|
||||||||||||||
|
ภาษีมรดก
คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย นวลน้อย ตรีรัตน์ มติชนรายวัน วันที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10798 ขณะที่กำลังถกเถียงกันว่าจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 8% ดีหรือไม่ ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในหมู่ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายที่รายได้ภาษีกว่าครึ่งมาจากภาษีทางอ้อม ได้แก่ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นภาษีที่จัดเก็บได้ง่าย แต่เป็นภาษีที่ไม่ส่งเสริมความเป็นธรรม ทั้งนี้เพราะคนรวยและคนจนจ่ายภาษีในอัตราเดียวกัน ในงานสัมมนาทางวิชาการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเมื่อ 17 กันยายน 2550 มีงานวิเคราะห์เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ ภาษีมรดก: กระจายความมั่งคั่งในสังคมได้จริงหรือ นำเสนอโดยคุณนรินทร กลันทกพันธุ์ มีข้อมูลที่ผู้เขียนคิดว่าควรจะมีการเผยแพร่เพื่อให้สังคมไทยมีความเข้าใจต่อการจัดเก็บภาษีมรดกเพิ่มมากขึ้น และข้อมูลที่ผู้เขียนได้อ่านเพิ่มเติมจากงานวิชาการในอดีต 1.ความไม่เป็นธรรมของการกระจายรายได้ในประเทศไทยยังอยู่ในระดับสูง ข้อมูลตัวเลขเกี่ยวกับการกระจายรายได้ และความเป็นธรรมในสังคม แสดงให้เห็นว่า รายได้ของคนรวยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เมื่อพิจารณาเฉพาะสัดส่วนรายได้ของคนที่รวยที่สุด 20% แรก เทียบกับรายได้ของคนที่จนที่สุด 20% สุดท้าย พบว่าสัดส่วนนี้มีความห่างมากขึ้น โดยในปี 2531 คนรวยที่สุดมีรายได้มากกว่าคนจนที่สุดประมาณ 10 เท่า อัตราส่วนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 13 เท่าในปี 2547 (เคยขึ้นไปถึง 15 เท่า ในปี 2543) เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น เบลเยียม เดนมาร์ก สวีเดน หรือญี่ปุ่น พบว่า สัดส่วนรายได้ของคนรวย 20% แรก กับรายได้ของคนจน 20% สุดท้าย ในประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มลดลง จากประมาณ 4-7 เท่าในทศวรรษ 1970-80 เหลือ 3.6 เท่าในทศวรรษ 1990
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และ ฟิลิปปินส์ พบว่า สัดส่วนรายได้ระหว่างของคนรวยต่อคนจน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา เช่นเดียวกับประเทศไทย แต่สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้น้อยกว่าของประเทศไทย และสัดส่วนในประเทศไทยก็สูงที่สุดในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน 2.การจัดเก็บภาษีมรดกของต่างประเทศ การจัดเก็บภาษีมรดกส่วนใหญ่ มีการดำเนินการในประเทศที่พัฒนาแล้วและมีประเทศกำลังพัฒนาบ้าง แต่ไม่มากนัก สำหรับในทวีปเอเชีย ประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีมรดกได้แก่ อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ จีน ไต้หวัน และนิวซีแลนด์ รูปแบบการจัดเก็บภาษีมรดกจะมีความคล้ายคลึงกันทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนานั่นคือ จะมีการยกเว้นทรัพย์สินจำนวนหนึ่ง เช่นสหรัฐอเมริกายกเว้น 1 ล้านเหรียญแรก เกาหลีใต้ยกเว้น 200 ล้านวอนแรก (ประมาณ 7 ล้านบาท) ญี่ปุ่นยกเว้น 50 ล้านเยนแรก (ประมาณ 15 ล้านบาท) เป็นต้น นอกจากนั้นจะยกเว้นสินทรัพย์ที่บริจาคหรือยกให้กับองค์กรสาธารณกุศล สำหรับอัตราภาษี หลายประเทศจะใช้อัตราคงที่ และมีหลายประเทศจะใช้อัตราก้าวหน้าเหมือนการจัดเก็บภาษีรายได้ 3.ภาษีมรดกไม่ใช่ของใหม่สำหรับประเทศไทย เคยมีการจัดเก็บภาษีมรดกในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2476 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่การจัดเก็บภาษีดังกล่าวมีอายุเพียง 10 ปีเท่านั้น ยกเลิกในปี 2488 โดยมีการจัดเก็บทั้งในรูปแบบของภาษีกองมรดก และภาษีผู้รับมรดก ภาษีทั้ง 2 ประเภทกำหนดให้มีการยกเว้น 10,000 บาทแรก (ค่าเงิน 10,000 บาทในสมัยนั้น ถ้าเทียบกับปัจจุบัน ผู้เขียนคาดว่า ไม่น่าจะต่ำกว่า 10 ล้านบาท) และยังมีค่าลดหย่อนต่างๆ อีก เช่นค่าฌาปนกิจศพประมาณ 10% ของกองมรดก หรือไม่เกิน 5,000 บาท และเงินบริจาคต่างๆ ให้สาธารณกุศล
สำหรับอัตราภาษีเป็นแบบก้าวหน้า มี 11 อัตรา ตั้งแต่ 1% ถึง 20% ใช้อัตราภาษีเดียวกันทั้งภาษีกองมรดกและภาษีการรับมรดก แต่ถือว่าเป็นการเสียภาษี 2 ครั้ง กล่าวคือ ครั้งแรกภายใต้ภาษีกองมรดก ครั้งที่ 2 ภายใต้ภาษีผู้รับมรดก โดยการเสียภาษีผู้รับมรดกจะมีการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับมรดกกับเจ้าของมรดก ถ้าเป็น พ่อแม่ สามีหรือภรรยา ลูกหรือหลาน อัตราภาษีจะลดลงครึ่งหนึ่ง ดังนั้นแม้ว่าจะมีการจัดเก็บภาษี 2 ครั้งก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาโดยรวม ทั้งการยกเว้น ลดหย่อน และอัตราภาษี ภาษีมรดกไม่ได้เป็นภาระที่รุนแรงแต่ประการใด ซึ่งมีผลให้รายได้จากการจัดเก็บภาษีส่วนนี้ไม่ได้มากนัก เคยจัดเก็บได้มากในปี 2484 ที่ประมาณ 4 แสนบาท สาเหตุที่มีการยกเลิกการจัดเก็บ ได้มีการระบุถึงความยุ่งยากในการจัดเก็บ เพราะมีการกำหนดฐานภาษีทรัพย์สินค่อนข้างกว้าง ทำให้ยากต่อการประเมิน และยังมีการจัดเก็บทั้งภาษีกองมรดกและภาษีรับมรดก ซึ่งประเทศต่างๆ ในปัจจุบัน มักจะเลือกที่จะจัดเก็บอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่า ผู้นำในสมัยนั้นยังกล่าวอ้างถึงเหตุผลที่มีการยกเลิกภาษีมรดกว่า เกี่ยวพันกับวัฒนธรรมไทย ในประเด็นที่ว่า คนไทยสะสมทรัพย์สมบัติ เพื่อความสุขและฐานะอันมั่นคงของบุตรหลาน หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ ภาษีมรดกเป็นการทำลายการออม ประเด็นเหล่านี้ยังคงมีการอ้างจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ว่าจะกระทบถึงการออมของคนจน ซึ่งในประเด็นดังกล่าว ในประเทศต่างๆ ที่ได้มีการจัดเก็บภาษีมรดกได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ถ้ามีการออกแบบภาษีที่ดี กล่าวคือ มีการกำหนดระดับการยกเว้น หรือการลดหย่อนในระดับที่เหมาะสม มีอัตราภาษีที่ไม่สูงจนเกินไป ภาระภาษีส่วนนี้จะไม่กระทบกระเทือนคนจนหรือชนชั้นกลางที่พยายามจะเก็บออมแต่อย่างใด แต่สำหรับมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยมีทรัพย์สินมหาศาล ภาษีมรดกคงจะเป็นภาระภาษีที่ชัดเจนประการหนึ่ง แต่ก็นั่นแหละ ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่มีการจัดเก็บภาษีมรดก แต่ก็ยังคงมีมหาเศรษฐีติดอันดับโลกกันเป็นจำนวนมาก หน้า 6
|