|
||||||||||||||
|
Fateful Harvest
เก็บเกี่ยวมรณะ (1)
คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 04 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3937 (3137) ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 10 ปี ของการพิมพ์บทความเรื่อง "Fear in the Fields : How Hazardous Wastes Become Fertilizer" ซึ่งคงแปลว่า "ความหวาดกลัวในไร่นาอันเกิดจากการนำ ขยะพิษมาทำปุ๋ย" ของ Duff Wilson ในหนังสือพิมพ์ Seattle Times บทความ เรื่องนี้สร้างความสนใจอย่างกว้างขวางในสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลด้านรายงานแนวสืบสวนสอบสวน จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และได้รับการเสนอให้เข้าชิงรางวัลพูลิตเซอร์ด้านบริการสาธารณะ เนื้อหาของบทความเป็นประเด็นที่มักไม่มีใครสงสัยว่าจะเกิดขึ้น นั่นคือการนำขยะจากโรงงานอุตสาหกรรมที่มีสารพิษสารพัดชนิดเจือปนอยู่มาทำปุ๋ย บทความบทนี้มีส่วนสร้างความเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันให้เกิดการควบคุมสารพิษในปุ๋ยอย่างเข้มงวดขึ้นในทำนองเดียวกันกับหนังสือเรื่อง Silent Spring ของ Rachel Carson ที่นำไปสู่การควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลง เช่น ดีดีที ผู้เขียนติดตามความเป็นไปในชุมชน ซึ่งเป็นที่มาของเรื่องและความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวเนื่องกันต่อไปอีกระยะหนึ่งหลังจากพิมพ์บทความดังกล่าว แล้วนำเรื่องราวทั้งหมดมาพิมพ์ไว้ในหนังสือขนาด 322 หน้า ชื่อ Fateful Harvest : The True Story of a Small Town, a Global Industry, and Toxic Secret เมื่อปี 2544 หนังสือเล่มนี้ต่อมาได้รับการยกย่องให้เป็นหนังสือดีเด่นของรัฐวอชิงตัน ผู้เขียนเป็นผู้สื่อข่าวชั้นอาวุโสของหนังสือพิมพ์ Seattle Times ในเมืองใหญ่ที่สุดของรัฐวอชิงตัน ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกาและมีชื่อเสียงในการผลิตพืชผักและผลไม้หลายอย่าง โดยเฉพาะ มันฝรั่งและแอปเปิล เขาได้รับการติดต่อจากนายกเทศมนตรีสตรีชื่อ แพตตี้ มาร์ติน ของเมือง "ควินซี่" (Quincy) ซึ่งมีประชากร ราว 5,000 คน และอยู่ห่างจากกรุงซีแอตเติล (Seattle) ไปทางตะวันออกราว 330 ก.ม. นายกเทศมนตรีเชิญให้เขาไปทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องหนึ่งซึ่งกำลังเกิดขึ้นที่เมืองเล็กๆ นั้น นั่นคือการต่อสู้กันระหว่างชาวไร่ซึ่งประสบปัญหาหนักหนาสาหัสถึง ขนาดล้มละลายกับบริษัทขนาดใหญ่ที่ขายปุ๋ยให้แก่พวกเขา นายกเทศมนตรีสนับสนุนชาวไร่เพราะ เธอสงสัยว่าปุ๋ยนั้นทำมาจากขยะพิษซึ่งนอกจากจะทำให้ผลผลิตของไร่ลดลงมากแล้ว ยังอาจสร้างปัญหาสุขภาพให้แก่ชาวไร่และผู้บริโภคผลผลิตเข้าไปอีกด้วย โดยเฉพาะเด็กๆ ที่เซลล์ในร่างกายกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว เธอสงสัยด้วยว่าปัญหาดังกล่าวอาจไม่จำกัด อยู่แค่เมืองควินซี่เท่านั้น หากเป็นประเด็นใหญ่ ในระดับประเทศที่ชาวอเมริกันโดยทั่วไปไม่ตระหนักและรัฐบาลเองก็ไม่ใส่ใจเท่าที่ควร การเข้าข้างชาวไร่เพียงไม่กี่คนทำให้เธอกลายเป็นศัตรูของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตปุ๋ยและสารเคมีและชาวเมืองควินซี่ส่วนใหญ่ ซึ่งไม่เชื่อว่ามันเป็นปัญหาหนักหนาสาหัส เมื่อผู้เขียนสืบสาวต่อไป ประเด็นซึ่งดูเหมือน จะเป็นเพียงปัญหาง่ายๆ ในชนบทค่อยๆ กลายเป็นเรื่องสลับซับซ้อนและมีตัวละครเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับโลก ผู้เขียนประสบปัญหาว่าจะนำเสนอเรื่องนี้เพียงสั้นๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันเพียง 2 ตอนได้อย่างไร เพื่อจะให้ผู้อ่านจับประเด็นได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเรื่องราวทั้งหมดเกิดจากเหตุการณ์อันไม่น่าจะเป็นไปได้ และมีส่วนคล้ายนวนิยายลึกลับ เขาจึงตัดสินใจนำเสนอ ในแนวนั้น โดยกำหนดให้นายกเทศมนตรีมาร์ติน เป็นตัวละครเอกผู้ยืนอยู่เคียงคู่กับ ชาวไร่ซึ่งไม่มีเงินและอำนาจพอที่จะไปต่อกร กับบริษัทขนาดใหญ่ซึ่งเป็นฝ่ายอธรรมที่มีทั้งกำลังเงินและเครือข่ายทางการเมืองจากระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับประเทศ นายกเทศมนตรีเติบโตขึ้นในเมืองควินซี่ และเป็นนักกีฬาชื่อดังของโรงเรียน เธอออกจากบ้านไปเรียนมหาวิทยาลัยแล้วย้ายไปทำงานในเมืองอื่น เธอหวนกลับมาตั้งหลัก แหล่งในควินซี่เพื่ออยู่ใกล้แม่อีกครั้งหลัง พ่อเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่ออายุ 65 ปี ก่อนได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีเมื่อกลางปี 2536 เธอเป็นแม่บ้านลูก 4 และสามีทำงาน อยู่กับบริษัทผลิตอาหารขนาดใหญ่ซึ่งมีสาขา อยู่ในเมืองควินซี่ ในช่วงนั้นสาขาของ บริษัท ดังกล่าวผลิตมันฝรั่งส่วนใหญ่ที่ร้านอาหารจานด่วนแมคโดนัลด์นำไปขาย ในรูปของมันทอด เนื่องจากเธอมีการศึกษาดีและอาสาทำงานเพื่อชุมชนจนเป็นที่เลื่อมใส ของชาวเมือง พวกเขาจึงผลักดันให้เธอเป็นนายกเทศมนตรีเมื่อเธอมีอายุเพียง 3 รอบ งานนายกเทศมนตรีของ ควินซี่เป็นงานนอกเวลาซึ่งจ่ายเงินเดือน เดือนละเพียง 500 ดอลลาร์ แต่นายกเทศมนตรีสาวเป็นคนเอาจริงเอาจัง เธอจึงทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ เพียงไม่นาน เธอก็ประสบปัญหาเมื่อเธอพบความไม่ชอบมาพากลในการทำงานของ สภาเทศบาลเมื่อสภาต้องการซื้อที่ดินนอกเมืองราว 4 พันไร่ ด้วยราคาสูงเกินปกติเพื่อใช้เป็น ที่ปล่อยน้ำเสียจากโรงงาน หลังจากสืบหาความเป็นมาอยู่ไม่นาน นายกเทศมนตรีก็พบว่าประวัติของที่ดินผืนนั้น มีความสลับซับซ้อนสูงยิ่ง มันเป็นที่ดินของชาวไร่คนหนึ่งซึ่งประสบปัญหาเกือบล้มละลายเพราะค้างจ่ายหนี้จำนวนมากหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ต่ำกว่าปกติ เขาสงสัยว่าปัญหาของเขาคือการใช้ปุ๋ยของบริษัท "ซีเนกซ์" (Cenex) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาซึ่งขายปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ สารเคมี น้ำมัน อาหารสัตว์และเครื่องมือทำไร่ให้แก่เกษตรกร ซีเนกซ์มีสระน้ำขนาดใหญ่สำหรับ ใช้ล้างเครื่องมือหว่านปุ๋ยและสารเคมี แต่ต่อมาชาวไร่สงสัยว่าบริษัทใช้น้ำในสระนั้นผสมกับ สารเคมีซึ่งมีพิษแล้วนำไปขายให้พวกเขาในรูปของปุ๋ยเหลว เมื่อซีเนกซ์รู้ว่าชาวไร่คนนั้นร้อนเงิน บริษัท ก็ไปเช่าที่ดินของเขาเพื่อทำไร่ แต่จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของบริษัทได้แก่การใช้ที่ดินผืนนั้นรองรับน้ำเสียจากสระซึ่งบริษัทสูบไปพ่นแทนการใส่ปุ๋ย การกระทำเช่นนั้นเป็นการประหยัดเงินจำนวนมากเพราะสระนั้นมีทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าวัชพืช และสารอันตรายอื่นๆ ผสมอยู่ เช่น สารหนู เหล็ก ตะกั่ว ไททาเนียมและแคดเมียม หากไม่ทำเช่นนั้นบริษัทจะต้องจ่ายเงินถึง 1.7 แสนดอลลาร์ เพื่อนำไปทิ้ง ในบ่อขยะพิษ ความจริงข้อนี้มีอยู่ในแฟ้มข้อมูลของบริษัทแต่ไม่มีใครรู้จนอีกนานต่อมา หลังจากนำน้ำนั้นไปพ่นในไร่ บริษัทก็ใช้น้ำรดต่อไปอีกจำนวนมากเพื่อให้สารพิษละลาย ไปกับน้ำและซึมลงไปในดิน กระนั้นก็ตาม เพียงไม่นานที่ดินผืนนั้นก็เป็นพิษจนปลูกอะไร ไม่ได้ ยกเว้นหญ้าชนิดหนึ่งซึ่งทนและ ดูดสารพิษได้ดี เมื่อเจ้าของคอกม้าซื้อหญ้านั้นไปเลี้ยงม้า ปรากฏว่าม้าบางตัวป่วยและ บางตัวตายไปในเวลาไม่นาน แต่เจ้าของม้า ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าหญ้านั้นคือต้นเหตุ เมื่อหมดสัญญาเช่าเจ้าของไร่ไม่สามารถผลิตอะไรได้มาก เขาจึงตกอยู่ในภาวะชำระหนี้ไม่ได้อีกครั้งทำให้เกิดการฟ้องร้องกันขึ้น หนึ่งในสองเจ้าหนี้ใหญ่ของเขาได้แก่บริษัท ซีเนกซ์ซึ่งขายปุ๋ยให้เขานั่นเอง การต่อสู้กัน ในศาลเป็นกระบวนการหลายขั้นตอนซึ่ง ชาวไร่ไม่มีโอกาสสู้บริษัทได้เลยเพราะบริษัท มีเงินจ้างทนายความชั้นนำและผู้เชี่ยวชาญ ด้านต่างๆ รวมทั้งพวกเมธีที่บริษัทรู้ว่าจะเข้าข้างตนมาเป็นพยาน นอกจากนั้นบริษัทยังมีเครือข่ายในระดับประเทศที่นำมาใช้กดดัน ผู้คนในชุมชนเล็กๆ อีกด้วย อย่างไรก็ตามปัญหา ทุกอย่างจะหมดไปเมื่อเทศบาล ซื้อไร่นั้นเสียเอง เพราะซีเนกซ์และเจ้าหนี้ จะได้เงินคืนทันที ยิ่งกว่านั้นซีเนกซ์จะหมด ความรับผิดชอบต่อความเสียหายซึ่งเกิดขึ้น ในที่ดินผืนนั้นเมื่อเทศบาลนำมันไปใช้เป็น ที่กำจัดน้ำเสีย มองจากแง่หนึ่ง การเข้าข้างชาวไร่ของนายกเทศมนตรีเกิดขึ้นโดยบังเอิญ เพราะเธอวิตกเกี่ยวกับสุขภาพของผู้คนในชุมชนซึ่ง ตอนนั้นป่วยเป็นโรคพังผืดในปอดและมะเร็ง กันมากจนผิดสังเกต เธอต้องการรู้ความจริงเกี่ยวกับสารพิษและสงสัยว่าบริษัทไม่บอก ความจริง เธอไม่สามารถหาคำตอบเองได้ และได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้าน การบริหารเทศบาลให้ติดต่อกับผู้สื่อข่าวด้านการสืบสวนสอบสวนของหนังสือพิมพ์ชื่อดัง แต่การกระทำของเธอยังผลให้เธอกลายเป็นศัตรูของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เธอยังโชคดี ที่สามีสนับสนุนเธอตลอดทั้งที่บริษัทของเขาเองอาจได้รับผลเสียหายใหญ่หลวงหากชาวไร่สามารถชี้ให้เห็นได้อย่างแจ้งชัดว่าปุ๋ยเคมี ที่มีสารพิษผสมอยู่มีผลกระทบต่อสุขภาพ และลูกค้าใหญ่ไม่ยอมซื้อมันฝรั่งจากบริษัท ของเขาอีก การต่อสู้กันในศาลยืดเยื้ออยู่ หลายปี ก่อนที่ชาวไร่จะพ่ายแพ้และนายก เทศมนตรีมาร์ตินก็แพ้การเลือกตั้งครั้งที่ 2 ในเวลาต่อมา หน้า 46 Fateful Harvest เก็บเกี่ยวมรณะ (จบ) คอลัมน์ ผ่ามันสมองนักปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา sboonma@msn.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 08 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3938 (3138) เรื่องการนำขยะพิษมาทำปุ๋ยอาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับชาวอเมริกัน แต่มันเป็นความจริง ครั้งแรกผู้เขียนเองก็สงสัย แต่ในที่สุดต้องเชื่อ และนำผลของการขุดค้นข้อมูลของเขามาเสนอว่า การกระทำเช่นนั้นไม่ผิดกฎหมาย และเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ครั้งหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ในตอนนั้นยังไม่มีใครสนใจในประเด็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ขยะอุตสาหกรรมที่ถูกนำมาใช้ ได้แก่ ของเสียจาก อู่ต่อเรือเพราะมันมีแร่สังกะสีที่เหมาะแก่สวน แอปเปิล แต่มันไม่ได้มีเพียงสังกะสีอย่างเดียว หากยังมีสารอื่นที่มีพิษติดอยู่ด้วย จากนั้นการนำขยะอุตสาหกรรมมาทำปุ๋ยก็แพร่ขยายออกไปอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่มีใครให้ความใส่ใจ จนกระทั่งเกิดความเคลื่อนไหวในด้านสิ่งแวดล้อม หลังการพิมพ์หนังสือเรื่อง Silent Spring ของ Rachel Carson เมื่อปี 2505 หนังสือเรื่องนั้นกดดันให้รัฐบาลใส่ใจแก่สิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังและนำไปสู่การ ก่อ ตั้งองค์การปกป้องสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2513 อีก 6 ปีต่อมารัฐบาลออกกฎหมายเพื่อให้องค์การดังกล่าวใช้ควบคุมขยะพิษ กฎหมายฉบับนั้น มีผลทำให้ค่าทิ้งขยะพิษในบ่อขยะทั่วสหรัฐ กระโดดขึ้นไปราว 20 เท่าภายในเวลาอันสั้น บริษัทที่เป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ จึงหาทางลดค่าใช้จ่ายโดยการนำขยะนั้นไปผสมในผลิตภัณฑ์อื่น เช่น วัสดุก่อสร้าง ปูนซีเมนต์ เชื้อเพลิง ยางราดถนน แก้วและ เชื้อเพลิง ต่อมาบริษัทเหล่านั้นค้นพบช่องว่างทางกฎหมายว่า ถ้าขยะมีสารบางอย่างซึ่งมีประโยชน์ต่อพืชผสมอยู่ เช่น สังกะสี พวกเขาสามารถนำมันไปขายเพื่อใช้ทำเป็นปุ๋ยได้แม้ว่ามันจะมีสารอันตรายอื่นๆ ผสมอยู่ด้วยก็ตาม การกระทำเช่นนั้นนอกจากจะประหยัดเงินสำหรับค่าทิ้งขยะพิษแล้ว ยังทำให้บริษัทได้เงินอีกด้วย การนำขยะพิษมาใช้ทำปุ๋ย จึงแพร่ขยายต่อไปอย่างรวดเร็วทั้งในสหรัฐอเมริกาและในต่างประเทศ โดยที่ชาวนาชาวไร่ไม่สงสัยเลยว่า สารพิษเหล่านั้นจะค่อยๆ สะสมขึ้นในดิน และในบางกรณีเมื่อถูกพืชดูดไปใช้ อาจเป็นอันตรายร้ายแรงต่อคนและสัตว์ที่กินมันเข้าไป ผู้เขียนพบว่าบริษัทใหญ่ๆ ในอุตสาหกรรมเกือบทุกชนิดต่างกำจัดขยะพิษด้วยการนำไปทำปุ๋ยกันทั้งสิ้น เช่น ผู้ผลิตเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ เยื่อกระดาษ ส่วนประกอบเครื่องบิน รถยนต์ แบตเตอรี่ ผู้ทำเหมืองแร่และแม้แต่ ผู้ผลิตยาและสารที่มีกัมมันตภาพรังสี แม้การกระทำเช่นนั้นดูจะมีผลร้ายทันตาเห็น แต่ก็ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้อย่างแจ้งชัดว่าขยะพิษเป็นต้นเหตุ เช่น ในรัฐโอคลาโฮมาซิตี บริษัทผลิตแร่ยูเรเนียมนำน้ำเสียที่มีกัมมันตภาพรังสีเจือปนอยู่ปีละประมาณ 10 ล้านแกลลอน ไปฉีดในทุ่งหญ้าซึ่งชาวนาเก็บเกี่ยวมาไว้สำหรับเลี้ยงวัว ปรากฏว่ารอบๆ ทุ่งหญ้านั้นมีสัตว์แปลกๆ เกิดขึ้น อาทิ ลูกวัวสองหน้าและกบเก้าขา เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นชาวบ้านยังเป็นมะเร็ง และมีลูกพิการถึง 124 คน ซึ่งเป็นอัตราสูงกว่าปกติมาก นอกจากจะนำไปทำปุ๋ยสำหรับในไร่ในนาแล้ว ขยะบางอย่างถูกนำไปทำปุ๋ยสำหรับสวนครัว และสนามหญ้ารอบบ้านซึ่งเจ้าของบ้านต้องสัมผัสอย่างใกล้ชิด เช่น ขี้เถ้าจากเครื่องฟอกควันของโรงงานเหล็กกล้า ซึ่งถูกนำไปอัดเม็ดแล้วใส่ซองขายโดยติดคำโฆษณาว่ามีธาตุอาหารสำคัญยิ่งสำหรับพืชรวมทั้งโบรอน ทองแดง เหล็ก สังกะสี และแมงกานีส แต่บริษัทไม่ได้เขียนไว้ที่ซองว่ามันมีโลหะธาตุซึ่งมีพิษร้ายแรงจำนวนมากผสมอยู่ด้วย เช่น ตะกั่ว นิกเกิล และแคดเมียม ในบางกรณีขยะพิษถูกนำไปทำเป็นวัตถุปรับปรุงดินแทนปูนขาว เช่น การนำวัสดุที่รื้อมาจากฝาบ้านเก่าๆ ไปขายในนามของวัตถุปรับปรุงดินเพราะมันมียิปซัมปนอยู่ แต่ในวัสดุนั้นมีสารพิษอื่นเจือปนอยู่ด้วย เช่น แคดเมียม เยื่อหิน สารหนูและปรอท แม้สารจำพวกนี้จะมีโทษสูงมากโดยตัวของมันเองเมื่อเข้าไปในร่างกายโดยตรง แต่เมื่อมันสะสมขึ้นในดิน หลังจากถูกใส่ลงไปกับปุ๋ย การพิสูจน์อันตรายของมันทำได้ยากขึ้น ในกรณีเช่นนี้บริษัทใหญ่ๆ ที่มีกำลังเงินสามารถจ้างผู้เชี่ยวชาญให้ออกมาโต้แย้งข้อกล่าวหาได้ง่าย เช่น ในกรณีของแคดเมียมซึ่งทำลายตับ ไต กระดูก เม็ดเลือด และระบบสืบพันธุ์ พร้อมกับก่อให้เกิดโรคความดันสูงและมะเร็ง พืชที่ดูดสารนี้เข้าไปได้มากได้แก่ ข้าวโพด ผักกาด ถั่วลันเตา และผักกาดหัว โดยเฉพาะถ้าดินที่ปลูกพืชมีทรายมากและมีกรดสูง แต่ถ้าดินเป็นด่างสูงพืชจะดูดมันเข้าไปได้น้อย ยังผลให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นในการศึกษาหาผลกระทบของมัน ฉะนั้นบริษัทต่างๆ จึงพยายามจ้างผู้เชี่ยวชาญจำพวกเมธีบริกรมาศึกษาเพราะรู้ว่าคนพวกนี้จะหาข้อโต้แย้งเพื่อตนได้ ในเมืองควินซี่มีผู้ป่วยด้วยโรคพังผืดในปอดและมะเร็งกันสูงกว่าอัตราปกติ แต่ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่า ต้นเหตุคือขยะพิษในปุ๋ย นักวิทยาศาสตร์ของบริษัทซีเนกซ์เอง ซึ่งคลุกคลีอยู่กับปุ๋ยของบริษัทเป็นเวลานาน และพยายามโต้แย้งข้ออ้างทุกอย่างที่เกี่ยวกับผลเสียของขยะพิษ ในที่สุดก็เสียชีวิตเมื่ออายุเพียง 51 ปีด้วยโรคพังผืดในปอด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคปอดไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า มันเกิดจากอะไรแต่ก็แปลกใจ เพราะนักวิทยาศาสตร์คนนั้นไม่สูบบุหรี่ ต่อมาแพทย์พบอีกว่า นายกเทศมนตรีคนที่ชนะการเลือกตั้งและชิงตำแหน่งไปจากนายกเทศมนตรีมาร์ติน ก็เป็นโรคพังผืดในปอดเช่นกัน แม้บทความและหนังสือของผู้เขียนจะมีส่วนผลักดันให้ชาวอเมริกันสนใจในสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น แต่ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีการควบคุมการนำขยะพิษไปทำปุ๋ยอย่างจริงจัง ที่เป็นเช่นนั้นส่วนหนึ่งเพราะองค์กรเอกชน ซึ่งมักเป็นหัวหอกในการเคลื่อนไหวในด้านสิ่งแวดล้อม ยอมรอมชอมกับบริษัทที่ผลิตขยะพิษ และปุ๋ยว่า ถ้าบริษัทเหล่านั้นสนับสนุนกระบวนการนำของใช้แล้วมาใช้ใหม่ (recycle) องค์กรเอกชนจะไม่กดดันเรื่องขยะพิษในปุ๋ย กรณีนี้ของเก่าที่นำมาใช้ใหม่ ได้แก่ อะลูมิเนียม กระดาษ และพลาสติก เป็นหลัก นอกจากนั้นในระดับรัฐและท้องถิ่น เช่น เมืองควินซี่ รัฐบาลมักไม่มีทรัพยากรพอที่จะต่อกลอนกับบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งมีทั้งเงินและเครือข่ายทางการเมือง ที่สามารถนำมาใช้ปิดปากพนักงานของรัฐด้วยวิธีต่างๆ ได้ สำหรับในระดับโลกองค์กรเอกชน เช่น Green Peace พยายามสร้างความกดดันให้เลิกการค้าขายขยะพิษ แต่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจปฏิเสธที่จะยอมรับโดยสิ้นเชิง นำโดยสหรัฐอเมริกา ตามด้วยแคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย เยอรมนี ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ ณ วันนี้การค้าขายและการนำขยะพิษมาทำปุ๋ย จึงยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยที่ชาวนาชาวไร่ไม่รู้เลยว่า ปุ๋ยของพวกเขานั้นมีสารพิษเจือปนอยู่หรือไม่ มีอยู่เท่าไรและจะมีผลกระทบต่อดินและผลผลิตอย่างไร ส่วนผู้บริโภคเองก็ไม่รู้ว่าอาหารของพวกเขานั้นมีสารพิษเจือปนอยู่เท่าไร และในระยะยาวจะมีผลต่อสุขภาพหรือไม่อย่างไร รวมแล้วชาวโลกยังตกอยู่ในห้วงของอวิชชาเมื่อพูดถึงสารพิษ ในปุ๋ย ข้อคิดเห็น - หนังสือเล่มนี้จะอ่านแบบสารคดีหรือแบบนวนิยายลึกลับเชิงสืบสวนสอบสวนก็คงได้ ถ้าอ่านแบบนวนิยายก็ต้องทำใจได้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นธรรมะอาจไม่ชนะอธรรมเสมอไป อย่างไรก็ตามถ้าผู้อ่านมีความอดทนติดตามความเป็นไปของเหตุการณ์ซึ่งสลับซับซ้อนและมีตัวละครมากมาย ผู้อ่านจะได้รายละเอียดอันน่าสนใจยิ่งเกี่ยวกับวิธีการของบริษัทต่างๆ ซึ่งชูกำไรไว้เหนือคุณธรรมและชีวิตคน ในจำนวนนี้มีบริษัทข้ามชาติรวมอยู่ด้วย นั่นหมายความว่าประเทศด้อยพัฒนาจำนวนมาก อาจเป็นจุดหมายปลายทางของขยะพิษจำนวนมหาศาล ซึ่งบริษัทเหล่านั้นนำไปหลอกขายในนามของปุ๋ย เนื่องจากประเทศด้อยพัฒนาเองก็กำลังพยายามทำอุตสาหกรรมตามแบบประเทศที่ก้าวหน้าแล้ว พวกเขาจึงผลิตขยะพิษเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ผลกระทบของขยะพิษเหล่านั้นจะไปตกที่ใครคงไม่ต้องกล่าวถึง แม้จะพ่ายแพ้แก่อธรรมตามหนังสือ เล่มนี้ แต่อดีตนายกเทศมนตรีแพตตี้ มาร์ติน ยังเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งข้างหน้า ธรรมะจะชนะอธรรม ฉะนั้นเธอยังสู้ต่อไปในรูปของการ ก่อตั้งองค์กรเอกชนขึ้นในเมืองควินซี่ชื่อ Safe Food and Fertilizer ผู้สนใจอาจหาข้อมูล เกี่ยวกับองค์กรของเธอได้จากเว็บไซต์ชื่อ info@safefoodandfertilizer.org องค์กร นี้จะมีบทบาทมากน้อยเพียงไรคงต้องรอดูไปอีกระยะหนึ่ง การก่อตั้งองค์กรเอกชนกับหนังสือ เรื่องนี้ชี้ให้เห็นอะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะบทบาทขององค์กรชนิดนั้นและนักข่าว เชิงสืบสวนสอบสวนที่สามารถทำงานได้โดย ไม่ต้องหวาดกลัวต่ออิทธิพลมืดเช่นในประเทศด้อยพัฒนา หน้า 50
|