|
||||||||||||||
|
จากปรัชญา
"เศรษฐกิจพอเพียง"
กรีกโบราณ
ถึงเศรษฐศาสตร์สังคมนิยมของมาร์กซ์
(1)
คนแคระบนบ่ายักษ์ : แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 05 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1416 ความสำคัญและคำอธิบายเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" ในปรัชญาการเมืองตะวันตก (1) เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วได้เล่าถึงเงื่อนไขของการเป็นประชาธิปไตยที่ดีในความคิดของรุสโซ นักปรัชญาการเมือง แห่งศตวรรษที่สิบแปด เงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้เรามีประชาธิปไตยที่ดีได้คือ ผู้คนในสังคมจะต้องมีชีวิตเรียบง่ายพอเพียง และมีศีลธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการมุ่งหาประโยชน์ทางการค้าธุรกิจมากเกินไป อันจะนำไปสู่ความขัดแย้งกันและกัน ความข้อนี้เข้าใจได้ไม่ยากเลย เพราะการมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คนโดยทั่วไป ย่อมทำให้สังคมไม่เหลื่อมล้ำจนเกินไป เมื่อไม่สถานะไม่แตกต่างกันมากนัก ก็พอจะคุยกันรู้เรื่องได้ไม่ยาก เพราะคนที่มีฐานะไม่ต่างกันย่อมมีแนวโน้มจะเป็นมิตรกันได้ง่าย ขณะเดียวกัน ความเรียบง่ายของชีวิตย่อมนำมาซึ่งการมีศีลธรรมในตัวมันเองอยู่แล้ว เมื่อใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ก็คงไม่ต้องแก่งแย่งกันและกัน การมีสถานะทางเศรษฐกิจที่ไม่แตกต่างกันมาก ย่อมทำให้สังคมไม่มีปัญหาเรื่องความเสมอภาค ในเรื่องสถานะทางสังคม เศรษฐกิจและโอกาสต่างๆ เพราะถ้ามีความเหลื่อมล้ำกันมาก ก็ยากที่ผู้คนจะเสมอภาคกันในเรื่องสิทธิ และอำนาจทางการเมืองได้ รุสโซยืนยันว่า สังคมที่จะเป็นประชาธิปไตยที่ดีได้ จะต้องไม่เป็นสังคมฟุ้งเฟ้อ เพราะความฟุ้งเฟ้อเป็นผลจากความมั่งคั่ง ทำให้ความมั่งคั่งกลายเป็นเรื่องจำเป็นในชีวิตไปเสีย ความฟุ้งเฟ้อทำให้ทั้งคนรวยและคนจนเสียคน! เพราะความฟุ้งเฟ้อทำให้ทั้งคนรวย และคนจน ตกเป็นทาสของค่านิยมในวัตถุและความอวดมั่งอวดมี ดังนั้น จะเห็นได้ว่า เงื่อนไขสำคัญของสังคมที่จะเป็นประชาธิปไตยที่ดีได้คือ ความพอเพียงทางเศรษฐกิจ หรือ "เศรษฐกิจพอเพียง" นั่นเอง สังคมที่ผู้คนมีแต่ความทะยานอยากไม่มีที่สิ้นสุดย่อมยากที่จะธำรงไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพอันเท่าเทียมกัน และประชาธิปไตยก็จะกลายเป็นเพียงเครื่องมือ และข้ออ้างของชนชั้นที่มีทรัพย์เอาไว้สร้างความชอบธรรม ในการตักตวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวและพวกพ้องอย่างไม่รู้จักอิ่มจักพอ เศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นรากฐานสำคัญสำหรับประชาธิปไตยที่ดี ดังนั้น ถ้าจะพัฒนาประชาธิปไตยให้เข้มแข็งมั่นคงยั่งยืน ก็ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมภายใต้หลักการเศรษฐกิจพอเพียงไปพร้อมๆ กันด้วย กระนั้น รุสโซก็มิได้สาธยายขยายความถึงนัยความหมายของ "เศรษฐกิจพอเพียง" ไว้ในหนังสือของเขาเท่าไรนัก แต่เมื่อนึกทบทวนดูว่า จะมีนักคิดนักปรัชญาการเมืองตะวันตกท่านใด ที่พอจะกล่าวถึงเรื่องนี้ให้เข้าใจกระจ่างมากขึ้น จนเรียกได้ว่าเป็น "ปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียง" ก็พบว่า เซโนฟอน (Xenophon) นักคิดกรีกโบราณแห่งนครเอเธนส์ ผู้มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่สี่ก่อนคริสตกาลได้เขียนหนังสือชื่อ "Oeconomicus" ซึ่งกล่าวได้เลยว่าเป็นตำราสำคัญเล่มแรกของตะวันตกที่กล่าวถึงปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียง หลายคนแปลความคำว่า "Oeconomicus" ของเซโนฟอนว่าหมายถึง "เศรษฐกิจครัวเรือน" และตีความอย่างคับแคบว่า หนังสือเล่มนี้ต้องการพูดเพียงเรื่องกิจการครัวเรือน ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัว (private) ของแต่ละคนหรือแต่ละครัวเรือน โดยมุ่งสู่การหากำไรและประโยชน์ส่วนตัวหรือเห็นแก่ตัว แต่ถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจครัวเรือนนั้น เมื่อประกอบรวมกันแล้ว ย่อมเป็นรากฐานสำคัญของบ้านเมือง อีกทั้งยังทำหน้าที่ในการผลิตซ้ำของประชากรพลเมืองทั้งมวลด้วย ดังนั้น การสร้างความเข้มแข็งให้กับครัวเรือนแต่ละครัวเรือนก็ย่อมส่งผลให้บ้านเมืองที่มีเสถียรภาพและแข็งแกร่งตามมา และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจครัวเรือน หรือการจัดการกับฐานะทรัพย์สินของครัวเรือน ของเซโนฟอนแยกไม่ออก จากเสถียรภาพ และความมั่นคงของบ้านเมือง และแน่นอนย่อมแยกไม่ออกจากประเด็นทางจริยธรรม การเมืองและปรัชญาด้วย ข้อเขียนดังกล่าวของเซโนฟอนเริ่มต้นด้วยการบอกเราว่า เราควรที่จะต้องตอบคำถามพื้นฐานให้ได้เสียก่อนว่า "อะไรที่ถือได้ว่าเป็นทรัพย์?" เพราะถ้าเราไม่รู้ว่าทรัพย์คืออะไร? หรืออะไรที่เป็นทรัพย์? เราก็คงไม่สามารถบริหารจัดการเศรษฐกิจได้ ไม่ว่าจะในระดับครัวเรือนหรือในระดับที่กว้างขวางกว่าครัวเรือน นิยามความหมายของทรัพย์ที่เซโนฟอนเขียนไว้คือ "อะไรก็ตามที่คนๆ หนึ่ง มี ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน แม้ในเมืองอื่นก็ตาม ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์ของเขา" เมื่อฟังดูแล้ว หลายคนคงคิดว่า ไม่เห็นจะมีอะไรแปลกประหลาดพิสดาร และดูจะเป็นนิยามที่ง่ายดายเกินไปเสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม เรื่องความเข้าใจเรื่องทรัพย์มันกลับไม่ได้จบลงอย่างง่ายดาย เพราะเซโนฟอนได้ตั้งประเด็นต่อไปว่า เมื่อทรัพย์สินถูกนิยามไว้อย่างกว้างๆ ว่าคือ "อะไรก็ตามที่คนๆ หนึ่ง มี" เราควรที่จะต้องตรวจสอบว่า นิยามนี้ถูกต้องเหมาะสมเพียงใด กล่าวคือ จริงหรือที่อะไรก็ตามที่คนๆ หนึ่ง มี ควรถูกถือว่าเป็นทรัพย์สินของคนๆ นั้นทั้งหมด? เพราะสิ่งต่างๆ ที่เรามีไว้ในครอบครอง แต่ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรแก่เรา สิ่งของเหล่านั้นยังจะเรียกว่าเป็นทรัพย์อยู่หรือไม่? เช่น สมมุติว่า "ชายคนหนึ่งซื้อม้ามาตัวหนึ่ง แต่ขี่ไม่เป็น ตกม้าบาดเจ็บอยู่ตลอดเวลาจากการพยายามที่จะขี่มัน การมีม้ายังถือเป็นว่าทรัพย์สินของเขาอยู่หรือ?" จากตัวอย่างนี้ เห็นได้ว่า ม้าย่อมไม่ใช่ทรัพย์สำหรับคนที่ขี่หรือไม่รู้จักใช้ประโยชน์จากการมีม้า เซโนฟอนชี้ให้เราเห็นว่า ปัญหาดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการที่เราคิดและเชื่อตามนิยามที่ว่า สิ่งต่างๆ ที่คนๆ หนึ่ง มี ย่อมจะต้องเป็น ทรัพย์ ของคนๆ นั้นเสมอ แต่ปัญหานี้จะหมดไป ถ้าเราเพิ่มเงื่อนไขเข้าไปเสียหน่อยว่า "ไม่ใช่ว่าอะไรที่คนๆ หนึ่ง มี จะเป็น ทรัพย์ สำหรับเขาเสียทุกอย่างเสมอไป" โดยสิ่งที่จะถือว่าเป็นทรัพย์ได้ จะต้องเป็นสิ่งที่ให้ผลประโยชน์ (profitable) แก่ผู้ที่ครอบครองสิ่งนั้น ส่วน "อะไรที่ให้ผลร้ายเป็นอันตรายต่อผู้ครอบครอง ย่อมไม่อาจถือว่าเป็น ทรัพย์ แต่มันน่าจะเป็นความเสียหายมากกว่าจะเป็นโภคทรัพย์" เพราะอะไรที่เป็นโภคทรัพย์จะต้องเป็นสิ่งที่ดีที่ให้ผลประโยชน์แก่ผู้ครอบครอง ไม่ใช่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหาย ด้วยเหตุผลและวิธีคิดดังกล่าวนี้เอง เมื่อนำมาปรับใช้ในกรณีของที่ดินแลข้าวของอื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่โดยปรกติคนทั่วไปทุกหนแห่งย่อมเข้าใจและยืนยันอย่างแน่นอนมั่นใจว่าเป็นทรัพย์สินหรืออสังหาริมทรัพย์ แต่ถ้าเรามองทรัพย์สินตามนัยความหมายนิยามที่พัฒนามาจากข้อเขียนของเซโนฟอน จะพบว่า "ที่ดินย่อมไม่ใช่โภคทรัพย์ (wealth) สำหรับคนที่ไม่สามารถทำให้มันเกิดผล ที่ดินย่อมไม่ใช่โภคทรัพย์ ถ้ามันกลายเป็นภาระ หรือทำให้เราอดอยาก หรือกลับให้ผลเสียแก่เรา แทนที่จะให้ผลดีเรา" เฉกเช่นเดียวกับที่เซโนฟอนเขียนไว้ว่า "ถ้าใครมีแกะ แต่ไม่รู้วิธีเลี้ยงแกะ แกะก็ไม่เป็นโภคทรัพย์ สำหรับคนๆ นั้น" ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า "อะไรที่คนๆ หนึ่งมี และให้ผลให้คุณคือ โภคทรัพย์ ส่วนอะไรที่คนๆ หนึ่ง มี แต่ให้ผลเสียเป็นอันตราย ไม่ใช่โภคทรัพย์" จากที่กล่าวมานี้ ถ้าพิจารณาจากผู้คนทั่วไป เราย่อมทราบว่า คนเรามีความแตกต่างกัน มีความรู้ความสามารถต่างกัน และมีอะไรๆ อีกหลายๆ อย่างที่ต่างกันมากมาย และด้วยเหตุนี้เองที่ "สิ่งหนึ่งๆ จึงสามารถเป็นและไม่เป็นโภคทรัพย์ได้ ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถที่จะมีความรู้ความเข้าใจที่จะใช้มันให้เป็นประโยชน์ได้หรือไม่" ตัวอย่างเช่น ในกรณีของเครื่องดนตรี เช่น ฟลูท (flute) "คนที่เป่าเป็น ฟลูทก็ย่อมถือเป็นโภคทรัพย์สำหรับเขา" กระนั้น ปัญหาข้อสงสัยประการหนึ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ในขณะที่คนๆ หนึ่งยังเป่าฟลูท ไม่เป็น แต่ซื้อมันมาเพื่อหัดเป่า ซึ่งในเบื้องต้น ย่อมจะยังไม่ทราบว่า ในที่สุดแล้ว เขาจะสามารถเป่ามันได้หรือเปล่า? ในกรณีนี้ ฟลูต จะถือว่าเป็นโภคทรัพย์สำหรับเขาคนนั้นหรือไม่? ถ้าเราถือว่าสิ่งหนึ่งไม่อาจเป็นโภคทรัพย์ได้ ถ้าผู้ครอบครองมันยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ เขาย่อมไม่สมควรมีสิ่งนั้น เพราะมันไม่อาจถือว่าเป็นโภคทรัพย์สำหรับเขาได้ แต่ขณะเดียวกัน ถ้าไม่ซื้อหามาครอบครองทดลองฝึกหัด เขาก็ไม่มีวันที่จะใช้มันเป็น และ ฟลูต ก็ไม่มีวันที่จะเป็นโภคทรัพย์ได้เลย หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ในบางกรณี เราไม่มีทางที่จะรู้ว่า สิ่งๆ หนึ่งจะเป็นโภคทรัพย์หรือไม่ จนกว่าจะซื้อหามันมาครอบครองเสียก่อน เช่นเดียวกับ ความรู้ต่างๆ มันจะเป็นโภคทรัพย์หรือไม่ ก็ต่อเมื่อเรารู้จักใช้มันให้เป็นประโยชน์ แต่เราจะรู้ว่าเราสามารถใช้มันได้หรือไม่ ก็จนกว่าเราจะต้องเข้าไปเรียนรู้เสียก่อน ต่อประเด็นปัญหาดังกล่าวนี้ เซโนฟอนได้ชี้ให้เห็นว่า โดยปรกติ คนส่วนใหญ่มักจะหาทางออกจากปัญหาดังกล่าวโดย "การขาย" นั่นเอง คนส่วนใหญ่ย่อมคิดว่า "สำหรับสิ่งของอะไรที่คนที่ใช้ไม่ได้หรือใช้ไม่เป็น อย่างน้อย ถ้ามันเป็นสิ่งที่สามารถนำไปขายได้ ก็น่าจะยังคงเป็นประโยชน์อยู่ดี" นั่นคือ สิ่งของต่างๆ ที่คนๆ หนึ่งมี แม้ว่าจะใช้ประโยชน์จากมันโดยตรงไม่ได้ แต่ถ้าขายได้ สิ่งนั้นก็น่าจะเป็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการซื้อขาย ด้วยเหตุนี้ คนส่วนใหญ่จึงเชื่อว่า สิ่งของอะไรก็ตาม "หากใช้ไม่เป็น ไม่เป็นไร แต่ถ้าสิ่งนั้นนำไปขายได้ สิ่งนั้นก็ถือว่าเป็นโภคทรัพย์ได้อยู่ดี" กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ของที่แต่ละคนมีอยู่ ย่อมเป็นประโยชน์เสมอ ถ้าสามารถนำมาขายหรือพยายามขายให้ได้ นั่นคือ พยายามทำให้มันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าหรือเป็นที่ต้องการในสังคมขึ้นมา หรือถ้ากล่าวในสำนวนสมัยใหม่ก็คือ "แปลงสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ (หรือเป็นประโยชน์ไม่มากนักสำหรับผู้ครอบครอง) ให้เป็นสิ่งที่ขายได้-สินทรัพย์- และแปลงสินทรัพย์ดังกล่าวให้เป็นทุน" นั่นเอง นี่ดูจะเป็นความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ในสังคมต่อความหมายของ "ทรัพย์" และดูเหมือนว่า ไม่ว่าจะเป็นคนในสังคมยุคใดสมัยใดเสียด้วย โดยเฉพาะสังคมที่รู้จักการใช้เงินตราและการแลกเปลี่ยนซื้อขาย ขณะเดียวกันหลายคนก็คงจะรู้สึกคุ้นเคยกับข้อความดังกล่าวในย่อหน้าท้ายสุดนี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะภายใต้แนวนโยบายเศรษฐกิจของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องการขายทุกอย่างเท่าที่จะขายได้ ซึ่งเซโนฟอนได้วิพากษ์ทัศนะดังกล่าวในเรื่องทรัพย์หรือความมั่งคั่งไว้อย่างน่าสนใจ อันจักได้กล่าวเพิ่มเติมในตอนต่อไป หน้า 38 ความสำคัญและคำอธิบายเรื่อง"เศรษฐกิจพอเพียง" ในปรัชญาการเมืองตะวันตก (2) คนแคระบนบ่ายักษ์ : แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1419 ปราชญ์กรีกโบราณที่ชื่อ เซโนฟอน ได้เขียนหนังสือ Oeconomicus ไว้เมื่อสองพันสี่ร้อยกว่าปีที่แล้ว เป็นข้อเขียนที่ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจครัวเรือน ลักษณะและวิธีการนำเสนอถือได้ว่า เป็นงานเขียนทางปรัชญาเศรษฐศาสตร์ชิ้นแรกของโลกตะวันตกเลยก็ว่าได้ เซโนฟอนเสนอในขั้นต้นไว้ว่า สิ่งที่แต่ละคนมีหรือครอบครอง ไม่สามารถถือได้ว่าเป็นทรัพย์หรือการแสดงถึงความมั่งคั่งของคนคนนั้นเสมอไป เพราะสิ่งที่แต่ละคน "มี" แต่ไม่ก่อให้เกิดคุณประโยชน์ใดๆ ซ้ำร้ายยังเป็นโทษเสียอีก สิ่งที่มีนั้นย่อมไม่ถือเป็นทรัพย์ได้ แต่กระนั้น เซโนฟอนก็เขียนให้ตัวละครตัวหนึ่งใน Oeconomicus โต้แย้งว่า สิ่งที่เราครอบครอง แม้ว่าจะไม่เป็นคุณประโยชน์สำหรับเรา เช่น เรามีม้า แต่ขี่ไม่เป็น ดูแลก็ไม่เป็น ใช้ประโยชน์จากมันก็ไม่เป็น แต่เราย่อมเอาม้าไปขายได้ ดังนั้น สิ่งที่เรามีในครอบครอง แม้ไม่เป็นประโยชน์ใดๆ แต่ถ้าหากทำให้มันเป็นสินค้าที่ขายได้ ก็ย่อมเป็นทรัพย์และความมั่งคั่งสำหรับเราเสมอ "กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ของที่แต่ละคนมีอยู่ ย่อมเป็นประโยชน์เสมอ ถ้าสามารถนำมาขายหรือพยายามขายให้ได้ นั่นคือ พยายามทำให้มันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าหรือเป็นที่ต้องการในสังคมขึ้นมา หรือถ้ากล่าวในสำนวนสมัยใหม่ก็คือ "แปลงสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ (หรือเป็นประโยชน์ไม่มากนักสำหรับผู้ครอบครอง) ให้เป็นสิ่งที่ขายได้"-สินทรัพย์-และแปลงสินทรัพย์ดังกล่าวให้เป็นทุน" นั่นเอง และนี่ดูจะเป็นความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ในสังคมต่อความหมายของ "ทรัพย์" และดูเหมือนว่า ไม่ว่าจะเป็นคนในสังคมยุคใดสมัยใดเสียด้วย โดยเฉพาะสังคมที่รู้จักการใช้เงินตราและการแลกเปลี่ยนซื้อขาย ขณะเดียวกัน หลายคนก็คงจะรู้สึกคุ้นเคยกับข้อความดังกล่าวนี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะภายใต้แนวนโยบายเศรษฐกิจของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องการขายทุกอย่างที่ขวางหน้า ใน Oeconomicus ได้เดินเรื่องต่อไปว่า มีข้อน่าสังเกตอย่างยิ่งจากสิ่งที่กล่าวไปแล้ว ที่ว่า "สำหรับคนที่ใช้อะไรไม่เป็น อย่างน้อย ถ้ามันเป็นสิ่งที่นำไปขายได้ ก็น่าจะยังคงเป็นประโยชน์อยู่ดี" จากข้อความดังกล่าวนี้ นอกจากจะบ่งชี้ในสิ่งที่กล่าวไปในย่อหน้าก่อนนี้แล้ว ยังบ่งบอกถึงสิ่งที่เป็นที่ปรารถนาร่วมกันสำหรับคนทุกคนในสังคม นั่นคือ เงิน และด้วยอานุภาพของเงินนี่เอง ที่ทำให้เกิดกระบวน "แปลงสิ่งที่ไม่ได้มีไว้ขาย ให้กลายเป็นสินทรัพย์สำหรับขายเพื่อให้ได้เงินกลับมา และเงินได้กลายเป็นทรัพย์สินที่เป็นทุนสำคัญ และเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง" ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า สรรพสิ่งต่างๆ ที่แต่ละคน มี ถือเป็นทุนได้เสมอ ตราบเท่าที่นำไปขายได้ แม้เขาผู้นั้นจะไม่รู้วิธีที่จะใช้ประโยชน์จากมันได้ ก็ถือว่ามันมีประโยชน์ต่อการครอบครอง เซโนฟอนเดินเรื่องต่อไป โดยให้โสกราติสซึ่งเป็นตัวละครตัวหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า "แต่ก็ใช่ว่า ทุกคนจะรู้วิธีที่จะขายของ ดังนั้น ประเด็นสำคัญอีกประเด็นคือ ความรู้ในการขายของ หรือรู้จักที่จะขาย" นัยความหมายของการรู้ที่จะขายก็คือ รู้ว่าจะขายหรือแลกของที่มีอยู่เพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งสิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่เขา "เพราะถ้าขายของไป หรือแลกของไปกับสิ่งที่เขาไม่รู้ว่าจะใช้มันให้เกิดประโยชน์อะไร การขายนั้นก็หาได้แปรเปลี่ยนสิ่งของนั้นให้กลายเป็นโภคทรัพย์ (wealth) ได้" คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ เงิน คือสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ครอบครองหรือไม่? แค่ไหน? อย่างไร? คนทั่วไป ทั้งในสมัยกรีกโบราณและในปัจจุบันที่อยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่มีการใช้เงินตราแลกเปลี่ยน (cash economy) ย่อมสงสัยว่า จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะขายของไปแล้ว ไม่ได้สิ่งที่เป็นประโยชน์กลับมา เพราะอย่างน้อยก็ได้ เงิน และ จะมีหรือ? คนที่ใช้เงินไม่เป็น? นอกเสียจากว่า การใช้เงินเป็นจะแตกต่างจากการใช้เงินซื้อของเป็น และการใช้เงินให้เป็นประโยชน์ เซโนฟอนให้โสกราติสกล่าวว่า "ที่ผ่านมา ท่านก็เห็นด้วยไม่ใช่หรือ ว่าโภคทรัพย์ คือ อะไรก็ตามที่เราสามารถจะได้ประโยชน์จากมัน (profit)" โดยเขายกตัวอย่างขึ้นมาว่า "ถ้าใครคนหนึ่ง ใช้เงินซื้อบริการจากหญิงงามเมือง ที่ทำให้เขาต้องเสียสุขภาพร่างกาย-จิตใจและทรัพย์-เงินที่ใช้ไปจะถือว่าเป็น สิ่งที่ให้ประโยชน์ (profitable) ได้อย่างไร?" ดังนั้น สำหรับในประเด็นเรื่องเงินนี้ เซโนฟอนเขียนย้ำยืนยันไว้ว่า "เงินจะต้องถูกเก็บไว้ห่างๆ คนที่ไม่รู้จักใช้มัน และไม่ควรจะถูกจัดว่าเป็นโภคทรัพย์ (wealth)" เนื่องจากในระบบเศรษฐกิจแบบเงินตรา (cash economy) เงินสามารถเป็นตัวกลางที่ใช้แลกซื้อสิ่งต่างๆ ได้เกือบทุกอย่าง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์แก่ผู้ซื้อ แถมยังให้โทษได้อีกด้วย เงินและสิ่งต่างๆ จะเป็นโภคทรัพย์ก็ต่อเมื่อมันให้ประโยชน์ต่อเรา เฉกเช่นเดียวกับ "มิตร ถ้าเราสามารถใช้ประโยชน์จากเขาได้ ก็ถือว่าเป็นโภคทรัพย์ และฝูงวัวควายสามารถเป็นโภคทรัพย์มากกว่ามิตร หากฝูงวัวควายมีประโยชน์มากกว่า ดังนั้น ข้อสรุปเบื้องต้นในประเด็น "ทรัพย์คืออะไร? อะไรถือได้ว่าเป็นทรัพย์?" คือ "เงินจะต้องถูกเก็บไว้ห่างๆ คนที่ไม่รู้จักใช้มันและไม่ควรจะถูกจัดว่าเป็นโภคทรัพย์ (wealth)" หรืออีกนัยหนึ่งคือ เงิน เป็นสิ่งที่ให้โทษมากกว่าให้คุณ คนมีเงินไม่จำเป็นต้องหมายความเป็นคนมีทรัพย์หรือเป็นคนที่มีฐานะมั่งคั่งแต่อย่างใด และแน่นอนว่า นอกจากเงินทองแล้ว ข้าวของเครื่องใช้ ที่ดินและสิ่งอื่นๆ ต่างๆ นานา ไม่จำเป็นจะต้องเป็นทรัพย์สินหรือเครื่องบ่งชี้ความมั่งคั่ง ของฐานะทางเศรษฐกิจของคนเสมอไป หากมันไม่ได้เป็นคุณแก่เรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "เงิน" ซึ่งโดยปรกติ คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่าเงินคือสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งร่ำรวย นอกจาก เซโนฟอน แล้ว แนวคิดที่ใกล้เคียงกันนี้ยังปรากฏในงานของ อริสโตเติล ผู้เป็นนักคิดที่จัดว่าอยู่ในกลุ่มของ "ผู้รักในปัญญาความรู้" หรือ "philosopher" เช่นเดียวกัน ในข้อเขียนเรื่อง Ethics และ Politics นอกจากอริสโตเติลจะศึกษาวิเคราะห์เรื่องจริยธรรม ชีวิตที่ดีมีสุขและการเมืองอย่างที่ทราบกันแล้ว เขายังได้กล่าวถึงปัญหาเรื่องเงินไว้ด้วย อริสโตเติล เสนอมุมมองเกี่ยวกับสมรรถนะหน้าที่ที่ถูกต้องของเงินและประโยชน์ของเงินไว้ใน Politics โดยเขากล่าวถึงสังคมสมัยโบราณในยุคก่อนหน้าเขาว่า "มีความแตกต่างกันของสิ่งที่ผู้คนต้องนำมาแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่พวกเขาต้องการ มันคือการแลกเปลี่ยนข้าวของ (barter) อย่างหนึ่ง ซึ่งยังคงประพฤติปฏิบัติกันอยู่ในหมู่ชนอื่นๆ ที่แลกเปลี่ยนข้าวของที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต ตัวอย่างเช่น ให้หรือรับไวน์เพื่อแลกกับเงินเหรียญ เป็นต้น แต่ของจำเป็นสำหรับชีวิตหลายอย่างนั้นไม่สะดวกในการพกพา ดังนั้น ผู้คนจึงตกลงกันที่จะใช้ของบางอย่างที่มีค่าในตัวของมันเอง เพื่อความสะดวกในการประยุกต์ใช้ต่อจุดหมายในการดำเนินชีวิต ในการแลกติดต่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน ตัวอย่างของที่ว่านี้ ได้แก่ เงิน เหล็ก เป็นต้น สิ่งของเหล่านี้แรกเริ่ม ใช้วิธีการประมาณค่าตามขนาดและน้ำหนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็ได้มีการติดฉลากไว้เพื่อจะได้ไม่ต้องยุ่งยากกับการชั่งและการประมาณค่าของมัน...ต่อมา คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าความมั่งคั่งหรือโภคทรัพย์วัดกันที่ปริมาณของเหรียญที่มีเท่านั้น...แต่คนบางกลุ่มก็ยืนยันว่า เงินที่เป็นเหรียญนี้เป็นเพียงของมายา เป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่ตกลงสมมติกันขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งไม่มีคุณค่าหรือมีประโยชน์ใดๆ สำหรับเป้าหมายชีวิตประจำวัน ถ้าสินค้าตัวอื่นถูกแทนที่โดยผู้ใช้จริงๆ แล้ว เขาผู้ซึ่งร่ำรวยเหรียญอาจจะอยู่ในสภาพที่ขาดแคลนอาหารที่จำเป็นต่อชีวิต เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว การมีเงินจะเป็นโภคทรัพย์ที่คนเราควรมีไว้มากๆ ได้อย่างไร ในขณะที่คนร่ำรวยแบบนี้กลับต้องม้วยมรณาไปด้วยความหิวโหย เหมือนกับนิทานเรื่องไมดาส ที่ละโมบตั้งคำอธิษฐานต่อเทพเจ้าว่า ขอพรให้สรรพสิ่งที่เขาสัมผัสกลายเป็นทองคำทั้งสิ้น" สมปรารถนา! ไมดาสสัมผัสอะไรก็กลายเป็นทองไปหมด แม้แต่อาหารและน้ำดื่ม! และเขาก็อดตายในที่สุด! อริสโตเติล ยังพิจารณาถึงวิธีการต่างๆ ในการหาเงิน และได้กล่าวถึงความน่ารังเกียจของการค้ากำไรจากการปล่อยเงินกู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไปในสังคมสมัยโบราณ อริสโตเติล กล่าวว่า "การหาเงินที่น่ารังเกียจที่สุดคือ การปล่อยกู้โดยเก็บดอกเบี้ยอย่างขูดเลือดขูดเนื้อ" นอกจากการปล่อยกู้เก็บดอกเบี้ยอย่างขูดเลือดขูดเนื้อแล้ว การซื้อขายหุ้น การเก็งราคาสินค้า หรือการหากำไรจากการแลกเปลี่ยนเงินตรา ย่อมไม่ถือเป็นการสั่งสมทรัพย์สินและความมั่งคั่ง อีกทั้งก็น่าจะเป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจอีกด้วย จากมุมมองทางปรัชญาเศรษฐศาสตร์ของเซโนฟอนและอริสโตเติล เพราะการมีเงิน มีทอง มีหุ้น มีมือถือ และอะไรอีกร้อยแปด ก็อาจอดตายได้! และจากที่กล่าวมานี้ทำให้นึกถึงคำอมตะของหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ที่ว่า "เงินทองคือมายา ข้าวปลาคือของจริง" หน้า 47
ความสำคัญและคำอธิบายเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" ในปรัชญาการเมืองตะวันตก (๓) คนแคระบนบ่ายักษ์ : แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 02 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1420 ปรัชญาเศรษฐศาสตร์ของนักคิดกรีกโบราณที่ชื่อ เซโนฟอน (426-355 ก่อนคริสตกาล) ชี้ให้เห็นถึงนิยามความหมายของ "ทรัพย์ความมั่งคั่ง" ว่า สิ่งที่เป็นทรัพย์ไม่ได้หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามี เพราะสิ่งที่เรามีและคิดว่ามันเป็นทรัพย์ หากไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ก็หาใช่ทรัพย์ไม่ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ข้าวของ เครื่องใช้ต่างๆ หากเรามีในครอบครอง แต่ไม่รู้จักใช้ประโยชน์จากมัน มันก็ไม่ใช่ทรัพย์ และมันก็ไม่ได้ทำให้เราร่ำรวยมั่งคั่งแต่อย่างใด แต่กระนั้น ข้อโต้แย้งที่ตามมาก็คือ แม้ตัวเราเองจะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากของบางอย่างที่เรามี----เช่น มีไวโอลิน แต่เล่นไม่เป็น----แต่ไวโอลินตัวนั้น ก็ยังเป็นประโยชน์หรือเป็นทรัพย์สำหรับเราอยู่ดี ถ้าเราขายมันได้ เราก็จะได้เงินมา เมื่อได้เงินมา เราจะเอาเงินไปซื้ออะไรที่เราต้องการ หรือแม้ว่าจะไปซื้อของที่เราใช้ประโยชน์จากมันไม่ได้ แต่ถ้ายังสามารถหมุนเวียนขายมันต่อไปได้ สิ่งของเหล่านั้นก็ย่อมเป็นทรัพย์สำหรับเราอยู่ดี และที่สำคัญ เหนือข้าวของสิ่งอื่นใด เงิน น่าจะเป็นทรัพย์สมบัติและเครื่องบ่งชี้ความมั่งคั่งที่แท้จริงในทางเศรษฐกิจ เพราะมันเอาไปแลกซื้ออะไรก็ได้ในโลกนี้ เงินย่อมเป็นประโยชน์สำหรับเจ้าของเงินเสมอ ไม่มีใครที่จะไม่รู้จักใช้เงิน แต่ในปรัชญาเศรษฐศาสตร์ของเซโนฟอนยืนยันว่า "เงินจะต้องถูกเก็บไว้ห่างๆ คนที่ไม่รู้จักใช้มัน และไม่ควรจะถูกจัดว่าเป็นโภคทรัพย์ (wealth)" เนื่องจากในระบบเศรษฐกิจแบบเงินตรา (cash economy) เงินสามารถเป็นตัวกลางที่ใช้แลกซื้อสิ่งต่างๆ ได้เกือบทุกอย่าง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์แก่ผู้ซื้อ แถมยังให้โทษได้อีกด้วย ตัวอย่างที่เงินกลับเป็นโทษแก่ผู้ใช้มีมากมาย เริ่มตั้งแต่ เด็กๆ เอาเงินไปซื้อขนมที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย แถมยังทำให้ฟันผุ และยังต้องรับสารชูรสและสารกันบูดเข้าไปในร่างกาย หรือผู้ใหญ่ที่เอาเงินไปซื้อเหล้าดื่มจนเมา แล้วขับรถคว่ำเสียชีวิตทั้งของตนและผู้อื่น ฯลฯ ขนมถุง : ให้แลกกับส้มซักลูก ก็ไม่เอา! ซาก จากที่เคยคิดว่าเป็นทรัพย์ ดังนั้น เงินและสิ่งต่างๆ จะเป็นโภคทรัพย์ก็ต่อเมื่อมันให้ประโยชน์ต่อเรา เฉกเช่นเดียวกับ "มิตร ถ้าเราสามารถใช้ประโยชน์จากเขาได้ ก็ถือว่าเป็นโภคทรัพย์ และฝูงวัวควายสามารถเป็นโภคทรัพย์มากกว่ามิตร หากฝูงวัวควายมีประโยชน์มากกว่า และจากคำกล่าวของเซโนฟอนที่ว่า "เงินจะต้องถูกเก็บไว้ห่างๆ คนที่ไม่รู้จักใช้มันและไม่ควรจะถูกจัดว่าเป็นโภคทรัพย์ (wealth)" หรืออีกนัยหนึ่งคือ เงิน เป็นสิ่งที่ให้โทษมากกว่าให้คุณนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นแห่งวิวาทะระหว่างภูมิปัญญาเศรษฐศาสตร์โบราณและภูมิปัญญาเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ นั่นคือ จากปรัชญาเศรษฐศาสตร์ใน Xenophon"s Oeconomicus ถึง ปรัชญาเศรษฐศาสตร์ใน An Inquiry Into the Nature and Causes of the Wealth of Nations ของ อดัม สมิธ (Adam Smith) และ Capital ของมาร์กซ์ (Marx) ในศตวรรษที่สิบแปด นอกจากนี้ อริสโตเติลในฐานะที่สังกัดสำนักคิดศิษย์โสกราติส (the Socratics) เช่นเดียวกันกับเซโนฟอน แนวคิดของอริสโตเติลยังเสริมปรัชญาเศรษฐศาสตร์ของเซโนฟอน โดยเขาชี้ให้เห็นว่า เงินทอง เกิดขึ้นมาเพื่อประโยชน์แห่งความสะดวกในการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้า มิได้หมายจะถือว่ามันเป็นโภคทรัพย์ในตัวของมันเอง เซโนฟอนและอริสโตเติลเชื่อว่า หลายคนที่บ้าเงินบ้าทอง อาจอดตายได้ เพราะในที่สุด เมื่อไม่มีอาหารการกิน เงินทองที่มีไว้ก็เอามากินแทนข้าวไม่ได้ เปรียบได้กับปรัมปราเรื่องไมดาสราชาผู้โลภมาก ขอพรจากเทพเจ้าว่า ให้สิ่งใดก็ตามที่เขาสัมผัส ขอให้กลายเป็นทอง ในที่สุด ไมดาสก็ต้องอดตาย เพราะแม้แต่ข้าวปลาอาหารน้ำดื่มที่ร่างกายเขาสัมผัสก็กลับกลายเป็นทองไปหมด ดังนั้น ทรัพย์และความมั่งคั่ง ย่อมไม่ได้หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสั่งสมครอบครอง และย่อมไม่ใช่เงินด้วย ทรัพย์หมายถึงสิ่งที่เรามีและเป็นประโยชน์ให้ผลดีแก่เราเท่านั้น เมื่อเราทราบถึงนิยามความหมายของ "ทรัพย์" แล้ว เซโนฟอนก็ดำเนินต่อไปในประเด็น "Oeconomicus" หรือแปลความได้ว่า "เศรษฐกิจครัวเรือน" หรือ "การบริหารจัดการทรัพย์สินครัวเรือน" ซึ่งผู้อ่านคงเข้าใจแล้วว่า ทำไม? เซโนฟอนถึงต้องเริ่มปรัชญาเศรษฐศาสตร์ (หรือ "ปรัชญาที่ว่าด้วยความมั่งคั่ง" ในความเข้าใจของคนสมัยใหม่ที่คิดว่า "เรียนเศรษฐศาสตร์" ไปเพื่อจะได้รู้วิธีบริหารความรวย) จาก "การบริหารจัดการเศรษฐกิจครัวเรือน" เพราะครัวเรือนคือพื้นฐานแรกสุดของสิ่งที่แต่ละคนมีในครอบครอง และเซโนฟอนต้องการให้เราเริ่มต้นสำรวจว่า "สิ่งที่เรามีในครอบครองนั้น มันเป็นประโยชน์กับเรามากน้อยเพียงไร?. เซโนฟอนให้ "โสกราติส"-----ผู้ซึ่งเป็นตัวละครในงานเขียนของเขา----เริ่มต้นอธิบายถึง หลักการพื้นฐานของ "เศรษฐศาสตร์แห่งครัวเรือน" โดยเขายกตัวอย่างเกี่ยวกับการสร้างบ้านว่า "คนบางคนใช้เงินมากในการสร้างบ้านที่ใหญ่โตหรูหราอย่างไร้ประโยชน์ บางคนสร้างบ้านที่สมบูรณ์ในทุกๆ อย่างแต่ใช้เงินน้อยกว่า" การสร้างบ้านให้สมบูรณ์ในเชิงประโยชน์ใช้สอยนี้ถือว่า เป็นหนึ่งในการกระทำที่ทำให้เกิดการจัดการอสังหาริมทรัพย์ (estate management) ของคนเรา และด้วยเหตุผลทำนองเดียวกันกับใช้เงินทองสร้างบ้านใหญ่โตหรูหรา แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรได้มากนัก โสกราติสชี้ไปยังอีกประเด็นหนึ่งที่เรามักจะพบได้ แม้แต่ในบ้านของเราเองด้วยซ้ำ นั่นคือ "คนบางคนมีของมีค่ามากมาย แต่ใช้มันไม่ได้ตามต้องการ และไม่รู้ว่ามันปลอดภัยและดีหรือไม่ และดังนั้น จึงสร้างความกังวลต่อเนื่องไปสู่ผู้อื่น เช่น สร้างความกังวลให้กับคนรับใช้ ในขณะที่คนอื่น แม้ว่าจะมีไม่มาก แต่ก็มีทุกอย่างที่ต้องการ ยามจะใช้ ?" ผู้อ่านหลายท่านเมื่อได้ฟังก็คงเข้าใจได้ว่า "ในรายของคนที่มีของมากมาย แต่เอาไปเก็บซุกเสียจนไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ส่วนรายหลัง จัดทุกอย่างในบ้านอย่างเป็นระเบียบ?" รายแรก มีมากก็เหมือนไม่มี ส่วนรายหลัง มีน้อยแต่ใช้ประโยชน์ได้ครบ ก็ถือว่า "มี" มากกว่ารายแรกเสียอีก ดังนั้น การสร้างบ้านให้ได้ประโยชน์จริงจัง และการ มี ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่จัดอย่างเป็นระเบียบถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการครัวเรือน จะเห็นได้ว่า หลักพื้นฐานของเศรษฐกิจกิจพอเพียงของนักปรัชญาการเมืองกรีกโบราณก็คือ ประเด็นแรกของการจัดการครัวเรือนคือ ความเป็นระเบียบของการจัดข้าวของเครื่องใช้ หรือทรัพยากรทั่วไป ซึ่งถือเป็นเรื่องพื้นฐานของความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับการจัดการดังกล่าว ต่อมา โสกราติส กล่าวต่อไปอีกว่า "นอกเหนือไปจากนี้ ในบางบ้าน คนใช้ถูกพันธนาการ และพยายามหนีตลอดเวลา อีกบ้านหนึ่ง ไม่ต้องคุมขัง และกลับอยากจะทำงานด้วยซ้ำ อันนี้ก็น่าจะเป็นผลหนึ่งของการจัดการฐานะความเป็นอยู่ที่ดี" ประเด็นดังกล่าวนี้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ วิธีการดูแลผู้คนและคนงานที่อยู่ในครัวเรือน ในสมัยกรีกโบราณ นครรัฐเอเธนส์มีทาส แต่กระนั้น ก็มีความแตกต่างกันในการจัดการแรงงานทาส ประเด็นสำคัญคือ ทำอย่างไรให้ผู้คน-คนงานในครัวเรือนนั้นเกิดความรู้สึกสมัครใจและพอใจที่จะทำงานนั่นเอง ดังนั้น ประเด็นสำคัญประการที่สองคือ นอกจากทรัพยากรทั่วไปแล้ว หลักเศรษฐกิจพอเพียง ยังต้องรู้จักการจัดการกับทรัพยากรมนุษย์อีกด้วย ซึ่งนับว่าความคิดของเซโนฟอนมีความทันสมัยอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาจากการเน้นให้ความสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (human resource development) ต่อการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจโดยรวมในองค์ความรู้ทางรัฐประศาสนศาสตร์ และการบริหารงานบุคคลสมัยใหม่ และจากประเด็นดังกล่าวนี้ ย่อมนำไปสู่แนวความคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการของผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ในการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจโดยรวม หรืออีกนัยหนึ่งคือ นักบริหารหรือนักปกครอง นั่นเอง หน้า 39 ความสำคัญและคำอธิบายเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" ในปรัชญาการเมืองตะวันตก (4) คนแคระบนบ่ายักษ์ : แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1421 เซโนฟอน (426-355 ก่อนคริสตกาล) ผู้ที่เราสามารถถือได้ว่าเป็นนักปรัชญาเศรษฐศาสตร์คนแรกของโลกปรัชญาตะวันตก ได้นำเสนอสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ในแบบตะวันตก เขาย้ำว่า เงินไม่ใช่ทรัพย์ และ"เงินจะต้องถูกเก็บไว้ห่างๆ คนที่ไม่รู้จักใช้มัน" สิ่งที่เป็นทรัพย์ไม่ได้หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามี เพราะสิ่งที่เรามีและคิดว่ามันเป็นทรัพย์ หากไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ก็หาใช่ทรัพย์ไม่ ไม่ว่าจะเป็น เงิน ที่ดิน ข้าวของ เครื่องใช้ต่างๆ หากเรามีในครอบครอง แต่ไม่รู้จักใช้ประโยชน์จากมัน มันก็ไม่ใช่ทรัพย์ และมันก็ไม่ได้ทำให้เราร่ำรวยมั่งคั่งแต่อย่างใด มีเงินทองท่วมตัวก็อดตายได้ เพราะจริงๆ แล้ว "เงินทองคือมายา ข้าวปลาคือของจริง" ต่างหาก การรู้วิธีจัดการกับเศรษฐกิจครัวเรือนถือเป็นหัวใจสำคัญของหลักเศรษฐกิจครัวเรือน และเศรษฐกิจครัวเรือนเป็นหัวใจของเศรษฐกิจโดยรวม ของบ้านเมือง บ้านเมืองจะอยู่ดีมีสุขได้ก็ด้วยแต่ละครัวเรือนรู้จักว่า "ทรัพย์ที่แท้คืออะไร ?" และเมื่อรู้ว่าทรัพย์ที่แท้คืออะไรแล้ว ก็ย่อมรู้ว่า ความมั่งคั่งที่แท้จริงคืออะไรตามมา และด้วยเหตุนี้เองที่เศรษฐกิจครัวเรือนแยกไม่ออกจากเรื่องการเมือง ในความหมายที่ว่า การเมืองคือวิถีแห่งการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ เซโนฟอนยืนยันว่า ปรัชญาเศรษฐศาสตร์แยกไม่ออกจากปรัชญาการเมือง เมื่อเข้าใจความหมายที่แท้จริงของทรัพย์ว่าหมายถึง สิ่งที่เรามีและต้องเป็นประโยชน์ต่อเราอย่างแท้จริง เซโนฟอนก็มุ่งไปที่การจัดการเรื่องบ้านเรือนและข้าวของในครัวเรือน บ้านที่ใหญ่โตและสร้างด้วยราคาแพง แต่ไม่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของ และกลับกลายเป็นภาระ ย่อมสู้การมีบ้านที่พอประมาณ และมีการจัดระเบียบข้าวของเครื่องใช้ เพื่อว่า ยามที่ต้องการใช้ ก็จะสามารถนำมันมาใช้ประโยชน์ได้ ในประเด็นนี้ เชื่อว่าหลายครัวเรือน มีข้าวของมากมาย และเก็บไว้จนไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน การมีสิ่งต่างๆ ที่ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหนยามต้องการใช้มันนั้น การมีก็เหมือนไม่มี นอกจากการจัดการกับทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่ เซโนฟอนยังเน้นให้รู้จักการใช้ทรัพยากรมนุษย์อีกด้วย โดยกล่าวว่า "นอกเหนือไปจากนี้ ในบางบ้าน คนใช้ถูกพันธนาการ และพยายามหนีตลอดเวลา อีกบ้านหนึ่ง ไม่ต้องคุมขัง และกลับอยากจะทำงานด้วยซ้ำ อันนี้ก็น่าจะเป็นผลประการหนึ่งของการจัดการฐานะความเป็นอยู่ที่ดี" คนถือเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญ การรู้จักทำให้คนในบ้านรักบ้าน และช่วยกันดูแลข้าวของเครื่องใช้บ้านเรือน ย่อมถือเป็นส่วนสำคัญของหลักการเศรษฐกิจพอเพียงของเขาด้วย แม้ว่าในงานเขียนที่ชื่อ Oeconomicus ของเซโนฟอนจะขึ้นต้นไว้ว่า การจัดการครัวเรือนหรือในสมัยใหม่เรียกว่า "วิชาเศรษฐศาสตร์" นี้จะถือว่าเป็นศาสตร์หรือความรู้ชนิดหนึ่งที่ไม่ต่างจากความรู้ในด้านอื่นๆ เช่น ความรู้ทางการแพทย์ ความรู้ในเรื่องการช่างต่างๆ ฯลฯ ในแง่ที่ว่าเป้าหมายสำคัญของการจัดการทรัพย์สินย่อมไม่ต่างจากภารกิจ หรือเป้าหมายของของศิลปะวิทยา การความรู้ด้านอื่นๆ กล่าวคือ ภารกิจหรือเป้าหมายของการจัดการทรัพย์สินที่ดีก็คือ สามารถจัดการทรัพย์สินครัวเรือนของตนได้ดี ขณะเดียวกัน ความรู้ในการจัดการทรัพย์สินที่ว่านี้ ย่อมเป็นความรู้ที่มีลักษณะสากลทั่วไป นั่นคือ ใครๆ ก็สามารถใช้ความรู้ดังกล่าวนี้จัดการกับทรัพย์สินของใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นทรัพย์สินเฉพาะของใครคนใดคนหนึ่ง หรือของตัวเองเท่านั้น เพราะ "ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์ของคนอื่น ถ้าเราสามารถจัดการได้ดีเหมือนที่จัดการกับของเรา" ก็ย่อมจะได้ผลดีเช่นกัน อย่างเช่น "ใครที่มีความรู้เกี่ยวกับงานไม้ ก็สามารถเป็นช่างไม้ให้ใครก็ได้ ผู้จัดการทรัพย์สินที่ดีที่สามารถก็น่าจะไม่ต่างกัน" ดังนั้น ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในศาสตร์หรือศิลปะแห่งการจัดการทรัพย์สินครัวเรือน ย่อมสามารถจัดการใช้ความรู้ดังกล่าวในการจัดการทรัพย์สินครัวเรือนของคนอื่น แม้ว่าเขาจะไม่มีทรัพย์สินครัวเรือนของตนเองก็ตาม "แต่หาเลี้ยงชีพด้วยการจัดการทรัพย์สินของคนอื่น เหมือนกับในกรณีที่ช่างไม้สร้างบ้านให้คนอื่น" ด้วยทักษะความรู้ที่ตนมีอยู่ ดังนั้น ความรู้ดังกล่าวนี้ย่อมสามารถเป็นเครื่องมือให้ผู้รู้หาเลี้ยงชีพได้โดยการรับจ้างดูแลทรัพย์สินให้คนอื่น "คนๆ นั้นสามารถได้ค่าจ้างดี ถ้าเขาดูแลการใช้จ่ายทั้งหมด และเพิ่มทรัพย์สินโดยการแสดงตัวเลขที่สมดุลบัญชีในท้ายที่สุดแล้ว" แต่ในบทต่อๆ มา เซโนฟอนกลับชี้ให้เห็นว่า ปัญหาและอุปสรรคสำคัญยิ่งในการจัดการเศรษฐกิจครัวเรือนนั้นอยู่ที่ "ตัวบุคคลนั้นๆ" และดูเหมือนว่า ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในศาสตร์ดังกล่าวนี้ไม่สามารถไปใช้ความรู้ทาง "เศรษฐศาสตร์" นี้ในการจัดการเศรษฐกิจครัวเรือนของคนอื่นได้ นอกจากคนๆ นั้นจะรู้จักจัดการเศรษฐกิจของเขาด้วยตัวของเขาเอง เพราะที่ผ่านมาพบว่า มี "คนที่ไม่ประสงค์จะทำประโยชน์หรือใช้ความรู้ดังกล่าว ดังนั้น ความรู้ของเขาจึงไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรเลย" เพราะใครจะไปจัดการเศรษฐกิจครัวเรือนของอีกคนหนึ่งได้ ตราบเท่าที่คนๆ นั้นไม่เข้าใจและเชื่อในนัยความหมายที่แท้จริงของทรัพย์และความมั่งคั่งที่แท้จริงด้วยตัวของเขาเอง ด้วยเหตุนี้ แม้รัฐจะกำหนดให้เป็นนโยบายแห่งชาติ ก็ย่อมทำไม่ได้ นอกจากจะนำเสนอเป็นแนวทางให้ประชาชนไปคิดตัดสินใจเองเท่านั้น ต่อมา โสกราติสในฐานะตัวละครในงานเขียนของเซโนฟอนกล่าวในประเด็นนี้ว่า คนประเภทนี้มีทั้งที่เป็นชนชั้นสูง และชนชั้นล่าง หรือกล่าวในบริบทสมัยกรีกโบราณก็คือ ทั้งผู้ที่เป็นนายและทาส ต่างไม่มีความสามารถ ในการจัดการเศรษฐกิจครัวเรือนของตนให้ดีได้ นั่นคือ คนที่เป็นนายและทาสไม่ต่างกัน ทั้งชนชั้นสูงและทาสไม่สามารถสั่งหรือควบคุมตัวเองได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ทั้งชนชั้นสูงและทาส หากเป็นคนที่ขี้เกียจ ไม่รู้จักหาประโยชน์ ก็ไม่ต่างกัน โสกราติสแกล้งตั้งคำถามต่อไปว่า "คนที่เป็นนายอยู่แล้ว ไฉนมากล่าวว่าไม่มีความเป็นนาย นอกจากการที่พวกเขาสวดภาวนาเพื่อความเจริญรุ่งเรือง และมีความปรารถนาที่จะทำให้เขาได้ในสิ่งดีๆ ในชีวิต หรือเป็นไปได้ว่า ความปรารถนาตั้งใจของเขาถูกขัดขวางจากผู้มีอำนาจปกครองเหนือพวกเขา? กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ใครไปห้ามไม่ให้พวกชนชั้นสูงเหล่านี้แสวงหาหรือใช้ทักษะความรู้ที่ตนมีอยู่ น่าสงสัยอย่างยิ่งว่า ใครจะเป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าหรือมีอำนาจปกครองคนที่เป็นนายคนได้อีก? "ใครคือผู้ปกครองที่มองไม่เห็นนี้?" โสกราติส อธิบายว่า ผู้ปกครองที่อยู่เหนือคนที่เป็นนายที่ว่านี้ ไม่ใช่สิ่งลี้ลับแต่ประการใด หรือไม่ใช่ว่าเขาจะอยู่ในสถานะที่ไม่มีใครมองเห็นได้ ผู้ปกครองที่มีอำนาจเหนือผู้คนนี้เป็นผู้ปกครองที่ชั่วร้ายเสียด้วย และนั่นจะเป็นอะไรอื่นไปได้นอกจาก ความขี้เกียจ (idleness) และการไม่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม และความละเลยเพิกเฉย ซึ่งถือเป็นความชั่ว (vice) นอกจากนี้ ยังมีผู้ปกครองอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งโสกราติสอุปมาดั่ง "นายหญิงที่หลอกลวงและเสแสร้ง" ให้ผู้คนเข้าใจว่าหล่อนคือ สิ่งที่ทำให้เกิดความสุขความพอใจ (pleasures) เช่น การพนัน การคบหามิตรที่เลว หลังจากเวลาผ่านไป เหยื่อของการหลอกลวงเหล่านี้จะพบว่า ในที่สุดแล้ว สิ่งที่คิดว่าเป็นความสุขคือ ความเจ็บปวดทุกข์ยากที่ซ่อนอยู่ภายใต้การฉาบหน้าบางๆ ไว้ด้วยสิ่งที่ดูคล้ายความสุข สิ่งเหล่านี้นี่เองคือ "นาย" ที่ทรงอำนาจอิทธิพลเหนือผู้คน และเป็นอุปสรรคขัดขวางให้คนละเลยการทำงานที่ก่อให้เกิดผล นอกเหนือจากการปล่อยให้ตัวเราตกเป็นทาสของ "นาย" ดังกล่าวข้างต้น ปัญหาและอุปสรรคที่ถูกยกขึ้นต่อมาก็คือ บางคนไม่ใช่เป็นคนขี้เกียจหรือขี้ขลาดทางจริยธรรม และก็ไม่ได้ตกอยู่ใต้ "นายหญิง" คนเหล่านี้ "ทั้งมุมานะขยันทำงานที่จะหาเงินหาทอง แต่กระนั้น พวกเขาก็สูญเสียทรัพย์สินที่มีอยู่และพบกับความยากลำบาก" ในความเข้าใจของ โสกราติส คนที่แม้ว่าจะมุมานะขยันขันแข็งที่จะหาเงินหาทอง แต่ก็ยังต้องสิ้นเนื้อประดาตัวยากจน น่าจะเป็นเพราะ: "คนเหล่านี้ก็เป็นทาสด้วยเช่นกัน และนายของพวกเขาก็โหดทีเดียว บางคนตกอยู่ในพันธนาการของความตะกละตะกลาม บางคนก็ติดกับราคะ บางคนก็ติดกับการดื่ม บางคนก็ติดกับความโง่และความทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูงยิ่ง และตัณหา (passions) สิ่งเหล่านี้มีอำนาจเหนือผู้คนอย่างโหดร้าย โดยเฉพาะผู้คนที่ตกอยู่ภายใต้การบังคับของมัน และตราบเท่าที่มันเห็นว่า เขาแข็งแรงและทำงานได้ มันก็จะบังคับให้เขาต้องจ่ายสิ่งที่เขาหาได้มาทั้งหมดด้วยความเหนื่อยยากไปกับความปรารถนาของเขา ในไม่ช้า มันก็จะพบว่า เขาแก่เกินไปที่จะทำงานได้และก็จะละทิ้งเขาไปให้จมอยู่กับความทุกข์ทรมาน (misery) และไปเทียมแอกบนไหล่ของคนอื่นต่อไป" สภาวะดังกล่าวที่เป็น "นายเหนือคนเราเหล่านี้" นี้เปรียบได้กับ "ทรราชย์" ที่กระทำต่อเราอย่างไม่มีขอบเขต ดังนั้น ในการที่จะจัดการกับทรัพย์สินให้ได้ดีนั้น เราต้องต่อสู้กับ "ทรราชย์" เหล่านี้อย่างยืนหยัดเพื่อความเป็นอิสรเสรีภาพของตัวเรา ไม่ใช่ "จน เครียด" แล้วต้องกินเหล้า หรือ "จน/เจ๊ง เครียด" แล้วต้องคิดถึงคนอื่นที่ชื่อ "ทักษิณ" แต่เมื่อ "จน/เจ๊ง เครียด" ต้องกลับมาคิดถึงตัวตนและการจัดการครัวเรือนที่ผ่านมาในชีวิตของเราต่างหาก หน้า 41 ความสำคัญและคำอธิบายเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" ในปรัชญาการเมืองตะวันตก (5) คนแคระบนบ่ายักษ์ : แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1422 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของนักคิดกรีกโบราณอย่างเซโนฟอน (426-355 ก่อนคริสตกาล) ชักชวนให้เราทำความเข้าใจในนัยความหมายของทรัพย์เสียใหม่ เขากล่าวว่า ทรัพย์และความมั่งคั่ง ย่อมไม่ใช่เงินหรืออะไรก็ตามที่เรามีไว้ในการสั่งสมครอบครอง สิ่งที่จะเป็นทรัพย์จะต้องเป็นประโยชน์จริงๆ แก่เราเท่านั้น คนที่มีเงินทองมหาศาลก็ไม่ได้แปลว่าเขาผู้นั้นคือผู้มีทรัพย์ร่ำรวย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงยืนยันว่า "เงินจะต้องถูกเก็บไว้ห่างๆ คนที่ไม่รู้จักใช้มัน" นอกจากนี้ การรู้จักจัดการกับบ้านเรือนข้าวของเครื่องใช้และผู้คนในบ้านถือเป็นมาตรการสำคัญพื้นฐานสำหรับหลัก "เศรษฐศาสตร์ครัวเรือน" ทรัพยากรทั่วไปและทรัพยากรมนุษย์ต้องได้รับการจัดระเบียบให้สามารถเป็นประโยชน์ใช้สอย และเกิดความสมัครสมานกลมกลืนของการใช้ชีวิตร่วมกันในครัวเรือน ใครที่มีความรู้ใน "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ก็ใช่ว่าจะสามารถนำความรู้นั้นไปจัดการเศรษฐกิจของครัวเรือนของคนอื่น เพราะหัวใจสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือ เจ้าบ้านเองจะต้องเป็นผู้มีความเข้าใจและเชื่อในนัยความหมายของ "ทรัพย์ที่แท้" ภายใต้วิธีคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มิฉะนั้นแล้ว ก็จะไม่สามารถยอมรับและเข้าใจถึง "ความมั่งคั่งที่แท้จริง" ได้ ความมั่งคั่งที่แท้จริงนั้นสามารถสรุปออกมาด้วยคำอมตะของท่านหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร บิดาแห่งการเกษตรสมัยใหม่ของไทยที่ว่า "เงินทองคือมายา ข้าวปลาคือของจริง" เพราะเงิน ทอง หุ้นหรือน้ำมันนั้นกินไม่ได้! ดังนั้น ปัญหาและอุปสรรคสำคัญของการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้คือ "ตัวคน" นั่นเอง อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า แม้รัฐจะกำหนดให้เป็นนโยบายแห่งชาติ ก็ยากที่จะสำเร็จ ยิ่งคิดจะไปบังคับผู้คนแล้วยิ่งจะกลับจะสร้างปัญหา จะทำได้ก็เพียงนำเสนอเป็นแนวทางให้ประชาชนไปคิดตัดสินใจเองเท่านั้น เพราะเซโนฟอนชี้ให้เห็นว่า คนที่ยังตกเป็นทาสของการใช้ชีวิตไปในทางที่เป็นโทษต่อตัวเองและครอบครัว ย่อมไม่สามารถ "ร่ำรวย" ได้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของเขา เซโนฟอนอธิบายว่า ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นใดในสังคม ก็สามารถตกเป็น "ทาสการหาความสุขในทางผิดๆ" ได้ สิ่งสำคัญคือ การต่อสู้เพื่อปลดแอกตัวเองจากพันธนาการทางความคิดในเรื่องวิธีการหาความสุขในชีวิต ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงแยกไม่ออกจากการต่อสู้เพื่อความเป็นอิสระและเสรีภาพของมนุษย์ต่อกิเลสตัณหาและความยั่วยุต่างๆ โดยเฉพาะภายใต้สังคมที่เน้นบริโภคนิยมในระบบทุนนิยม-ตลาดเสรีเช่นนี้ ดังนั้น ไม่เฉพาะคนจนที่ "เครียด" แล้วร้องเรียกหาตัวช่วยแบบอัศวินควายดำ แต่คนรวยที่มีวิธีคิดแบบ "ทาส" ไม่ต่างจากชนชั้นล่างนี้ได้เช่นกัน แม้ว่าเซโนฟอนจะบอกเราว่า ผืนแผ่นดินอาจจะไม่ใช่ทรัพย์สมบัติหรือสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งร่ำรวย ถ้าเราไม่รู้จะใช้ประโยชน์ที่แท้จริงจากมัน เพราะที่ดินไม่ได้ดำรงอยู่ในโลกนี้เพื่อถูกซื้อขายเปลี่ยนมือไปมา แต่ประโยชน์ที่แท้จริงของผืนดินคือ การทำเกษตรกรรม หลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์ของเซโนฟอนมุ่งไปที่ความสำคัญของผืนแผ่นดิน โดยการให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากผืนแผ่นดินเหนือสิ่งอื่นใด และจุดนี้ก็คือความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐศาสตร์แห่งครัวเรือนและเศรษฐศาสตร์แห่งบ้านเมือง เนื่องด้วยการทำงานบนผืนแผ่นดินเป็นฐานหลักสำคัญยิ่งในศาสตร์แห่งการจัดการสินทรัพย์ทั่วไป ดังที่ โสกราติสตัวเดินเรื่องในหนังสือ Oeconomicus ของเซโนฟอนได้ยืนยันว่า "แม้แต่คนรวยที่สุดก็ไม่สามารถอยู่ห่างจากการปศุสัตว์ (husbandry) ได้ เพราะจุดมุ่งหมายที่สุดของมันนัยหนึ่งคือ ประโยชน์สุข เฉกเช่นเดียวกันกับหนทางในการเพิ่มความทรัพย์สิน" ประโยชน์ที่แท้จริงที่เราจะได้จากผืนดินคือ การเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์ นั้นประโยชน์อันเป็นคุณมากมาย นั่นคือ ประการแรก "เป็นหนทางของการฝึกฝนร่างกายในทุกด้านๆ ที่เสรีชนควรจะสามารถทำได้ เพราะในเบื้องแรก แผ่นดินจะให้ผลต่อผู้ที่หว่านผลคือ อาหารที่ทำให้คนมีชีวิตอยู่ได้ ให้สิ่งปรุงแต่งที่ให้ความสุขเพลิดเพลิน (รสชาติอาหารต่างๆ)" ประการที่สอง ผลจากแผ่นดินยังนำมาซึ่ง "สิ่งต่างๆ ที่นำมาประดับตกแต่งได้ ภาพที่สวย กลิ่นที่หอม" และยัง "ให้เครื่องปรุงส่วนผสมต่างๆ ของอาหารอร่อยต่างๆ" ประการที่สาม "ด้วยศิลปะการเลี้ยงดูสัตว์นั้นใกล้ชิดเชื่อมโยงกับสัตว์อื่นๆ และทำให้คนมีของไว้บูชาเทพเจ้า และมีวัวไว้ใช้ประโยชน์" ประการที่สี่ ด้วยการทำงานบนผืนแผ่นดินให้ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายโดย "ปรับคนให้ต่อสู้ทนทานต่อกับฤดูร้อนหนาว ให้กำลังแข็งแรง จากการออกกำลังกาย ด้วยการลงมือลงแรงทำให้การดูแลนั้นแข็งแกร่ง ปลุกเร้าให้ตื่นแต่เช้า และเคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉง เพราะไร่นาและเมืองก็มีเวลาในการทำงานที่ตายตัวเหมือนกัน" ประการที่ห้า ซึ่งเป็นเรื่องของบริบทสังคมสมัยโบราณ นั่นคือ เกี่ยวกับการพัฒนาศิลปะการสงคราม "ถ้าใครต้องการจะรบบนหลังม้า การทำนาเป็นคู่หูที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเก็บรักษาม้า ถ้าเป็นทหารราบ ก็ต้องทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉง และในบางโอกาสการทำงานบนแผ่นดินก็ช่วยในการปลุกเร้าความชอบ และความเคยชินจากการเหนื่อยยากในการล่าสัตว์ มีหมาไล่เนื้อ มีอาหารสำหรับล่าสัตว์ใหญ่ และถ้าปศุสัตว์ให้ผลดีต่อม้าและหมา มันก็ให้ผลดีต่อการทำนาไม่น้อยไปกว่ากันเลย ม้าช่วยพาคนที่ดูแลไปทำหน้าที่แต่เช้าและสามารถทำให้เขากลับช้าได้ หมาดูแลสัตว์ป่าจากการไปทำลายพืชผลและแกะ" และที่สำคัญคือ การทำงานบนแผ่นดินยังให้ความสงบสุขและสันโดษอีกด้วย" เช่นเดียวกับการสงครามและการกีฬา ความสุขต่างๆ ที่เกิดจากการทำงานบนผืนแผ่นดินถือเป็นรากฐานสำคัญ ที่จะยังผลต่อการกระตุ้นให้มนุษย์สามารถปกป้องประเทศของตนได้ ด้วยเหตุผลข้อเดียวกับการที่ผู้ดูแลปศุสัตว์ต้องแข็งแรง โสกราติสถามท้าว่า "จะมีศิลปะใดที่จะผลิตนักวิ่ง นักเขวี้ยงและนักกระโดดได้ดีไปกว่าการทำปศุสัตว์ ? ศิลปะอะไรจะตอบแทนผู้ลงแรงอย่างกรุณาไปกว่านี้ ?" ถ้าเป็นสมัยนี้ เราคงต้องบอกว่า ถ้าคนเราทำงานบนผืนแผ่นดิน ก็จะมีร่างกายที่แข็งแรง โดยไม่ต้องเสียเวลาเสียเงินเสียทองไปเข้าฟิตเนสที่เปิดกันมากมายเกลื่อนกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ๆ และประเด็นที่สำคัญยิ่งก็คือ การทำงานบนผืนแผ่นดินสอนยังให้มนุษย์ได้รู้จักความถูกต้องยุติธรรมด้วย เพราะ "แผ่นดินเต็มใจที่จะสอนเรื่องความถูกต้องยุติธรรม ให้กับคนที่สามารถเรียนรับรู้ได้ เพราะยิ่งแผ่นดินได้รับการดูแลมากเท่าไร สิ่งดีๆ ต่างๆ เธอจะให้เป็นการตอบแทนอย่างมาก" การทำงานบนผืนแผ่นดินสอนให้เรารู้จักความอดทนและความหมั่นเพียรในการดูแลพืชผลและสัตว์เลี้ยงที่ต้องอาศัยเวลา และการรอคอย มิใช่คิดแต่จะลงทุนน้อยๆ ใช้เวลาน้อย แต่รวยเร็วๆ อย่างการเก็งกำไรจากหุ้นทุกวันทุกนาที ซึ่งการหาเงินหาทองแบบนี้มีแต่จะสอนคนให้มีนิสัยเอาแต่ได้ ใจร้อน กอบโกยและคดโกงในที่สุด และความอยุติธรรมก็จะระบาดไปทั่วทั้งสังคม และ "ยิ่งกว่านั้น การปศุสัตว์ช่วยสอนให้คนรู้จักร่วมมือกันทำงาน เพราะผู้คนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสงครามต่อสู้กับข้าศึก และการเพาะปลูกหว่านไถก็ต้องการแรงงานช่วยของคน ดังนั้น ไม่มีใครจะเป็นชาวนาชาวไร่ที่ดีได้ นอกจากเขาจะทำให้คนงานของเขากระตือรือร้น... มีคำกล่าวอย่างสง่างามว่า การปศุสัตว์เป็นทั้งมารดาและพยาบาลแก่ศิลปะอื่นๆ เพราะเมื่อการปศุสัตว์เจริญงอกงาม ศิลปะอื่นๆ ทั้งหลายก็จะมีสถานะที่ดี แต่เมื่อไรก็ตาม ที่ที่ดินถูกทำให้ร้างว่างเปล่า ศิลปะอื่นๆ ไม่ว่าจะบนบกหรือในน้ำก็จะสูญสลายไป" กล่าวโดยสรุป ศาสตร์แห่งการจัดการครัวเรือน "เป็นสาขาความรู้หนึ่ง และสาขาความรู้ (episteme) นี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถเพิ่มพูนทรัพย์สินของเราให้มากขึ้นได้ โดยทรัพย์สินก็เหมือนกันกับสิ่งที่เป็นทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่คนๆ หนึ่งครอบครอง ส่วนทรัพย์สมบัติ (property) คือสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับการดำรงชีวิต และสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สามารถกลายเป็นอะไรทั้งหมดที่เรารู้จักวิธีการที่จะใช้มัน" นอกจากนี้ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงย่อมจะนำผู้คนไปสู่ความเป็นเสรีชน ด้วยการเป็น "นายของตัวเอง" และรู้จักทำงานสร้างประโยชน์จากผืนแผ่นดินอันให้คุณประโยชน์หลายประการดังที่ได้กล่าวไป หน้า 25 ความสำคัญและคำอธิบายเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" ในปรัชญาการเมืองตะวันตก (6) คนแคระบนบ่ายักษ์ : แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1423 ถ้าจะถามว่า ปรัชญาเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร? คำตอบจากเซโนฟอน (426-355 ก่อนคริสตกาล) ก็คือ ความรู้ใดจะเป็นปรัชญาเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงได้ ย่อมต้องนำผู้คนไปสู่ความเป็นเสรีชน ด้วยการเป็น "นายของตัวเอง" และรู้จักทำงานสร้างประโยชน์จากผืนแผ่นดิน ซึ่งเป็นที่ๆ ให้คุณเอนกอนันต์แก่มนุษยชาติ ด้วยเหตุนี้ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบปรัชญาเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงกับศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มพูนทรัพย์ สร้างความมั่งคั่ง หรืออีกนัยหนึ่งคือ "เศรษฐศาสตร์" ในความเข้าใจรับรู้ของคนทั่วไปในโลกสมัยใหม่ โสกราติส จึงกล่าวว่า ศาสตร์เหล่านั้นล้วนเป็น "ศิลปะวิทยาการที่ไม่เสริมสร้างเสรีชน หากแต่เป็น อเสรีศาสตร์ (illiberal arts) เป็นความรู้ที่ใช้ไม่ได้และน่ารังเกียจในบ้านเมืองของเรา เพราะมันทำลายร่างกายของคนงาน และหัวหน้างานบังคับให้พวกเขานั่งเฉยๆ และอยู่ในบ้าน หรือบางกรณี ใช้เวลาทั้งวันทำงานอย่างหนัก ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ส่งผลให้จิตใจต้องอ่อนแอตามไปอย่างย่ำแย่ ยิ่งกว่านั้น อเสรีศาสตร์เหล่านี้ ยังไม่ปล่อยให้ผู้คนมีเวลาว่างสำหรับการสมาคมกับเพื่อนฝูง และมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะ ดังนั้น ใครก็ตามที่ปฏิบัติตามอเสรีศาสตร์เหล่านี้ มักจะมีชื่อเสียงไม่ดีในการปฏิบัติกับเพื่อนฝูง และเป็นผู้ปกป้องบ้านเมืองที่แย่ ดังนั้น ในเมืองที่มีชื่อเสียงในการสงคราม จะต้องออกกฎหมายห้ามคนทำงานประเภทนี้" ข้อความข้างต้น แม้ว่าจะเขียนขึ้นเมื่อเกือบสองพันห้าร้อยปีที่แล้ว แต่ยังคงปรับใช้กับปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ดังที่เราทราบดีว่า "เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่" นั้นเน้นไปที่การทำงาน "หาเงินจากเงิน" เสียเป็นส่วนใหญ่ บัณฑิตเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็มักมุ่งเข้าทำงานในบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์หรือธนาคาร ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันทั้งคืน สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรมตามๆ กัน อีกทั้งจิตใจของคนที่ทำงานเหล่านี้มาเป็นเวลานาน ก็จะกังวลกับ "เวลาที่เป็นเงินเป็นทอง" ของพวกเขา คนที่อยู่ภายใต้การทำงานแบบนี้ จึงยากที่จะมีเวลาว่างสำหรับตนเอง ครอบครัวและมิตรสหาย เศรษฐศาสตร์ที่พวกเขาเรียนไปนั้น กลับสร้างพันธนาการทั้งทางกายและจิตวิญญาณให้แก่ตัวพวกเขาเอง เซโนฟอนเขียนไว้ว่า แม้ว่าคนเราจะไม่สามารถเรียนรู้ศาสตร์ทุกศาสตร์ได้ทั้งหมด แต่ที่แน่ๆ คือ ศาสตร์แห่งการทำงานในผืนแผ่นดินย่อมเป็นพื้นฐานสำคัญ และในบ้านเมืองที่ผู้ปกครองมีความเข้าใจใน "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" นี้ ย่อมปฏิเสธศิลปะศาสตร์อื่นๆ ที่ไม่เสรี (illiberal arts) นั่นคือ "ศาสตร์ที่ไม่เหมาะสม ไม่ทำคนให้เป็นเสรีชน เพราะมันปล่อยปละละเลยไม่ช่วยพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจ" Oeconomicus ของเซโนฟอนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเป็น "เสรีชน" แต่อย่างที่ทราบกันทั่วไปว่า ไม่ว่าจะเป็นสมัยโบราณและโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยนี้ เงื่อนไขสำคัญที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเป็น "เสรีชน" คือ การทำมาหากินเลี้ยงชีพ การเป็นมนุษย์เงินเดือน ดังนั้น หลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์ที่แท้ดังกล่าวไปแล้วเท่านั้น ที่จะช่วยพัฒนาร่างกายและจิตใจของคนให้เสรี เงินทองสิ่งของต่างๆ ที่คนเรามีนั้น จะไม่ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินหรือเป็นความมั่งคั่ง หากมันไม่สามารถให้ประโยชน์ที่แท้จริงแก่ผู้ครอบครองได้ ที่ดินก็เช่นกัน หากไม่สามารถรู้จักที่จะทำประโยชน์ได้ การมีที่ดินก็กลับจะเป็นโทษเสียมากกว่า ขณะเดียวกัน ในทางกลับกัน หากเรารู้จักที่จะสร้างประโยชน์ที่แท้จริงจากผืนแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงชีพจากการใช้ผืนแผ่นดิน การมีที่ดินก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะการทำงานหาเลี้ยงชีพจากผลผลิตทางการเกษตร และเลี้ยงสัตว์ จะทำให้ร่างกายมีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ขณะเดียวกัน การทำงานในผืนแผ่นดินนั้น หากทำมากก็จะได้มาก ทำน้อยได้น้อย จึงนับเป็นการเรียนรู้ความยุติธรรมจากการใช้แรงงาน อีกทั้งยังทำให้เสรีเป็นนายตัวเอง และที่สำคัญยังช่วยพัฒนาคนผู้นั้นให้มีคุณสมบัติกล้าต่อสู้เพื่อเสรีภาพ และคุณสมบัติที่กล่าวมานี้คือนัยความหมายของความเป็นเสรีชนภายใต้ปรัชญาเศรษฐศาสตร์ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ต้นกำเนิด "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ของโลกตะวันตก แนวความคิดดังกล่าวนี้ยังทรงอิทธิพลต่อมาถึงยุคกลาง ดังปรากฏในงานของ นิโคล โอเรสมี บิชอบแห่งลิซูก (Nicole Oresme, bishop of Lisieux) ซึ่งถือได้ว่าเป็นนักคิดคนแรกในสมัยกลางที่ยกประเด็นเรื่องคุณค่าของเงินขึ้นมากล่าว โอเรสมี พยายามหาคำตอบเกี่ยวกับปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเติบโตของเมืองต่างๆ ที่เริ่มปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน เขานำแนวคิดของ อริสโตเติล มาขยายโดยกล่าวถึงเงินในฐานะที่เป็น "เครื่องมือที่ถูกสร้าง (an artificial instrument) หรือประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อความสะดวกในการแลกเปลี่ยนโภคทรัพย์" โอเรสมี ยังย้ำเตือนว่า ผู้คนไม่ควรที่จะหลงไปในความคิดที่เชื่อกันทั่วไปในการมองว่าเงินเป็นรูปธรรมเดียวเท่านั้น ของโภคทรัพย์ความมั่งคั่ง ด้วย "เงินทั้งหลายเป็นโภคทรัพย์ที่ไม่จริง (artificial) เพราะมันอาจจะมีกรณีที่คนๆ หนึ่งมีเงินมากมายมหาศาล แต่ก็ต้องอดตายด้วยความหิวโหย" โอเรสมี ยังได้ยกตำนานไมดาสที่ อริสโตเติล ได้กล่าวไว้ใน Politics ขึ้นมาเป็นอุทธาหรณ์ เพื่อยืนยันทัศนะดังกล่าวของเขาด้วยเช่นกัน และยังได้ชี้ให้เห็นอีกถึงเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้ทองและเงิน กลายเป็นวัตถุที่เหมาะสมที่สุดสำหรับใช้ตัวกลางแลกเปลี่ยนค้าขาย ขณะเดียวกันก็อธิบายให้เห็นถึงความเสียหายและความเลวร้ายต่างๆ ที่เป็นผลพวงจากการทำให้เงินกลายเป็นเรื่องอันชั่วร้าย ต่อมาในปลายศตวรรษที่สิบหก เมื่อความเป็นสมัยใหม่เริ่มก่อตัวขึ้น ปัญหาเศรษฐกิจก็ได้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างจริงจัง ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เองที่ในอังกฤษ ฝรั่งเศสและอิตาลี ได้มีการตีพิมพ์ข้อเขียนที่ถือได้ว่าเป็นงานชิ้นแรกๆ ที่ว่าด้วยเศรษฐกิจสมัยใหม่ กล่าวได้ว่า ทฤษฎีการค้าพาณิชย์ได้ก่อตัวขึ้นในจิตใจของผู้คนโดยไม่รู้ตัว และจากการรับรู้อย่างผิวเผินโดยทั่วไปต่อปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้คนเริ่มมองว่า เงินเหรียญหรือโลหะที่มีค่านี้ (the precious metals) เป็นสัญลักษณ์รูปแบบเดียวที่รวมศูนย์ของความมั่งคั่งหรือโภคทรัพย์ทั้งหมด (the concentrated form of all wealth) ซึ่งทัศนะดังกล่าวนี้ย่อมสวนทางกับวิสัยทัศน์อันแหลมคมของ เซโนฟอน-อริสโตเติล และนักคิดคนอื่นๆ ต่อๆ มาที่ได้รับอิทธิพลจากจากพวกเขา ในประเด็นดังกล่าวนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าวของยุโรป กล่าวได้ว่า กระแสความกระตือรือร้นต่อการค้าพาณิชย์พุ่งขึ้นควบคู่ไปกับการเริ่มเติบโตขยายตัว ของตลาดโลก และจากการที่ผู้คนได้ประจักษ์ถึงผลกำไรมหาศาลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการทางการค้าที่ต่อเนื่อง ทำให้นำมาซึ่งข้อสรุปที่ว่า แหล่งที่มาของความมั่งคั่งก็คือการค้าหรือการแลกเปลี่ยน และเงินคือสัญลักษณ์หรือตัวแทนชนิดเดียวที่เป็นศูนย์รวมของความมั่งคั่ง ระบบพาณิชย์นิยมจึงได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว โดยเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงระบบนี้คือ แนวคิดที่ว่าด้วยเรื่องดุลการค้า ซึ่งกล่าวว่าประเทศหนึ่งจะมั่งคั่งรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจได้ ประเทศนั้นต้องมีการส่งออกมากกว่านำเข้า ซึ่งหมายถึงเงินจำนวนนับล้านๆ จะไหลเข้าสู่ประเทศ แต่ถ้าเกิดขึ้นในทางกลับกัน ก็หมายถึงว่า ประเทศนั้นกำลังประสบกับภาวะขาดทุนการค้า ราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นสืบเนื่องจากการที่เงินและทองจำนวนมาก หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศภายหลังการค้นพบทวีปอเมริกา ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น กับความสัมพันธ์ทางการค้าในยุคสมัยนั้น และทำให้คนเริ่มคิดถึงลักษณะของกระบวนการทาง "เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่" มากขึ้น ขณะเดียวกันความพยายามของรัฐบาลที่จะลดค่าของเงินเหรียญสกุลของตนลง โดยหวังว่าจะเพิ่มความมั่งคั่ง โดยความเชื่อในทฤษฎีการค้าพาณิชย์ ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้ง ที่นำไปสู่ข้อถกเถียงอย่างหลากหลายตามมา ในศตวรรษที่สิบหกนี้ ฌอง โบแด็ง (Jean Bodin) นักคิดทางการเมืองชาวฝรั่งเศสผู้เป็นเจ้าของทฤษฎี "อำนาจอธิปไตยสมัยใหม่" และเจ้าของผลงานชื่อ Six Books on the State ("Les Six livres de la R?publique"---หนังสือหกเล่มว่าด้วยรัฐ) ได้เขียนความเรียงเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ขึ้นชิ้นหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นงานชิ้นที่สำคัญที่สุดของเขา ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางเศรษฐศาสตร์ เป็นงานเขียนชิ้นสั้นๆ ที่โต้เถียงกับความคิดที่ปฏิเสธว่า ในสามศตวรรษที่ผ่านมา ราคาสินค้าไม่ได้เพิ่มขึ้นโดยทั่วไป แต่สิ่งที่ โบแด็ง พยายามชี้ให้เห็นในความเรียงดังกล่าวนี้ก็คือ ราคาสินค้าได้เพิ่มสูงขึ้นจริง และสาเหตุที่ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นก็คือ "ปริมาณของเงินและทองที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล (ที่ถือเป็นความมั่งคั่งของประเทศ) คือคำอธิบายบางส่วนของราคาข้าวของที่เพิ่มขึ้น : เนื่องจากหากในอดีตกาลที่ผ่านมา เงินและทองเป็นของหายาก ก็แน่นอนว่าสิ่งอื่นๆ จะต้องมีราคาถูกลงมาก เมื่อเงินและทองมีราคาแพงขึ้น" ไปๆ มาๆ ข้าวปลาอาหารกลับแพงขึ้นไม่ใช่เพราะหายากหรือมีน้อย แต่กลับแพงขึ้นเพราะการแลกเปลี่ยนด้วยเงิน-ทอง และเป็นเงิน-ทองที่กลับมีค่ามากกว่าข้าวปลาอาหาร! และถูกปั่นราคาด้วยธุรกรรมตลาดหุ้น หน้า 32 ความสำคัญและคำอธิบายเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" ในปรัชญาการเมืองตะวันตก (7) คนแคระบนบ่ายักษ์ : แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1424 เมื่อ "เงินทอง" ได้กลายเป็นตัว "ทรัพย์และความมั่งคั่ง" แทนข้าวปลาอาหารและทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ไปๆ มาๆ ข้าวปลาอาหารกลับแพงขึ้นไม่ใช่เพราะหายากหรือมีน้อย แต่กลับแพงขึ้นเพราะการแลกเปลี่ยนด้วยเงิน-ทอง และเป็นเงิน-ทองที่กลับมีค่ามากกว่าข้าวปลาอาหาร! เมื่อเป็นเช่นนี้ การสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้กับประเทศก็คือ การทำอย่างไรก็ตามที่จะทำให้มีเงินทองหลั่งไหลเข้าประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการทำการค้าระหว่างประเทศ หรือการลดค่าเงิน! ผู้เขียนขอหยิบยกตัวอย่างของการวิพากษ์และปัญหาที่เกิดจากแนวคิดและวิธีกา รที่ให้ความสำคัญกับเงินทอง ในฐานะที่เป็นทรัพย์สินและความมั่งคั่งที่ปรากฏในงานของนักคิดหลายท่านตั้งแต่ศตวรรษที่สิบหก ซึ่งนักคิดเหล่านี้ได้เผชิญกับปัญหาดังกล่าวที่เพิ่งเริ่มเกิดขึ้นให้เห็นชัดในยุโรป คนแรกเป็นนักคิดชาวอังกฤษในศตวรรษที่สิบหกที่ชื่อ วิลเลี่ยม แสตฟฟอร์ด (William Stafford) ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า "ราคาข้าวของที่เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากการหลั่งไหลเข้ามาของเงินและทองจากทวีปอเมริกาที่เพิ่งถูกค้นพบใหม่" นักคิดอีกท่านหนึ่งที่เขียนถึงประเด็นปัญหาเดียวกันดังกล่าวนี้ด้วย คือ แบร์นาโด ดาวานซาติ (Bernado Davanzati) เขาเขียนโจมตีการลดค่าของเงินเหรียญ (debasement of the coinage) ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการที่จะทำให้มีเงินสั่งสมมากขึ้น หลังจากนั้นไม่นาน อันโตนิโอ แซร์ร่า (Antonio Serra) ได้ตีพิมพ์งานเขียนชิ้นสั้นๆ ว่าด้วยสาเหตุที่ก่อให้เกิดปริมาณของเงิน และทองอย่างล้มหลามในตลาดการค้าพาณิชย์ระหว่างประเทศ แทนที่จะแต่ละประเทศจะมีข้าวปลาอาหาร และทรัพยากรที่เป็นประโยชน์จริงๆ ต่อมา นักคิดชาวฝรั่งเศสที่ชื่อว่า แอ็ง เครเตียง เดอ วัตเตอวิลล์ (M. Chratien de Watteville) ได้เขียนงานที่มีชื่อว่า ความเรียงว่าด้วยเศรษฐศาสตร์การเมือง (Treatise on Political Economy) โดยเขาได้อธิบายแจกแจง ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมเกี่ยวกับระบบพาณิชย์นิยมในสมัยนั้น ซึ่งเป็นระบบเดียวกันกับที่ โทมัส มัน (Thomas Mun) พ่อค้าชาวอังกฤษได้ดำเนินการอยู่ โทมัส มัน เป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุนปกป้องระบบนี้อย่างแข็งขัน เขามีงานเขียนที่สำคัญสองชิ้น ชิ้นแรกเกี่ยวข้องกับการค้าในประเทศอินเดียตะวันออกเมื่อต้นศตวรรษ และชิ้นที่สองมีชื่อว่า England"s Treasure by Foreign Trade ซึ่งเขียนขึ้นในปี ค.ศ.1664 งานชิ้นหลังนี้ถือเป็นบทสรุปหลักการของสำนักพาณิชย์นิยมได้เป็นอย่างดี นั่นคือ "วิธีการแบบสามัญทั่วไปที่ใช้เพิ่มความมั่งคั่ง และเงินคงคลัง ก็คือการค้ากับต่างประเทศ ที่เราจะต้องปฏิบัติตามกฎนี้ ในการขายให้แก่คนแปลกหน้าในแต่ละปี เพื่อให้ได้มูลค่ามากกว่าที่เราบริโภคของของพวกเขา" และ "เราไม่มีหนทางอื่นที่จะได้มาซึ่งเงินคงคลังนอกจากการค้ากับต่างประเทศ" เขาเรียกร้องให้ออกกฎหมายควบคุมการบริโภคสิ่งของนำเข้า (sumptuary laws) "เพื่อที่ว่ามนุษย์จะได้มีสติ และงดเว้นจากการบริโภคข้าวของเครื่องใช้ อาหารการกินและจ่ายเงินให้แก่ต่างประเทศ ซึ่งเมื่อคิดว่ากระแสเห่อตามกันเหล่านี้ เปลี่ยนแปลงเร็วมากและก่อให้เกิดการสูญเสียและค่าใช้จ่ายที่มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ และความชั่วร้ายของมันจะยิ่งรุนแรงมากกว่าที่เคยเป็นมาในยุคก่อนๆ" เมื่อเป็นดังนี้ วัตเตอวิลล์คิดว่าการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศควรต้องลดลงและปริมาณความมั่งคั่ง (เช่นเงินคงคลังที่ได้รับในแต่ละปี) ควรต้องเพิ่มขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ดี เขาก็ยอมปรับระบบความคิดของตนบางส่วน นั่นคือ ในส่วนที่ยอมให้นำเงินออกจากประเทศได้บ้างในบางโอกาส แต่ทั้งนี้ต้องให้แน่ใจว่าเงินที่นำออกไปนั้นจะก่อให้เกิดดอกผลงอกเงยขึ้นเป็นเงินตราที่จะถูกนำกลับคืนสู่ประเทศอีกครั้งในที่สุด อย่างไรก็ตาม จะว่าไปแล้ว ประเด็นความผิดพลาดของระบบคิดแบบพาณิชย์นิยม (mercantile system) ไม่ได้อยู่ที่การที่ระบบนี้เชื่อว่า เงินคือสิ่งเดียวกันหรือสิ่งที่แทนกันได้กับความมั่งคั่ง แต่อยู่ที่หลัก การความคิดที่เชื่อว่า ความมั่งคั่งจะได้มาก็ด้วยการค้าขายเท่านั้น ซึ่งนักคิดชาวอังกฤษยุคหลังๆ ต่างก็ตระหนักดีถึงความจริงข้อนี้ และนับวันความจริงนี้ก็ยิ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดขึ้น ในปี ค.ศ.1672 เซอร์ วิล เลี่ยม เทมเปิล (William Temple) ได้เขียนงานที่ชื่อว่า Observations upon the United Provinces of the Netherlands เขากล่าวว่า : "เวลาที่เหล่าผู้อุตสาหะทั้งหลายออกแรงทำงาน นั่นคือ การผลิตสินค้าโภคภัณฑ์พื้นเมือง ของทุกประเทศ" และ ชาร์ลส์ เดฟแนนท์ (Charles Davenant) ผู้กล่าวไว้ในงานของเขาที่ชื่อ Works ที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ.1696 ว่า "ความอุตสาหะและทักษะในการปรับปรุงคุณภาพของดินและสถานการณ์ให้ใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้นคือ ความร่ำรวยที่จริงแท้ยิ่งกว่าการได้ครอบครอบเหมืองแร่เงินและแร่ทองคำเสียอีก" ในประเทศอังกฤษ บุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งที่คัดค้านทฤษฎีความคิดในการสั่งสมเงินทองในฐานะทรัพย์และความมั่งคั่งนี้คือ เซอร์ วิลเลี่ยม เพ็ตตี้ (Sir William Petty) ผู้ถือได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในสาขาเศรษฐศาสตร์การเมืองในศตวรรษที่สิบเจ็ด แม้เขาจะไม่มีข้อเขียนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐศาสตร์โดยตรงก็ตาม แต่เพ็ตตี้ถือเป็นคนแรกที่เสนอว่า เราควรเข้าใจว่า แรงงาน (labour) คือพื้นฐานของคุณค่า (value) อันสำคัญ เขากล่าวว่า "แรงงานคือบิดาและหลักการที่นำไปสู่ความมั่งคั่ง ส่วนที่ดินนั้นถือเป็นมารดา" และ "ถ้าคนๆ หนึ่งสามารถขุดแร่เงินจำนวนหนึ่งออนซ์ขึ้นมาจากผืนดินในประเทศเปรู และนำมันมายังกรุงลอนดอน ในเวลาเดียวกันกับที่เขาสามารถผลิตข้าวโพดได้หนึ่งถัง ถ้าเช่นนั้น สิ่งหนึ่งต้องเป็นราคาธรรมชาติ (natural price) ของอีกสิ่งหนึ่ง และถ้าหากมีการใช้การในการทำเหมืองแร่แบบใหม่ที่ง่ายขึ้นกว่าเดิม ทำให้คนสามารถขุดเอาแร่เงินขึ้นมาได้ เป็นจำนวนสองออนซ์โดยใช้แรงมากเท่ากับที่เขาเคยใช้ขุดแร่เงินจำนวนหนึ่งออนซ์ ก็จะเท่ากับว่าข้าวโพดจะมีราคาถูกลง นั่นคือราคาจะอยู่ที่สิบชิลลิ่งต่อถัง จากที่ก่อนหน้านี้มีราคาที่ห้าชิลลิ่งต่อถัง" เพ็ตตี้ ยังดูเหมือนจะเสนอทฤษฎีว่าด้วย ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (economic rent) ไว้ด้วย แม้จะยังไม่ใช่ความเข้าใจที่สมบูรณ์นักก็ตาม ดังที่ปรากฏอยู่ในข้อความต่อไปนี้ "สมมติว่าคนๆ หนึ่ง สามารถปลูกข้าวโพดได้ด้วยมือของเขาเองเต็มพื้นที่แปลงหนึ่ง สามารถขุดหรือพรวนดินหว่านเมล็ดข้าวโพด ถอนวัชพืช เก็บเกี่ยวผลผลิตและนำกลับบ้านไปทำการร่อนจนได้ผลผลิตสุดท้ายออกมา กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทำทุกอย่างที่จะทำให้ที่ดินนี้ได้ผลผลิต... และเมื่อชายผู้นี้หักเอาเมล็ดพันธุ์พืชของเขาออกจากกระบวนการเก็บเกี่ยว รวมทั้งหักสิ่งที่เขาบริโภคเข้าไป และนำไปแลกเปลี่ยนกับคนอื่นเพื่อได้มาซึ่งเสื้อผ้าและเครื่องใช้ไม้สอยที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันแล้ว ถือได้ว่าข้าวโพดจำนวนที่เหลืออยู่นั้นเองคือค่าเช่าตามธรรมชาติและค่าเช่าที่แท้จริงสำหรับปีนั้น" ความคิดในเรื่องทรัพย์และความมั่งคั่งของเพ็ตตี้ถือว่าเป็นความพยายามที่จะดึง "ทรัพย์และความมั่งคั่ง" กลับมาสู่ความเป็นจริง นั่นคือ การเน้นไปที่ทักษะ แรงงานและผืนแผ่นดิน โดยวิพากษ์แนวคิดความเชื่อในเรื่อง "เงินทองคือทรัพย์" ในบรรดานักเศรษฐศาสตร์ทั้งหมดในศตวรรษที่สิบเจ็ด กล่าวได้ว่า เซอร์ ดัดลี่ย์ นอร์ธ (Sir Dudley North) ถือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังและอิทธิพลต่อคนรุ่นหลังรองลงมาจาก เพ็ตตี้ ในงานที่ชื่อ Discourse upon Trade ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1691 เขาอธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า การพาณิชย์ (commerce) หมายถึงการแลกเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์ และสิ่งที่คนต้องการเมื่อคนเราทำการค้า ไม่ได้มุ่งที่ตัวเงิน แต่มุ่งที่สินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ สำหรับมาใช้แลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่นต่อไป นอร์ธแสดงทัศนะไว้ว่า "ดังเช่นที่กล่าวกัน คือ การค้าและพาณิชย์เกิดขึ้นครั้งแรกจากแรงงานของมนุษย์ แต่เมื่อปริมาณหุ้น (stock) เพิ่มขึ้น การค้าและพาณิชย์ก็กลับยิ่งเจือจางลง ถ้าลองสมมติว่า ประเทศๆ หนึ่งไม่มีอะไรอยู่เลย นอกจากผืนดินและผู้อยู่อาศัย ก็จะเห็นได้อย่างแจ่มแจ้งว่า ในตอนเริ่มต้น คนมีเพียงแต่ผลผลิตที่ผืนดินมอบให้และแร่ธาตุที่มาจากแอ่งต่างๆ บนผืนดินนั้น การค้าขายสิ่งของกัน ไม่ว่าจะกระทำโดยขนสินค้าเข้าไปยังส่วนต่างๆ ของยุโรป หรือขายให้แก่ผู้ที่เดินทางมาซื้อมัน และขณะเดียวกันก็ได้สินค้าอื่นที่เป็นที่ต้องการจากต่างประเทศกลับคืนมา ในกระบวนการค้าขายเช่นนี้ แร่เงินและทองก็ไม่ต่างจากสินค้าอื่นๆ แต่จะถูกเอาไปจากคนที่มีมาก และนำไปให้แก่คนที่ต้องการหรือปรารถนาที่จะได้มัน โดยทำกำไรให้แก่ผู้ค้าขายได้ดีเท่าๆ กับสินค้าแบบอื่น ดังนั้น ประเทศที่รอบคอบและขยันขันแข็งก็จะยิ่งร่ำรวยขึ้น ขณะที่ประเทศที่อืดอาดเชื่องช้า ก็จะยิ่งจนลง ดังนั้น จึงไม่อาจมีนโยบายอื่นใด นอกเหนือไปจากนี้ที่ควรถูกนำมาใช้และปฏิบัติเพื่อการเพิ่มปริมาณการค้าและความมั่งคั่ง แต่ข้อเสนอนี้ ทั้งที่มันออกจะเรียบง่ายและมีอยู่เพียงข้อเดียวนี้เอง กลับมักจะไม่ค่อยเป็นที่เข้าใจกันนัก ถ้าพูดถึงมนุษยชาติโดยทั่วๆ ไป พวกเขามักจะคิดว่าควรใช้กฎหมายเพื่อเก็บรักษาแร่เงินและทอง ที่ได้มาจากการค้ากับต่างประเทศไว้ภายในประเทศ และหวังที่จะร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็วทันควัน แต่สิ่งนี้เป็นความผิดพลาดทางเหตุผลอย่างมหันต์ทีเดียว" หน้า 30 ความสำคัญและคำอธิบายเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" ในปรัชญาการเมืองตะวันตก (8) คนแคระบนบ่ายักษ์ : แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1427 ความแตกต่างสำคัญระหว่าง "เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่กระแสหลัก" กับ "เศรษฐกิจพอเพียง" ในปรัชญาการเมืองกรีกโบราณของเซโนฟอน (426-355 ก่อนคริสตกาล) อยู่ที่ประเด็นความเข้าใจเรื่อง "ทรัพย์และความมั่งคั่ง" ตามความเข้าใจของคนทั่วไป เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ถือ "เงินทอง" เป็นดัชนีบ่งบอกถึงความมั่งคั่ง แต่ "เศรษฐกิจพอเพียง" กรีกโบราณไม่คิดเช่นนั้น จากเซโนฟอนถึงอริสโตเติลและเรื่อยมาจนถึงนักคิดในยุคกลางของยุโรปยังยึดในหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และตอกย้ำวิพากษ์ผู้คนที่เห็น "เงินทอง" สำคัญกว่า "ข้าวปลาอาหาร" จนกระทั่งถึงศตวรรษที่สิบเจ็ด เซอร์ ดัดลี่ย์ นอร์ธ (Sir Dudley North) ของอังกฤษวิพากษ์ระบบเศรษฐกิจแบบพาณิชย์นิยมที่เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตัวของเศรษฐศาสตร์สมัย นอร์ธโจมตีระบบพาณิชญ์นิยมที่เน้นการสั่งสมเงินตราและทองในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งของประเทศ โดยผลกระทบที่ตามมาก็คือ ข้าวปลาอาหารกลับมีราคาผันแปรไปตามเงินทอง ทั้งๆ ที่เงินทองนั้นกินไม่ได้! เซอร์ ดัดลี่ย์ นอร์ธ วิพากษ์วิธีคิดเรื่องความร่ำรวยโดยเอาเงินไปตัวตั้งว่า "คนเหล่านี้ต้องการอะไรจากการเรียกร้องอยากจะได้เงินทองมากๆ...เงินไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ แต่มันคือราคาสำหรับข้าวโพดและปศุสัตว์ที่พวกเขาจะขายได้หรือไม่ได้ต่างหาก" นอร์ธได้สรุปหลักการทั้งหมดของเขาไว้ในปัจฉิมลิขิตอันมีใจความว่า "ไม่มีใครเลยที่ร่ำรวยได้โดยเพียงอาศัยนโยบายต่างๆ แต่สิ่งสำคัญคือสภาวะสันติภาพ (สภาวะที่ทุกคนจะสามารถทำงานสร้างฐานะ-ไม่ใช่สภาวะสงครามจลาจล) ตลอดจนความอุตสาหะและเสรีภาพที่นำมาซึ่งการค้าและความมั่งคั่ง ไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกเหนือจากเลยนี้" ในปี ค.ศ.1707 หนึ่งในบรรดาผู้คัดค้านลัทธิพาณิชย์นิยมคือ บารอน เล เพรสเตอร์ เดอ เวาแบน (Le Prestre de Vauban) นายพลแห่งกองทัพฝรั่งเศส เวาเบนแสดงความเกลียดชังต่อความก้าวหน้าของการค้าและชนชั้นพ่อค้า และเหนือสิ่งอื่นใดคือ เขาเกลียดชังนโยบายของผู้แทนของชนชั้นเหล่านี้ เวาแบน เสนอให้มีการเก็บภาษีจากคนทุกคนที่มีรายได้โดยไม่เลือกหน้า โดยจ่ายในรูปของพืชผักสำหรับเกษตรกร และในรูปของเงินสำหรับพ่อค้าและผู้ผลิตต่างๆ ส่วนภาษีอื่นๆ ควรยกเลิกไปทั้งหมด เขายืนยันว่า "...ความมั่งคั่งที่แท้จริงของประชาชนอยู่ที่การมีข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต ที่พวกเขาไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากมันอยู่อย่างบริบูรณ์" และ "มันคือประชาชนคนชั้นล่างที่แรงงานและการทำค้าขายของพวกเขาและรวมถึงสิ่งที่พวกเขาจ่ายให้แก่องค์กษัตริย์ ที่ทำให้ทั้งองค์กษัตริย์และอาณาจักรของพระองค์มั่งคั่งร่ำรวยขึ้น มันคือคนเหล่านี้ที่ประกอบการค้าพาณิชย์ และทำการผลิตสิ่งของให้แก่ราชอาณาจักรที่ช่วยเพิ่มเสริม (furnish) ผลผลิตของผู้ใช้แรงงาน ผู้ผลิตเหล้าองุ่น ผู้ไถหว่านผืนดิน ผู้ดูแลปศุสัตว์ ผู้หว่านเมล็ดข้าวโพดและเก็บเกี่ยวมัน ผู้ดูแลต้นองุ่นและผลิตไวน์ กล่าวโดยสรุป มันคือคนที่ทำสิ่งต่างๆ ทั้งเล็กน้อยและใหญ่โตในประเทศและในเมือง แต่พวกเขาคือ พลเมืองของชาติที่ทั้งมีประโยชน์เหลือเกิน และก็น่าชิงชังเหลือเกิน (ข้อความหลังนี้ เวาเบนต้องการประชนชั้นสูง!) ผู้ซึ่งต้องเผชิญกับความทุกข์ยากมานานและก็ยังคงเผชิญอยู่จนถึงปัจจุบัน" ในช่วงกลางของศตวรรษที่สิบแปด ทฤษฎีพาณิชย์นิยมแบบเข้มข้นก็ต้องยอมอ่อนข้อให้แก่ข้อวิจารณ์ และการโจมตีที่มาจากหลายทิศทาง ผู้สนับสนุนลัทธิพาณิชย์นิยมชาวอังกฤษคนสุดท้ายคือ จอห์น กี (John Gee) ซึ่งเขียนหนังสือชื่อ Trade and Navigation of Great Britain Considered ซึ่งฉบับตีพิมพ์ครั้งที่สองปรากฏขึ้นในปี ค.ศ.1730 ที่เขาเรียกร้องว่า "คนจำนวนมากพากันเข้าใจผิด และผิดมากเสียจนกระทั่งพวกเขามองไม่เห็นความแตกต่างระหว่าง การมีทรัพย์สินคงคลัง เป็นเงิน และทองจำนวนมหาศาลอยู่ในราชอาณาจักร และเหรียญกษาปณ์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียว ของทรัพย์สมบัติและความมั่งคั่งร่ำรวย กับการที่เงินดังกล่าวถูกนำออกนอกประเทศ แต่พวกเขากล่าวว่า เงินคือสินค้าเช่นเดียวกันสิ่งอื่นๆ ทั้งหมด และคิดว่าพวกเขาจะไม่มีวันจนลงจากสิ่งที่ชาติส่งออกเป็นประจำนี้" อย่างไรก็ตาม แม้โดยทางปฏิบัติ ทฤษฎีพาณิชย์นิยมจะถูกทำลายลง แต่นโยบายที่มีพื้นฐานอยู่บนทฤษฎีชนิดนี้ ยังคงดำรงอยู่ต่อไปจนกระทั่งหลังยุคสมัยของ อดัม สมิธ (Adam Smith) นโยบายนี้คือความพยายามโดยอาศัยการออกกฎหมายหรือวิธีการอื่นๆ ที่จะได้มาและรักษาไว้ซึ่งดุลการค้าของประเทศใดประเทศหนึ่ง ระบบนี้มีหลักใหญ่คือการปกป้องทางการค้า (protection) เพราะการปกป้องนี้ทำให้ประเทศ มีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศลดลง แม้สินค้าที่ส่งออกจะไม่เพิ่มขึ้นก็ตาม เป้าหมายสำคัญของชนชั้นปกครอง-ซึ่งส่วนใหญ่มาจากชนชั้นกลาง-ในขณะนั้นคือ การได้มาซึ่งการผูกขาดทางการค้า ขณะเดียวกัน กล่าวได้ว่า แนวคิดที่ว่าประเทศสามารถผูกขาดทางการค้าได้โดยการใช้วิธีการ เช่น มาตรการกำแพงภาษี หรือวิธีการอื่นๆ เป็นซากความคิดและวิธีปฏิบัติที่ตกทอดมาจากผู้คุมอำนาจทางเศรษฐกิจ และการเมือง ในสมัยยุคกลาง แต่นโยบายดังกล่าวในยุคสมัยนี้ถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของชนชั้นกลางที่มีหลักคิดแบบใหม่ ที่แตกต่างจากของยุคกลางอย่างแทบจะเป็นตรงกันข้ามทีเดียว จากนั้น แนวคิดทฤษฎีทางเศรษฐกิจของชนชั้นกลางและตัวชนชั้นกลางเองก็ได้พัฒนา ควบคู่กันไปสู่ความสมบูรณ์ ที่จะพัฒนาไปสู่เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่มากขึ้นในเวลาต่อมา และส่งผลให้เริ่มเห็นชัดว่า ขณะที่มันตอบสนองผลประโยชน์เฉพาะหน้าของปัจเจกบุคคลที่เป็นตัวแทนของชนชั้นพ่อค้า แต่ในระยะยาวหลักการเสรีทางการค้านี้กลับจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้ชนชั้นดังกล่าว ทั้งชนชั้น หรือ ในฐานะชนชั้นหนึ่ง ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ แม้แต่ตัว อดัม สมิธ เองก็ดูจะตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้อยู่เป็นนัยๆ ดังจะเห็นได้จากการที่เขากล่าวโจมตีการปกป้องคุ้มครองทางการค้าอยู่บ้างเป็นบางครั้งบางคราว ซึ่ง สมิธ เชื่อว่าเขากำลังโจมตีผลประโยชน์เฉพาะพิเศษของชนชั้นพ่อค้า ขณะที่จริงๆ แล้ว สิ่งที่เขาทำ กลับกลายเป็นการวางพื้นฐานทางทฤษฎีที่หนักแน่นน่าเชื่อถือให้แก่ผลประโยชน์ของชนชั้นเหล่านั้นอยู่ต่างหาก ปฏิกิริยาต่อหลักการพื้นฐานของระบบพาณิชย์นิยมที่ว่า เงินคือแหล่งสะสมเดียวของความมั่งคั่ง (the sole repository of wealth) และหลักการข้างเคียงที่ว่า การค้าคือหนทางเดียวที่จะได้มาซึ่งเงินนั้น ปรากฏในประเทศฝรั่งเศสในรูปของระบบฟิสิโอแครต (physiocratic) ซึ่งเป็นระบบที่ถือว่าที่ดินหรือผืนแผ่นดินที่บุคคลครอบครองเท่านั้นที่เป็นแหล่งสะสมแห่งเดียวของความมั่งคั่ง และหลักการข้างเคียงที่ว่า การเกษตรกรรมคือหนทางเดียวที่จะทำให้ความมั่งคั่งจากผืนดินเกิดขึ้นจริงได้ แนวคิดของสำนักนี้เริ่มต้นที่พ่อค้าชื่อ คองติลยง (Cantillon) แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจอย่างจริงจัง (--คองติลยงเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "Essay on the Nature of Commerce in General" หรือ "ความเรียงว่าด้วยธรรมชาติของการค้าทั่วไป" ซึ่งไม่มีใครให้ความสำคัญมากนักจนกระทั่งครบรอบ 250 ปีของหนังสือดังกล่าวในปี พ.ศ.2548 นักวิชาการปัจจุบันถึงยอมรับและยกย่องว่า คองติลยงเป็นนักคิดคนแรก ที่สร้างระเบียบวิธีการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ และได้นำเสนอตัวแบบทางทฤษฎีในการทำความเข้าใจเศรษฐกิจ--) จนกระทั่งถึง ฟรังซัว เควสเนย์ (Francois Quesnay) และ ฌัง เดอ กูร์เนย์ (Jean de Gournay) ซึ่งเป็นสมาชิกระดับหัวหน้าของกลุ่ม "นักเศรษฐศาสตร์" (the Economicists) หรือ นักฟิสิโอแครต (Physiocrats) ได้ช่วยกันพัฒนาความคิดขึ้นอย่างเป็นระบบและมีรายละเอียดมากขึ้น แต่จุดเริ่มต้นของระบบความคิดนี้มีปรากฏตั้งแต่ในงานของ คองติลยง แล้ว จากที่เขากล่าวว่า "ผืนแผ่นดินคือที่มาหรือวัตถุที่ความมั่งคั่งทั้งหลายถูกดึงออกมา ส่วนแรงงานของมนุษย์คือเครื่องมือที่ผลิตมันขึ้น" ซึ่งความคิดนี้ได้ถูกนำมาขยายความอย่างละเอียดโดย เควสเนย์ ใน Tableau Economique (1755) และ Maximes g?n?rales de Gouvernement Economique d"un Royaume Agricole (1758) ซึ่งงานชิ้นหลังประกอบด้วยคติแนวคิดจำนวนมาก ที่ถูกนำไปใช้การกำหนดทิศทางของผู้ปกครองและประชาชน ตัวอย่างจากคติเหล่านี้ ได้แก่ "คติที่ 3: ผู้ปกครองและชาติต้องถูกทำให้ไม่ลืมว่าผืนดินคือแหล่งที่มาเดียวของความมั่งคั่ง และการเกษตรกรรมคือสิ่งที่ช่วยเพิ่มขนาดและจำนวนของความมั่งคั่ง เนื่องจากความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นเป็นสิ่งยืนยันว่าในบรรดาประชาชน มนุษย์ และความมั่งคั่งทำให้การเกษตรกรรมเจริญรุ่งเรือง ทำให้การค้าขยายตัว กระตุ้นอุตสาหกรรม และส่งเสริมและผลักดันให้ความมั่งคั่งดำรงอยู่ตลอดไป และความสำคัญในการปกครองทุกๆ ส่วนของชาติก็ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาอันอุดมสมบูรณ์นี้เอง" และ "คติที่ 25: จงรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ในการทำการค้า เนื่องจากสิ่งที่จะปกป้องการค้าพาณิชย์ ทั้งภายในและภายนอก- อันเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด และสร้างผลกำไรมากที่สุดแก่ชาติและรัฐ-ได้อย่างแน่นอนที่สุดก็คือ เสรีภาพที่จะแข่งขันอย่างไม่มีขีดจำกัดนั่นเอง" จะเห็นได้ว่า แนวคิดเศรษฐศาสตร์ของพวกฟิสิโอแครตนั้นมีประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนัยความหมายของ "ความมั่งคั่ง" ที่เน้นไปที่ที่ดิน เกษตรกรรมและแรงงานมากว่าเงินทอง แต่กระนั้น ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจ ที่กำลังขยายตัวไปสู่การเป็นตลาดโลกนั้น ทำให้พวกเขามุ่งเน้นไปที่การแข่งขันทางการค้า อย่างไม่มีขีดจำกัด หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ "ไม่เคยพอ" นั่นเอง ดังจะเห็นได้จากงานของ Tableau Economique ของเควสเนย์ ที่เสนอคติที่ว่า Pauvres paysans, pauvre royauame; pauvre royaume, pauvre roi. ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายเป็นที่มาของคติพจน์ที่ว่า Laissez faire et laissez passer, le monde va de lui meme----"Let do and let pass, the world goes on by itself!" ปล่อยให้มันดำเนินไป ปล่อยให้มันเป็นไป โลกมันจะเดินไปได้ด้วยตัวของมันเอง อันเป็นที่มาของหลักแห่งการค้าเสรีนั่นเอง หน้า 38 จากปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" กรีกโบราณถึงเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ของอดัม สมิธ (9) คนแคระบนบ่ายักษ์ : แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1428 แนวคิดเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่เรียกว่า "พาณิชย์นิยม" ถือเงินตราและทองคำเป็นดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งร่ำรวย ในขณะที่ปรัชญาเศรษฐกิจของเซโนฟอนเมื่อสองพันปีที่แล้วเน้นความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงที่ไม่ถือว่าการมีเงินมากๆ เป็นความมั่งคั่ง ขณะเดียวกัน แม้ว่าแนวคิดเศรษฐกิจสมัยใหม่อีกแนวหนึ่งหรือที่เรียกว่า "ฟิสิโอแครต" ที่พัฒนาต่อจาก "พาณิชย์นิยม" จะให้ความสำคัญกับที่ดิน เกษตรกรรมและแรงงานในฐานะสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งร่ำรวยมากกว่าเงินทอง แต่กระนั้น พวกฟิสิโอแครตก็เน้นไปที่การแข่งขันทางการค้าอย่างไม่มีขีดจำกัด ซึ่งสวนทางกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพราะพวกฟิสิโอแครตไม่เห็นความจำเป็นของ "ความพอเพียง" พวกฟิสิโอแครตเป็นต้นกำเนิดแห่งคติพจน์ของการค้าเสรี นั่นคือ Laissez faire et laissez passer, le monde va de lui meme----"Let do and let pass, the world goes on by itself!" ปล่อยให้มันดำเนินไป ปล่อยให้มันเป็นไป โลกมันจะเดินไปได้ด้วยตัวของมันเอง อันเป็นที่มาของหลักแห่งการค้าเสรีนั่นเอง ศิษย์คนสำคัญที่สุดของสำนักฟิสิโอแครตคือ มิราโบ (Mirabeau) และทูร์โก (Turgot) ซึ่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ ที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง มิราโบได้เขียนงานหลายชิ้น ที่อธิบายระบบความคิดของฟิสิโอแครต หนึ่งในนั้นคือ La Philosophie Rurale (1763) ที่กล่าวว่า "ช่างฝีมือผู้ถักทอใยผ้า พ่อค้าผู้ค้าขายสิ่งเหล่านี้ ผู้ขนส่งผู้ให้บริการขนส่งใยผ้าที่ถักทอแล้ว ช่างตัดเสื้อผู้ตัดเย็บมันให้เป็นเสื้อผ้า ทนายผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีความ ผู้รับใช้ซึ่งคอยบริการเขา คนเหล่านี้สามารถบริโภคได้ ก็เพราะค่าตอบแทนที่ผู้ว่าจ้างของเขาหรือลูกค้าผู้ซื้อผลผลิตของพวกเขาจ่ายให้แก่เขา เนื่องจากสิ่งที่แรงงานของพวกเขาและผลผลิตของพวกเขามอบให้แก่พวกเขาทั้งหมดก็คือ ค่าตอบแทนนี้ ซึ่งตัวมันเองก็จะกลายไปเป็นค่าใช้จ่ายต่อไป เมื่อเขาจ่ายเงินให้แก่ผู้อื่น ซึ่งถ้าสืบย้อนกลับไปถึงแหล่งที่มาของมัน ก็จะพบว่าเงินจำนวนนี้มาจากสิ่งเดียวเท่านั้นคือ ผืนแผ่นดิน ซึ่งผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหมดที่เราใช้" ส่วนทูร์โกต์ คือผู้ที่อธิบายแจกแจงความคิดของนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มฟิสิโอแครตไว้อย่างเป็นระบบระเบียบ และชัดเจนสมบูรณ์แบบที่สุด ในงานเขียนของเขาที่ชื่อ Reflexions sur la formation et la Distribution des Richesses (1766) เป็นการวิจัยและรวบรวมศาสตร์ที่ว่าด้วยเศรษฐศาสตร์การเมืองทั้งหมดไว้โดยย่อ แต่สมบูรณ์ ซึ่งเริ่มต้นในลักษณะเดียวกับงานของ อดัม สมิธ นั่นคือ การชี้ให้เห็นถึงข้อดีและความจำเป็นของการแบ่งงานกันทำ และผลลัพธ์ที่จะตามมาจากการทำเช่นนี้ในรูปของการแลกเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์อย่างเป็นระบบ เขากล่าวว่า "ทุกคนผูกพันตัวเองเข้ากับงานประเภทใดประเภทหนึ่งและประสบความสำเร็จได้ดีกว่าในบทบาทนั้น เกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์สามารถได้ผลผลิตปริมาณมากที่สุดเท่าที่ที่นาของเขาจะสามารถผลิตได้ และสามารถได้มาซึ่งทุกสิ่งที่เขาต้องการได้อย่างสะดวกและง่ายดายมากขึ้นโดยการแลกเปลี่ยนผลผลิตส่วนเกินของเขากับคนอื่นๆ มากกว่าที่เขาจะสามารถได้มาด้วยแรงงานของตัวเขาเองทั้งหมด ช่างตัดรองเท้าโดยการผลิตรองเท้าให้แก่เกษตรกรผู้นี้ก็จะได้มาซึ่งผลผลิตทางการเกษตรที่เพียงพอสำหรับตัวเขาใช้ คนทำงานทุกคนใช้แรงงานของตนเพื่อตอบสนองความต้องการของคนทำงานที่อยู่ในสาขาอาชีพอื่น ซึ่งในทางกลับกัน คนเหล่านั้นในแง่หนึ่งก็ทำงานหนักเพื่อเขาเช่นกัน" จากนี้ ทูร์โกต์ อธิบายต่อไปว่า แรงงานที่เกษตรกรใช้กับที่ดินของเขาคือ แหล่งที่มาแรกสุดของความมั่งคั่งทั้งหลายทั้งปวง เนื่องจากอาหารคือสิ่งจำเป็นพื้นฐานประการแรกสำหรับมนุษย์ แต่เนื่องจากการที่เขาเป็นพวกฟิสิโอแครต ทำให้ ทูร์โกต์ สรุปอย่างไม่ถูกต้องว่า มีแต่ที่ดินเท่านั้นที่สามารถก่อให้เกิดความมั่งคั่งได้ ดังที่เขาได้กล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า "เกษตรกรคือคนเพียงกลุ่มเดียวที่ความอุตสาหะของพวกเขา ก่อให้เกิดผลผลิตที่มีมูลค่าสูงกว่าค่าจ้างแรงงานของพวกเขา ดังนั้น เขาจึงเป็นเพียงที่มาเดียวเท่านั้นของความมั่งคั่ง" ทูร์โกต์ ชี้ให้เห็นว่า เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ ค่าจ้างแรงงานจะต้องถูกลดทอนให้อยู่ในระดับที่เพียงพอสำหรับการเลี้ยงชีวิตเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ทำให้เขาเองก็ไม่ต่างจาก เพ็ตตี้ และ สมิธ ที่ได้เคยกล่าวไปในตอนก่อนๆ แล้ว เพราะเขายังไปไม่ถึงความเข้าใจเรื่องค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (conception of economic rent) ด้วย ทูร์โกต์ กล่าวว่า "ผืนดินทุกผืนไม่ได้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างเท่าเทียมกัน : คนสองคนที่มีผืนดินขนาดเท่ากันอาจเก็บเกี่ยวผลผลิตได้จำนวนไม่เท่ากัน นี่คือแหล่งที่มาประการที่สองของความไม่เสมอภาค" ทูร์โกต์ เข้าใจเรื่องมูลค่าในการแลกเปลี่ยน (exchange value) อย่างถูกต้องดังจะเห็นจากการที่เขาอธิบายว่า "การค้าพาณิชย์ [กำหนด] ราคาที่เป็นปัจจุบันให้กับสินค้าทุกชนิด เมื่อเทียบกับสินค้าชนิดอื่นๆ ทำให้สิ่งที่ตามมาคือสินค้าทุกชนิดกลายมามีมูลค่าที่สมมาตรกับสินค้าชนิดอื่นๆ ในปริมาณหนึ่งๆ และเราสามารถยึดถือมูลค่านี้เป็นประดุจคำสัญญาสำหรับใช้แทนสินค้านั้น สินค้าทุกชนิดจึงอาจถูกใช้เป็นสเกล (scale) หรือมาตรวัดสำหรับใช้ร่วมกัน และสำหรับเปรียบเทียบมูลค่าของสินค้าชนิดอื่นๆ" แต่จากนั้นเขากลับอธิบายว่า เงินทั้งหมดจัดเป็นสินค้า (money is merchandize) และเขายังให้เหตุผลที่แร่โลหะ มีค่าสมควรถูกใช้เป็นเงิน นอกจากนี้ ทูร์โกต์ ยังเข้าใจเห็นว่า มันคือแหล่งที่มาและตัวทุน (capital) ไม่ต้องสงสัยเลยว่างานชิ้นนี้ของมีอิทธิพลอย่างยิ่งในการแผ้วทางความคิดให้แก่งานเขียนทางเศรษฐศาสตร์อันยิ่งใหญ่อย่าง The Wealth of Nations ของนักเศรษฐศาสตร์การเมืองที่มีชื่อเสียงที่สุดอย่าง อดัม สมิธ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ในประเทศอังกฤษ ถือได้ว่า ทัคเกอร์ ฮูมว์ และสจ๊วต (Tucker, Hume, and Stewart) เป็นผู้แผ้วทางทางปัญญาความคิดให้กับ อดัม สมิธ ในงานเขียนของ เซอร์ เจมส์ สจ๊วตเรื่อง Inquiry into the Principles of Political Economy (1767) เผยให้เห็นถึงเค้ารางโครงความคิดหลายประการ ที่ในเวลาอีกสิบปีต่อมา ได้ถูกนำมาแจกแจงและอธิบายไว้อย่างละเอียดโดย อดัม สมิธ ขณะเดียวกันสาธุ คุณโจเซีย ทัคเกอร์ ได้เขียนงานชิ้นสำคัญของเขาคือ Questions on Commerce ในปี ค.ศ.1755 ซึ่งในงานเขียนชิ้นนี้เขาได้โต้แย้งนักทฤษฎีพาณิชย์นิยมทั้งหลาย และให้เห็นผลสนับสนุนการค้าเสรี ส่วน ฮูมว์ ในงานชื่อ Political Discourse (1752) ได้ระบุถึงความจริงทางเศรษฐกิจบางประการไว้ เช่น เมื่อเขากล่าวว่า "แรงงานที่ชาติหนึ่งมีคือ ทั้งหมดที่เป็นอำนาจและความมั่งคั่งแท้จริงของชาตินั้น" และในที่สุด เมื่อ The Wealth of Nations ของ อดัม สมิธ ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ.1776 ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นข้อเขียนทางเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริงเล่มแรก ที่ถือกำเนิดขึ้นในโลก ส่วนสำคัญของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่หนังสือเล่มที่สาม (Book Three) อันถือได้ว่าเป็นหนึ่งในความพยายามแรกเริ่มในการทำความเข้าใจ และหาทางจัดการกับปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมจากมุมมองทางประวัติศาสตร์ และด้วยเหตุนี้ที่ทำให้ The Wealth of Nations กลายเป็นงานที่สร้างประวัติศาสตร์ (epoch-making) เลยทีเดียว กล่าวได้ว่า The Wealth of Nations มีพื้นฐานอยู่บนระบบเศรษฐกิจแบบการผลิตอุตสาหกรรม และมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ปีหลังจากที่ สมิธ เสียชีวิต งานชิ้นนี้ก่อให้เกิดผลกระทบที่สำคัญอย่างยิ่งในเวลาต่อมาคือ การล้มล้างแนวคิดความเชื่อเรื่องการปกป้องการค้าภายในประเทศ รวมทั้งการสถาปนาแนวคิดแบบการค้าเสรีขึ้นมาเป็นปรัชญาทางเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ สำหรับคนชั้นกลางโดยทั่วไป สรุปได้ว่า เมื่อเข้าสู่โลกสมัยใหม่ กล่าวได้ว่า ได้เกิดกระบวนทัศน์เกี่ยวกับ องค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ในฐานะที่เป็นสาขาของการเรียนรู้ที่เป็นของสมัยใหม่ อันเป็นผลให้มีการนิยาม "เศรษฐศาสตร์" ว่าเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการผลิต การจัดสรรและการแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภค ส่วนแนวคิดเศรษฐศาสตร์ในยุคกรีกโบราณ ถูกมองว่าเป็นเพียงแค่ภาพลางๆ ทางความคิดแบบคร่าวๆ ของความเข้าใจในองค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์เท่านั้น และในยุคกลางเอง ก็ถูกมองว่าไม่มีความก้าวหน้าใดๆ ในแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์เกิดขึ้นเลยเนื่องจากยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลปรัชญาเศรษฐศาสตร์ของ เซโนฟอน-อริสโตเติล อยู่ การผลิตเกือบทั้งหมดเป็นไปเพียงเพื่อการใช้สอย ขณะที่การค้าขายแลกเปลี่ยนมีการพัฒนาน้อยมาก และเมื่อถึงปลายศตวรรษที่สิบสี่ รากฐานของเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ก็ได้เริ่มถือกำเนิดขึ้นในรูปของทฤษฎีพาณิชย์นิยม ที่มีผู้ยอมรับนับถือกันจนถึงยุคสมัยของ อดัม สมิธ ซึ่งก่อนหน้า สมิธ ก็มีนักคิดหลายคนที่พยายามโจมตี การอ้างเหตุผลที่ผิดพลาดเด่นชัดของทฤษฎีที่ว่านี้ และเริ่มมีการเสนอแนวคิดหลายอย่าง ที่บางแนวคิดก็มีความสำคัญมากในฐานะที่เป็นการแผ้วทางไปสู่แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ที่สำคัญๆ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในเวลาต่อมา โดยแนวคิดเรื่องความพอเพียงและการระมัดระวังไม่ให้เงินทองเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งเริ่มเสื่อมสลายหายไป หน้า 29 จากปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" กรีกโบราณถึงเศรษฐศาสตร์สามานย์สมัยใหม่ (10) คนแคระบนบ่ายักษ์ : แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 04 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1429 พัฒนาการขององค์ความรู้ที่เรียกว่า "เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่" (modern economics) นับตั้งแต่ยุคสมัยของ อดัม สมิธ เป็นต้นมาได้นำมาสู่แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่แตกแขนงออกไป ได้แก่ หนึ่ง แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิคที่เสนอโดย เดวิด ริคาร์โด (David Ricardo) มัลธัส (Malthus) เซย์ (J. B. Say) และเจมส์ มิลล์ (James Mill) ซึ่งเป็นแนวคิดกระแสหลักที่มีอิทธิพลครอบงำอยู่ช่วงหนึ่ง และ สอง แนวคิดที่ถูกนักวิชาการบางกลุ่มเรียกว่าเป็นเศรษฐศาสตร์แบบสามานย์ (vulgar economy) ที่เสนอโดยนักคิดอย่าง วากเนอร์ ลาฟลี เจวอนส์ และซิดวิกค์ (Wagner, Laveleye, Jevons, and Sidgwick) ที่เป็นการดัดแปลงเศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิก ให้อยู่ในรูปแบบที่ยินยอมให้รัฐเข้าแทรกแซงเสรีภาพ ในการผลิตแบบทุนนิยมสมัยใหม่มากขึ้น โดยใช้วิธีการออกกฎหมาย และ สาม แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์แบบสังคมนิยมที่เสนอโดยคาร์ล มาร์กซ์และนักคิดในสำนักของเขา ในกลุ่มที่หนึ่งมี โทมัส โรเบิร์ต มัลธัส (Thomas Robert Malthus : 1746-1834) เป็นหนึ่งในนักคิดทางสังคมศาสตร์ที่สนใจศึกษาปัญหาทางเศรษฐศาสตร์ด้วย มัลธัส เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับประชากร (theory of population) อันเป็นป้อมปราการหรือกันชนอย่างดีให้แก่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิคของชนชั้นกลาง ในการต่อสู้กับการโจมตีของนักเศรษฐศาสตร์สังคมนิยมที่เรียกร้อง ให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน ตลอดจนการเรียกร้องเงื่อนไขใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลำพังแนวคิดแบบที่เน้นสำนึกทางมนุษยธรรม (humanitarian sentimentalism) ที่แพร่หลายอยู่ระหว่างศตวรรษที่สิบแปดไม่สามารถตอบสนองได้ ปัญหาที่ถูกโจมตีคือสภาพชีวิตอันย่ำแย่ของคนชั้นล่าง อันเกิดจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเครื่องจักรกล และการทดแทนแรงงานมนุษย์ด้วยเครื่องจักร ซึ่งทำให้คนหลายพันหลายหมื่นคนต้องตกงาน และจมอยู่ในความยากจนข้นแค้นและทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส ปัญหาดังกล่าวนี้ถูกยกขึ้นมาเพื่อเรียกร้องคำอธิบายจากนักเศรษฐศาสตร์ จากข้อเขียนที่ชื่อ Essay on the Principle of Population มัลธัส เชื่อว่าเขาได้ค้นพบคำอธิบายนี้ในทฤษฎีของเขาที่ว่าการเจริญเติบโตของประชากร มักจะเกิดขึ้นเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของปริมาณอาหารที่มีอยู่สำหรับตอบสนองการบริโภค ดังนั้น การขจัดปัญหาความยากจนจึงสามารถทำได้โดยการจำกัดจำนวนประชากรโลก ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิกส่วนใหญ่ยอมรับความคิดนี้ของ มัลธัส ประดุจดั่งทฤษฎีแม่บทที่ไม่ต้องมีการพิสูจน์ (axiom) แต่อย่างใด และแม้แต่นักเศรษฐศาสตร์แบบสามานย์เองก็ยังยอมรับทฤษฎีนี้ในระดับหนึ่ง จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน นั่นคือ ปัญหาเศรษฐกิจในโลกเกิดจากความไม่พอเพียงของทรัพยากรสำหรับจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีตกาล สําหรับ เดวิด ริคาร์โด (David Ricardo : 1772-1823) ผู้สืบทอดคนสำคัญของ อดัม สมิธ ในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิค เขาตีพิมพ์งานเขียนชิ้นสำคัญคือ Principles of Political Economy ในปี ค.ศ.1817 ที่เสนอความคิดใหม่ว่า ความมั่งคั่งไม่ว่าจะอยู่ในรูปของทุนหรือรูปของสิ่งอื่นก็ตาม เป็นเพียงผลผลิตสะสม (accumulated product) ของแรงงาน และรวมทั้งการยืนยันจุดยืนของ อดัม สมิธ ที่ว่า แรงงานคือ พื้นฐานเพียงประการเดียวของมูลค่า ร่วมกับความคิดที่สัมพันธ์ไปด้วยกันที่ว่า "ราคาธรรมชาติ" (Natural price) ของสินค้าชนิดหนึ่ง แสดงออกถึงแรงงานทางสังคมทั้งหมดที่แฝงอยู่ภายในสินค้านั้น นอกจากนี้ ริคาร์โด ยังเป็นคนแรกที่สร้างทฤษฎีเรื่องค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (economic rent) ไว้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม โดยค่าเช่าดังกล่าวหมายถึงผลผลิตส่วนเกิน หรือผลผลิตที่ได้จากที่ดินใดก็ตาม ที่เกินไปกว่าผลผลิตที่จะได้จากที่ดินที่ใช้เพาะปลูกได้เลวที่สุด กล่าวได้ว่า สมิธ มัลธัส และริคาร์โดเป็นเสมือนเทพเจ้าสามองค์ของแนวคิดเศรษฐศาสตร์คลาสสิก แนวคิดหลักที่พวกเขาวางรากฐานไว้ต่อมาได้ถูกขยาย--ให้อรรถกถาธิบายและทำให้เข้าใจง่ายขึ้นโดยนักวิชาการกลุ่มหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วย เจมส์ มิลล์, แมคคัลลอค (McCulloch) และซีเนียร์ (Senior) ก่อนจะกล่าวถึงแนวที่สามหรือแนวเศรษฐศาสตร์แนวสามานย์ (vulgar economics) นักคิดที่สำคัญอีกคนหนึ่งที่ควรจะกล่าว ถึงคือ จอห์น สจ๊วต มิลล์ (1806-1873) แม้จะไม่ใช่นักคิดที่เสนอแนวคิดแปลกใหม่เป็นของตัวเอง แต่ มิลล์ จัดเป็นนักคิดทางเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคนหนึ่ง งานเขียนของเขาที่ชื่อ Principles of Political Economy ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1848 แม้เนื้อหาสาระจะเทียบได้กับเพียงแค่คู่มือของแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิค แต่สิ่งที่ทำให้งานชิ้นนี้มีความโดดเด่นและมีอิทธิพลอย่างกว้างขวางคือ บทสะท้อนที่แสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจอย่างยิ่ง และการชี้ให้เห็นว่า จิตสำนึกหรือสิ่งที่มักเข้าใจกันว่าเป็นกฎทางเศรษฐศาสตร์ (economic laws)- หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ การนิรนัย (deductions) ข้อสรุปใดๆ เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์การเมืองจากข้ออ้างคือเงื่อนไขที่เป็นอยู่ของสังคม-ไม่ได้มีลักษณะที่ต้องเป็นจริงอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดังที่ผู้สนับสนุนความเป็นศาสตร์แห่งเศรษฐศาสตร์มักจะอ้างกัน มิลล์ต่อต้านข้อสรุปที่ตายตัวและปราศจากความยืดหยุ่นที่ได้มาอย่างง่ายๆ รวมทั้งกฎของเศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิค แต่ขณะเดียวกัน เขาก็มองไม่เห็นหนทางที่จะหลีกหนีข้อสรุปและกฎเหล่านี้ ซึ่งทำให้งานเขียนชิ้นดังกล่าวนี้ของเขามีลักษณะที่เปลี่ยนกลับไปกลับมา ระหว่างการอธิบายทัศนะทางเศรษฐศาสตร์ของยุคสมัย กับความพยายามที่ค่อนข้างสับสนในการจะหลีกหนีข้อสรุปที่เป็นผลลัพธ์ของทัศนะเหล่านี้ สํานักเศรษฐศาสตร์สามานย์ (vulgar economics) ได้แก่ สำนักคิดทางเศรษฐศาสตร์กลุ่มหนึ่ง ที่เรียกกันในประเทศเยอรมนีที่ชื่อว่า "Katheder-Sozialisten" ซึ่งหมายถึงนักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์แนวสังคมนิยม ที่ไม่ได้ต่อสู้เพื่อหลักการสังคมนิยมในทางปฏิบัติอย่างจริงจังแท้จริงเท่าไร ถ้ากล่าวในบริบทของไทย ก็น่าจะหมายถึง "พวกนักวิชาการที่วันๆ อยู่แต่ในห้องทำงานติดแอร์" (Socialists of the Professorial Chair) นักวิชาการสายนี้วิพากษ์ทั้งฐานคิด (premises) และข้อสรุป (conclusions) ของเศรษฐศาสตร์คลาสสิค แต่ก็ตระหนักยอมรับหลักการพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์คลาสสิคนี้อยู่ดี และพยายามประนีประนอมหลักการดังกล่าวเข้ากับการปฏิเสธลัทธิความเชื่อแบบ laissez-faire รวมทั้งการเข้าควบคุมแทรกแซงความสัมพันธ์ในระบบอุตสาหกรรมโดยรัฐ นักคิดตัวแทนของกลุ่มนี้ได้แก่ เฮลด์ (Held) รอส์เลอร์ (Rosler) และวากเนอร์ (Wagner) สำนักคิดนี้ไม่ได้จำกัดตัวอยู่แต่เฉพาะในประเทศเยอรมันเท่านั้น แต่ยังมีผู้สนับสนุนในประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรปและในประเทศอังกฤษด้วย ในบรรดานักคิดกลุ่มนี้ที่ไม่ใช่ชาวเยอรมัน ได้แก่ ลาฟลี (Laveleye) ซึ่งเป็นชาวเบลเยี่ยมและนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษอย่าง เจวอนส์ (Jevons) และซิดวิกค์ (Sidwick) จุดเด่นของ ลาลีฟ คือ เขาปฏิเสธความคิดความเชื่อที่ว่า เราสามารถกำหนดเส้นทางพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่แน่นอนชัดเจนได้ รวมทั้งไม่เห็นด้วยว่า องค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์คลาสสิคถือเป็นองค์ความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ลาลีฟ ไม่เชื่อว่า ทางออกสำหรับปัญหาทางเศรษฐกิจทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการที่ปัจเจกบุคคลต้องมีจิตใจที่ดีอย่างที่ มิลล์ เสนอ ซึ่งเป็นจุดยืนที่ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นวิธีการเชิงประวัติศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ได้โดยสิ้นเชิง และแนวทางดังกล่าวนี้ถูกวิจารณ์ว่า มีความเหมาะสมมากกว่าสำหรับนักสังคมนิยมแบบคริสเตียนหรือนักสังคมนิยมที่เน้นอารมณ์ทางศีลธรรม (sentimentalist) นอกจาก ลาฟลี (Laveleye) แล้ว นักคิดคนสำคัญที่สุดอีกคนหนึ่งในกลุ่มนี้คือ เฮนรี่ ซิดวิค (Henry Sidgwick) ซิดวิค ปวารณาตัวที่จะบรรลุเป้าหมายคือการดัดแปลงเศรษฐศาสตร์แบบ laissez-faire (laissez-faire economy) ให้มีพื้นที่มากขึ้นสำหรับการแทรกแซงของรัฐในความสัมพันธ์ทางอุตสาหกรรม งานของเขาตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.1883 นักคิดอีกคนหนึ่งนอกเหนือจากซิดวิค คือ จีวอนส์ ผู้ซึ่งเสนอความคิดเรื่องมูลค่าที่เขาเรียกว่า "อรรถประโยชน์ท้ายสุด" (final utility) ของสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งหมายถึงระดับที่สินค้านั้นเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในขณะช่วงเวลาใดขณะเวลาหนึ่ง จีวอนส์ เห็นว่าระดับของอรรถประโยชน์นี้จะถูกกำหนดโดยอุปทาน ขณะที่อุปทานจะถูกกำหนดโดยต้นทุนการผลิตหรือแรงงานที่ใช้ในการผลิต ซึ่งจะว่าไปแล้วทฤษฎีนี้ไม่ต่างจากทฤษฎีแรงงานของ อดัม สมิธ และ ริคาร์โด มากนัก เพียงแต่เขียนในรูปของภาษาทางคณิตศาสตร์ซึ่งค่อนข้างจำเจ น่าเบื่อหน่ายและหลายครั้งก็ไร้ความหมาย สมการบางสมการมีประโยชน์เพราะช่วยประหยัดคำอธิบาย ส่วนสมการอื่นๆ กลับดูเหมือนชี้ให้เห็นความเป็นไปไม่ได้ของการพูดถึงความคิดที่เป็นนามธรรมโดยใช้กระบวนการทางคณิตศาสตร์เท่านั้น หน้า 38 จากปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" กรีกโบราณ ถึงเศรษฐศาสตร์สังคมนิยมของมาร์กซ (11) คนแคระบนบ่ายักษ์ : แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1430 ในขณะที่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตะวันตกที่เริ่มขึ้นจากนักปรัชญาการเมืองกรีกโบราณที่ชื่อเซโนฟอนมุ่งชี้ให้เห็นว่า ความมั่งคั่งมิได้วัดกันที่ปริมาณของเงินทองหรือที่ดิน เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่กลับปฏิเสธความคิดดังกล่าว และมองว่าความคิดดังกล่าวเป็นผลผลิตจากบริบทการผลิตและเศรษฐกิจแบบโบราณดั้งเดิมที่ยังมุ่งผลิตเพื่อยังชีพ (subsistent economy) มากกว่าการพาณิชย์ หนึ่งในแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องของคุณค่าหรือความมั่งคั่งของเศรษฐศาสตร์สามานย์สมัยใหม่คือ นักเศรษฐศาสตร์อย่าง จีวอนส์ ผู้ซึ่งเสนอทฤษฎีที่เน้นว่า เกณฑ์สุดท้ายสำหรับตัดสินเกี่ยวกับมูลค่า คือการประเมินที่เป็นปัจจุบันเกี่ยวกับสินค้า หรือถ้ากล่าวในภาษาของจีวอนส์ ก็คือ "ระดับของอรรถประโยชน์ขั้นสุดท้าย" ทฤษฎีที่ว่านี้ก็เช่นเดียวกับทฤษฎีอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดความสับสนระหว่างคุณค่าที่เป็นแก่นหรือเนื้อหาที่จำเป็น (essence or substance) ของสิ่งสิ่งหนึ่งกับคุณค่าที่เป็นลักษณะหรือการแสดงออกที่ปรากฏของมันเท่านั้น แม้ว่าจะไม่มีใครปฏิเสธว่าอุปสงค์และอุปทานมีส่วนอย่างมากในการกำหนดมูลค่า (value) หรือราคา (price) ในขณะหนึ่งของทุกสิ่งทุกอย่าง แต่การยอมรับเช่นนี้เป็นคนละเรื่องกันกับการยอมรับว่า การแสดงออกของมูลค่าในกรณีเฉพาะหรือตัวอย่างเฉพาะหนึ่งๆ คือ สิ่งเดียวกับสิ่งที่เป็นแก่นหรือเนื้อหาของวัตถุทางเศรษฐศาสตร์นั้นๆ และการแสดงออกดังกล่าวคือ สิ่งที่หากขาดหายไปแล้ว วัตถุนั้นจะยังคงเป็นวัตถุเดิมอยู่ได้ ไม่มีใครปฏิเสธว่า "อุปสงค์และอุปทาน" คือ ratio existendi หรือสาเหตุเชิงประจักษ์ของมูลค่าของสินค้าอุปโภคบริโภคหนึ่งๆ แต่กระนั้น มันก็ไม่ได้แตะข้อเท็จจริงที่ว่า พื้นฐาน (ground) ของแก่นหรือตัวตนเชิงแก่น (ratio existendi) ของสิ่งที่ว่านั้นคือ "แรงงาน" มูลค่าทางเศรษฐกิจนี้เกี่ยวข้องกับความแตกต่างกันในราคาสินค้าซึ่งเกิดจากความผันผวนในตลาด หรือความไม่เท่าเทียมกันระหว่างอุปสงค์และอุปทาน เมื่อใดก็ตาม อุปสงค์และอุปทานของสินค้าหนึ่งมีความสมดุลกัน จะถือว่าสินค้านั้นมีมูลค่าที่แท้จริง และไม่ว่าตลาดจะมีความผันผวนเพียงใด ก็ยังเชื่อกันว่าสินค้าต่างๆ สามารถมีมูลค่าที่ว่านี้ได้ ระบบตลาดแบบผสม เช่น ระบบแบบ "Katheder-Sozialisten" ในประเทศเยอรมนี และนักเศรษฐศาสตร์การเมืองนอกกระแสหลัก (non-orthodox) ในประเทศอื่นๆ ซึ่งมีทัศนะใกล้เคียงกันนี้เองคือกลุ่มที่เรียกรวมๆ กันได้ว่า เศรษฐศาสตร์แบบสามานย์ สำหรับสำนักเศรษฐศาสตร์สำนักสุดท้ายในตระกูลของเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่คือ สำนักสังคมนิยม ซึ่งมี คาร์ล มาร์กซ์ เป็นหัวหอกสำคัญที่สุด แม้มาร์กซ์จะยอมรับแนวคิดเรื่องราคาของ สมิธ และ ริคาร์โด แต่เขาได้ข้อสรุปที่แตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิค (เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ก่อนหน้าเขา) อย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม แม้ อดัม สมิธ จะคาดการณ์ไม่ถูกต้องในหลายเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีของเขา ด้วยเงื่อนไขทางบริบทหลายประการที่แตกต่างไปจากยุคสมัยที่เขาเขียน The Wealth of Nations แต่กระนั้น สมิธ ก็ไม่หวั่นเกรงที่จะยอมรับผลที่จะตามมาจากความคิดของตน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ใช่แนวสังคมนิยมในปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับความน่ากลัวของกระแสสังคมนิยมที่เกิดขึ้นมา และที่ยังคงดำรงเป็นกระแสอยู่บ้างนั้น กลับมีแนวโน้มจะระมัดระวังในการเอ่ยถึงข้อสรุปของตนมากกว่าสมิธ ผู้เป็นปฐมบุรุษแห่งกระแสธารความคิดทางเศรษฐศาสตร์แนวคลาสสิค ยกตัวอย่างแนวคิดที่เห็นว่า แรงงานคือพื้นฐานของมูลค่านั้น ในปัจจุบันนี้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ต่างยอมรับร่วมกัน ในเรื่องของการขจัดพื้นฐานการให้ความชอบธรรม (justification) ทางทฤษฎีใดๆ ออกจากธรรมชาติของวัตถุปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ในการสนับสนุนการทำงานอย่างอิสระ ของนักทุนนิยมดังที่เคยเชื่อกันมาโดยตลอด เราจึงเห็นนักเศรษฐศาสตร์สามานย์ต่างพากันปรับแก้หรือเปลี่ยนแปลงคำนิยามศัพท์แสงทางเศรษฐศาสตร์คลาสสิคเสียใหม่ เพื่อเลี่ยงนัยหรือข้อสรุปที่อาจเป็นอันตรายต่อทฤษฎีของพวกเขากันมากขึ้น มาร์กซเองได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีมูลค่าแรงงานของริคาร์โด ในการสร้างข้อสรุปต่อไปนี้ นั่นคือ ประการแรก มูลค่าของสินค้าโภคภัณฑ์คือ พลังแรงงาน (labour power) ที่แฝงอยู่ในสินค้านั้น ประการที่สอง รูปแบบดั้งเดิมที่สุดของการแลกเปลี่ยนคือการแลกเปลี่ยนมูลค่าที่แฝงอยู่ในสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งสมมาตรกัน ประการที่สาม เงินคือสินค้าอุปโภคบริโภคชนิดหนึ่งซึ่งมูลค่าของมันมาจากพลังแรงงานที่แฝงอยู่ภายในเช่นกัน ประการที่สี่ ในการนำสินค้าโภคภัณฑ์มาแลกเปลี่ยนเป็นเงินและนำเงินมาแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น การซื้อและการขาย รูปแบบดั้งเดิมที่สุดของการแลกเปลี่ยนยังคงเป็นเหมือนเดิม คือการแลกเปลี่ยนระหว่างมูลค่าที่เท่าเทียมกัน ประการที่ห้า ในรูปแบบการแลกเปลี่ยนที่มีลักษณะ "เชิงพาณิชย์" ที่ "แลกเปลี่ยนกลับไปมาซึ่งกันและกัน" (inverted) จะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเงินจะถูกนำมาแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ และสินค้าโภคภัณฑ์ จะถูกแลกเปลี่ยนกลับเป็นเงินเพื่อเพิ่มปริมาณเงินให้สูงขึ้นที่เรียกว่ามูลค่าส่วนเกิน และประการสุดท้าย อำนาจของเงินที่สามารถเพิ่มขึ้นได้โดยการแลกเปลี่ยนนี้เองที่เปลี่ยนให้เงินกลายเป็นทุน (capital) แต่ถ้าเช่นนั้นคำถามต่อไปคือ แล้วมูลค่าส่วนเกินนี้มาจากที่ใด? เป็นไปได้อย่างไรที่เงินจะเพิ่มปริมาณตัวมันเองได้ ในแบบที่สินค้าโภคภัณฑ์อื่นไม่อาจทำได้? คนที่มีสามัญสำนึกทั่วไปจะอธิบายเรื่องนี้ว่า การแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นคือการปั่น (swindling) ที่นายทุนได้สินค้าโภคภัณฑ์มาในปริมาณมากกว่าราคาที่เขาจ่ายไป และได้รับเงินเป็นราคาสำหรับสินค้าโภคภัณฑ์มากกว่าราคาจริงที่เขาขายไป แต่มาร์กซ์ กล่าวว่า "ชนชั้นนายทุนทั้งหมดในประเทศหนึ่งไม่มีทางที่จะเอาชนะเหนือระบบทุนนิยมของตัวเองได้" เพราะ "การเปลี่ยนแปลงในมูลค่าที่เกิดขึ้นในกรณีของเงินที่ถูกตั้งใจให้แปรสภาพเป็นทุนไม่อาจเกิดขึ้นได้ภายในตัวเงินเอง การที่จะสามารถดึงเอามูลค่าออกมาจากการบริโภคสินค้าโภคภัณฑ์หนึ่งๆ ถุงเงินที่เป็นเพื่อนของเราต้องมีโชคดีพอที่จะพบสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดใดชนิดหนึ่งที่หมุนเวียนอยู่ภายในตลาด ซึ่งมูลค่าการใช้สอยของมันมีคุณสมบัติแปลกประหลาดเฉพาะตัวที่สามารถเป็นแหล่งที่มาของมูลค่าได้ ที่ซึ่งการบริโภคแท้จริงของสินค้านั้นย่อมต้องแฝงไว้ด้วยมูลค่าของแรงงานด้วย จึงเป็นสิ่งที่ให้กำเนิดแก่มูลค่าใหม่ขึ้น ผู้เป็นเจ้าของเงินจะพบสินค้าพิเศษชนิดนั้นได้ ถ้ามันมีความสามารถทางแรงงานหรือ พลังแรงงาน" มูลค่าส่วนเกินจึงมีที่มาจากที่กล่าวมานี้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง มูลค่าส่วนเกินคือแรงงานที่ไม่ได้รับค่าจ้าง มาร์กซ์พัฒนาความคิดนี้ไว้อย่างละเอียดลออ และชัดเจนมาก โดยเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ความคิด ของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก สมัยใหม่ก่อนหน้าเขาในผลงานระดับอภิมหากาลที่สั่นสะเทือนโลกเทียบเท่าหรือเหนือว่า The Wealth of Nations ของ อดัม สมิธ เลยนั่นคือ หนังสือชื่อ Capital (ส่วนแรกของหนังสือตีพิมพ์ ค.ศ.1867 : มีแปลเป็นภาษาไทยแล้วสองส่วนโดย เมธี เอี่ยมวรา) กล่าวได้ว่า หัวใจสำคัญของ Capital คือการนำเสนอความเข้าใจอย่างเป็นระบบและข้อวิพากษ์ต่อธรรมชาติ พัฒนาการ และอนาคตของระบบทุนนิยม ดังนั้น จึงมีการเจาะลงไปในประเด็นทางเศรษฐกิจให้เห็นเป็นสำคัญ ประเด็นที่เห็นได้ชัดเจนในทางเศรษฐกิจที่มาร์กซ์ได้กล่าวถึง ได้แก่ ประเด็นเกี่ยวกับธรรมชาติของสิ่งที่เรียกว่า "สินค้า" (commodities) ค่าจ้าง (wages) และความสัมพันธ์ระหว่างคนงานกับนายทุน (the worker-capitalist relationship) โดยส่วนใหญ่ Capital พยายามที่จะชี้ให้เห็นถึงวิธีการที่คนงานถูกกดขี่ในวิถีการผลิตแบบทุนนิยม ในขณะเดียวกัน มาร์กซ์ยังได้แสดงให้เห็นถึงการกดขี่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาด้วย เขายืนยันให้เหตุผลว่า ระบบทุนนิยมนั้น ท้ายที่สุดแล้วไม่มั่นคง ด้วยเหตุที่ว่า มันไม่สามารถคงไว้ซึ่งการกำไรอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งในแง่หนึ่งก็ดูจะไม่ต่างจากข้อคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของกรีกโบราณอย่างน่าอัศจรรย์ หน้า 35 จากปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" กรีกโบราณถึงเศรษฐศาสตร์สังคมนิยมของมาร์กซ์ (12) คนแคระบนบ่ายักษ์ : แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1431 ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สังคมนิยมของ คาร์ล มาร์กซ์ วิพากษ์การให้ค่าความมั่งคั่งที่ตัวเงิน และกำไรของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักสมัยใหม่ ไม่ต่างจากหลักปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" ของเซโนฟอนและอริสโตเติลเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว งานเขียนชิ้นอมตะของเขาคือ Capital ที่วิพากษ์ทุนนิยมได้อย่างถึงรากถึงโคน โดยมาร์กซ์ได้อธิบายว่า เศรษฐกิจทุนนิยมกำหนดให้สิ่งที่เป็นสินค้ามีค่าสองลักษณะ นั่นคือ ค่าในการใช้งาน (use-value) และค่าในการแลกเปลี่ยน (exchange-value) โดยค่าในการแลกเปลี่ยนของสินค้าต่างๆ นั้นมีฐานอยู่ที่กำลังแรงงานที่ใช้ไปในสินค้าเหล่านั้น ในสมัยก่อน ผู้คนจะซื้อสินค้าเพื่อนำมันไปใช้ประโยชน์ แต่ในยุคสมัยใหม่ นายทุนใช้สินค้าแตกต่างไปจากอดีตที่ผ่านมา เนื่องด้วยเป้าหมายสุดท้ายของนายทุนคือการเพิ่มพูนผลกำไร ดังนั้น พวกนายทุนจึงนำเงินออกมาและใช้จ่ายซื้อหาสินค้า เพื่อที่จะได้นำไปขายให้ได้กำไร แล้วมันก็จะเกิดเป็นวงจรของการซื้อขายสินค้าเพื่อเงินและกำไรเช่นนี้ โดยในที่สุดวงจรดังกล่าวนี้ก็จะหมุนกลับซ้ำรอยตัวมันเองต่อไปเรื่อยๆ เหตุผลสำคัญที่ทำให้นายทุนสามารถทำกำไรได้คือ เพียงจ่ายค่าแรงคนงานเพื่อให้พวกคนงานยังทำงานให้ต่อไป ทั้งที่แท้จริงแล้ว คนงานผลิตมากเกินกว่าจำนวนที่ผลิตได้ต่อวัน ดังนั้น คนงานจึงถูกกดขี่ ส่วนนายทุนสามารถกดขี่ได้ก็เพราะมีอำนาจมากกว่าและควบคุมปัจจัยการผลิต (means of production) ยิ่งกว่านั้น คนงานได้รับผลกระทบในทางลบจากระบบทุนนิยม พวกเขาไม่สามารถเป็นเจ้าของผลผลิตที่เกิดขึ้นจากแรงงานของตัวเอง และลักษณะงานที่ต้องทำซ้ำๆ อยู่ตลอดทำให้พวกเขาไม่ต่างอะไรจากเครื่องจักร และยังมีความแปลกแยกกับผลผลิตที่พวกเขาเป็นผู้สร้างขึ้นมาด้วย ขณะเดียวกัน ความแปลกแยกหรือ "alienation" นี้เป็นอาการสำคัญยิ่งในสังคมทุนนิยม และที่สำคัญ คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึงอาการและสาเหตุของความแปลกแยกที่เกิดขึ้นกับตนผ่านการกดขี่ขูดรีดของระบบทุนนิยม มาร์กซ์ ต่อต้านแนวคิดเศรษฐกิจกระแสหลักที่เป็นที่ยอมรับกัน ด้วยเขากล่าวว่า กระบวน การเศรษฐกิจแบบการตลาดแบบธรรมดาจะทำลายผู้มีทรัพย์น้อยที่เคยอยู่อย่างอิสระไม่ขึ้นกับใคร (independent small property) และสร้างกลุ่มประชากรมหาศาลที่ต้องขึ้นอยู่กับค่าจ้างแรงงาน (wage labour) มาร์กซ์ เชื่อว่า จากเงื่อนไขดังกล่าว จะทำให้ผู้ใช้แรงงานที่ถูกกดขี่จากระบบทุนนิยมในประเทศต่างๆ รวมตัวกันเพื่อต่อสู้ล้มล้างระบบทุนนิยม ซึ่งในแง่นี้แม้ว่าข้อสรุปในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจการเมืองของ มาร์กซ์ จะต่างจากเศรษฐศาสตร์กระแสหลักสมัยใหม่ ด้วยฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าการค้าเสรีเป็นคำตอบต่อปัญหาทั้งมวล ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าการปฏิวัติระบบทุนนิยม เพื่อนำไปสู่การยกเลิกระบบกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินส่วนตัวในระบบสังคมนิยม คือทางออกที่แท้จริงแต่มาร์กซ์ กลับไม่ต่างจาก อดัม สมิธ ในการมีทัศนะที่ดีเกินไปเกี่ยวกับการก้าวข้ามความเกลียดชังและความหลากหลายทางชาติ จากที่กล่าวมาทั้งหมด 11 ตอน เราสามารถสรุปว่า หากพิจารณาถึงข้อวิวาทะระหว่างภูมิปัญญาโบราณ และภูมิปัญญาสมัยใหม่ในประเด็นที่เกี่ยวกับองค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์แล้ว จะพบว่าองค์ความรู้เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ทั้งกระแสหลักและกระแสวิพากษ์นั้น ได้ละเลยความสำคัญขององค์ความรู้เศรษฐศาสตร์โบราณที่เน้นให้ความสำคัญต่อเศรษฐศาสตร์ครัวเรือนอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ องค์ความรู้เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่กระแสหลักถือว่าการสะสมเงินตราคือรูปธรรมที่แท้จริงของความมั่งคั่ง การแลกเปลี่ยนทางการค้ามิได้มีจุดประสงค์เพื่อได้มาซึ่งประโยชน์ใช้สอย เท่ากับกำไรที่จะต้องแสวงหาเพิ่มพูนอย่างไม่มีที่สิ้นสุดภายใต้ตลาดการค้าเสรีทั่วโลก และมีความเชื่อในการปรับตัวสู่สภาวะดุลยภาพของกลไกตลาด กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เศรษฐศาสตร์กระแสหลักสมัยใหม่เชื่อว่า ของที่แต่ละคน มี อยู่ ย่อมเป็นประโยชน์เสมอ ถ้าสามารถนำมาขายหรือพยายามขายให้ได้ นั่นคือ พยายามทำให้มันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าหรือเป็นที่ต้องการในสังคมขึ้นมา หรือถ้ากล่าวในสำนวนสมัยใหม่ก็คือ "แปลงสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ (สำหรับผู้ครอบครอง) ให้เป็นสิ่งที่ขายได้-สินทรัพย์-และแปลงสินทรัพย์ดังกล่าวให้เป็นทุน" นั่นเอง ขณะเดียวกันเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่กระแสวิพากษ์แนวสังคมนิยมของ คาร์ล มาร์กซ์ หรือมาร์กซิสม์ก็วิพากษ์เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่กระแสหลักได้อย่างถึงรากถึงโคน อันทำให้เกิดความเข้าใจในประเด็นเรื่องมูลค่าส่วนเกินและการกดขี่ค่าจ้างแรงงาน และตรรกะในการนำไปสู่การทำลายตัวเองของระบบ ทุนนิยมที่อิงอยู่กำไรอันไม่มีที่สิ้นสุดและกลไกของการค้าภายใต้ตลาดเสรี โดยกุญแจดอกสำคัญที่จะไขไปสู่ทางออกของปัญหาคือการปฏิวัติสังคมนิยมและการยกเลิกกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินส่วนบุคคล ซึ่งจะทำให้ความมั่งคั่งร่ำรวยส่วนบุคคลจบสิ้นลง ประเด็นปัญหาสำคัญแห่งยุคสมัยที่ปัจเจกบุคคลถูกลดทอนให้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคมทั้งหมดอันแบ่งแยกไม่ได้ และความแปลกแยก (alienation) ในหมู่มนุษยชาติก็จะมลายหายสิ้นไปพร้อมๆ กับความต้องการจำเป็นของการดำรงของรัฐด้วย อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจการเมืองที่เกิดขึ้นทั่วโลก กระแสทางเลือกหรือทางออกมิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะ "กำไรและตลาดเสรี" หรือ "การปฏิวัติสังคมนิยมและการสิ้นสุดของระบบกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินส่วนตัว" หากเราหันมาพิจารณาข้อเสนอจากภูมิปัญญาโบราณที่ให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจครัวเรือน ซึ่งถูกละเลยจากนักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่กระแสหลักและกระแสวิพากษ์ และการกลับไปพิจารณาการทำความเข้าใจในประเด็นพื้นฐานสำคัญๆ ในทางเศรษฐศาสตร์ของนักคิดกรีกโบราณอย่าง เซโนฟอน และรวมถึง อริสโตเติล นี้ก็จะช่วยให้เราสามารถเข้าใจถึงที่มาของสภาพปัญหาทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่กำลังรุมเร้าประชากรส่วนใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะในฐานะปัจเจกบุคคล ครัวเรือนและสังคมการเมืองอยู่อย่างถึงรากถึงโคน ขณะเดียวกัน ยังนับได้ว่าเป็นการเปิดโอกาสในการทำความเข้าใจตัวตนของเรา (know thyself) อันจะนำไปสู่การกำหนดทางเลือก ในการดำรงชีวิตต่อไปอย่าง "มีเสรีภาพและมีความมั่งคั่ง" ได้อย่างแท้จริง ด้วยตัวของเราเองในที่สุด สิ่งเหล่าสามารถเกิดขึ้นได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ ที่เริ่มจากการหันกลับไปทบทวนประเด็นคำถามพื้นฐานร่วมกันกันอีกครั้งอย่างเป็นระบบว่า "อะไรคือทรัพย์ ?" "อะไรคือความมั่งคั่ง?" "ชีวิตที่ดีมีความสุขเป็นอย่างไร ?" และ "เศรษฐศาสตร์ที่แท้ ที่จะช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีนั้นมีเนื้อหาหลักการอย่างไร?" และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของการจัดการกับ "ทรราชในใจ" ของเราเอง ทั้งนี้ เพื่อบรรลุถึง "ความพอเพียง" ตามระดับความเหมาะสมของวิถีชีวิตของแต่ละคนในที่สุด สำหรับส่วนสุดท้ายของประเด็นเรื่อง "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" นี้ ผู้เขียนจะขอนำแนวคิดวิเคราะห์ทางปรัชญาของ คอลลิงวูด นักปรัชญาประวัติศาสตร์ในต้นศตวรรษที่ยี่สิบมานำเสนอ โดยผู้เขียนเชื่อว่า ส่วนหนึ่ง แนวคิดดังกล่าวนี้จะช่วยขยายภาพให้เห็นถึงความสำคัญของแนวการศึกษาทางปรัชญาที่มีต่อการทำความเข้าใจ และวิพากษ์องค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ และผู้เขียนเชื่อว่า แนวการวิเคราะห์ทางปรัชญาดังกล่าวนี้ แม้ว่าจะเป็นผลผลิตในต้นศตวรรษที่ยี่สิบ แต่ก็ยังมีร่องรอยบางส่วนที่ชัดเจนที่สามารถเชื่อมโยงกลับไปสู่ปรัชญาเศรษฐศาสตร์ของนักคิดกรีกโบราณอย่าง เซโนฟอน และ อริสโตเติล ได้ จะว่าไปแล้ว ในหมู่นักปรัชญาประวัติศาสตร์ช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ คอลลิงวูด (Robin George Collingwood : 1889-1943) ดูจะไม่เป็นที่รู้จักสำหรับนักวิชาการและนักศึกษาทั่วไปเท่าไรนัก แต่กระนั้น นักวิชาการรุ่นต่อมาได้กล่าวยกย่องเขาว่าเป็น "นักคิดที่ดีที่สุดที่ถูกละเลยในปัจจุบัน" (The best known neglected thinker of our time.) ในช่วงเวลาสามสิบปีที่ผ่านมา ผลงานของเขาได้เป็นที่รู้จักและได้รับการอ้างอิงมากมายกว้างขวาง โดยเฉพาะตำราเกี่ยวกับปรัชญาประวัติศาสตร์ ปรัชญาการเมือง สุนทรียศาสตร์ อย่างไรก็ตาม คอลลิงวูด ก็ยังไม่พ้นจากความเป็น "นักคิดที่ดีที่สุดที่ถูกละเลยในปัจจุบัน" อยู่ดี เพราะยังมีผลงานความคิดของเขาที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก หรือไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับงานด้านอื่นๆ และผลงานที่ว่านี้คือข้อเขียนเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐศาสตร์ของเขาที่ชื่อ "Economics as a Philosophical Science" ที่ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Ethics ปี ค.ศ.1925 เป็นบทความสั้นๆ ความยาวเพียง 23 หน้า แต่มีเนื้อหาที่น่าสนใจและให้ข้อคิดมุมมองเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ซึ่งจักได้นำเสนอในตอนต่อไป หน้า 39 จากปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" กรีกโบราณถึงปรัชญาเศรษฐศาสตร์ของคอลลิงวูด (13) คนแคระบนบ่ายักษ์ : แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1432 ข้อเขียนของคอลลิงวูดที่ชื่อ Economics as a Philosophical Science ที่ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Ethics ปี ค.ศ.1925 เป็นบทความสั้นๆ ความยาวเพียง 23 หน้า มีเนื้อหาและข้อคิดมุมมองเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ซึ่งบางประเด็นมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงและคล้ายคลึงกับมุมมองของปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" ของนักปรัชญาการเมืองกรีกโบราณอย่างเซโนฟอนและอริสโตเติลอย่างน่าสนใจยิ่ง ในบทความดังกล่าว วิธีคิดที่เหมือนกันปร |