝูงที่อยู่ระหว่างหยุดพักจากการอพยพ จะเห็นพวก Wildebeest ที่ป่วยหรือดูอ่อนแรง นั่งๆ นอนๆ อยู่ตรงกลาง โดยมีตัวอื่นๆ ยืนล้อมช่วยระวังภัยให้ เพราะนอกจาก Wildebeest จะต้องเสี่ยงตายจากจระเข้ในน้ำแล้ว มันยังเป็นเหยื่อของสัตว์นักล่าบนบกด้วย ในฤดูอพยพที่ต้องเดินทางไกลนั้น ฝูง Wildebeest ก็เหมือนกองทัพต้องมีพวกที่อ่อนแอ หรือเจ็บป่วย และช่วงอพยพกลับทิศใต้ Wildebeest ตัวเมียมักจะอุ้มท้องอยู่ด้วย ถ้าไม่ช่วยกันระวังภัยแล้ว ตัวที่อ่อนแรง หรือเจ็บป่วย จะเสียทีแก่สัตว์อื่นได้โดยง่าย

ธรรมชาติและวินัยของ Wildebeest นี้ ทำให้เผ่าพันธุ์ของมันเติบใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 1950 มีผู้สำรวจว่ามี Wildebeest ในแถบทุ่งหญ้าเซเรงเกติประมาณหนึ่งแสนตัว แต่ขณะนี้พบว่ามีถึงหนึ่งล้านห้าแสนตัว เทคนิคการสุ่มตัวอย่างเมื่อหกสิบปีที่แล้ว อาจจะไม่ดีเหมือนในปัจจุบัน และในข้อเท็จจริงประชากร Wildebeest อาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้นถึงสิบห้าเท่า แต่ดูแล้วเผ่าพันธุ์ Wildebeest คงจะไม่มีแนวโน้มสูญพันธุ์ได้ง่ายเหมือนสัตว์ป่าอีกหลายชนิด แม้ว่าวงจรชีวิตจะต้องลำบากเดินทางอพยพกว่า 1,200 กิโลเมตรทุกปี

นั่งดูฝูง Wildebeest แล้ว ก็อยากเชิญให้อพยพผ่านมาเมืองไทยบ้าง เพราะเวลาอพยพไปไหนแต่ละที Wildebeest กระตุ้นให้เกิดกิจกรรม ทั้งของสัตว์ และของคน อาจจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่นิ่งๆ ให้ขยับเขยื้อนบ้าง และที่สำคัญที่สุดจะได้เป็นตัวอย่างให้พวกคนที่นิยมความเป็นกลุ่ม เป็นก๊ก ได้เรียนรู้ประโยชน์ของการลดอัตตากลุ่ม ร่วมที่จะรวมกลุ่มกันเดินไปข้างหน้าเพื่อความอยู่รอดของคนไทยโดยรวม มิฉะนั้นแล้ว เราอาจจะเหลือแต่กลุ่ม แต่ก๊กที่ย่ำอยู่กับที่ จะอายกวางหน้าเหมือนควาย นะครับ