หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การเติบโตของเวียดนาม ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร?

บทความ : ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  กรุงเทพธุรกิจ   วันพุธที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2550

ในบรรดาประเทศที่มีเศรษฐกิจร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ คงต้องมีเวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศเหล่านั้น ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงถึงกว่าร้อยละ 8 ทุกประเทศจึงหันมาจับตามองเวียดนาม รวมทั้งเป็นที่จับตาของประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างไทยด้วย

คนไทยหลายคนมองการเติบโตของเวียดนามอย่างวิตกว่า เวียดนามจะกลายเป็นคู่แข่งและจะแซงหน้าประเทศไทยในอนาคต บางคนอาจจะคิดไปถึงขั้นที่ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามแสดงถึงการถอยหลังลงคลองของไทย แต่คำถามที่น่าพิจารณา คือ ความวิตกดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ และความจริงแล้ว การเติบโตของเวียดนามส่งผลกระทบต่อการเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในแง่ของการเติบโตอย่างไรบ้าง

บทความนี้ พยายามหาคำตอบให้แก่คำถามดังกล่าว ผมจึงพยายามใช้ข้อมูลตัวเลขต่างๆ ในการวิเคราะห์ เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งนี้ ผมขอแบ่งผลกระทบของการเติบโตของเวียดนาม ที่มีต่อการเติบโตของไทยออกเป็นสองนัย คือ ผลโดยตรงและผลโดยอ้อม

ผลกระทบโดยตรงของการเติบโตของเวียดนามต่อไทยเป็นผลจากการเป็นคู่ค้าระหว่างกัน การเติบโตของประเทศหนึ่งมีผลต่ออีกประเทศหนึ่ง โดยผ่านช่องทางของการค้าระหว่างประเทศ โดยปกติหากประเทศหนึ่งมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง จะทำให้ประชาชนในประเทศนั้นมีระดับรายได้มากขึ้น ซึ่งตามมาด้วยการนำเข้าสินค้าและบริการเพื่อบริโภคมากขึ้น และในอีกแง่หนึ่งการที่เศรษฐกิจขยายตัว เกิดจากการขยายกำลังการผลิตของอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบ หรือเครื่องจักรเพื่อเป็นสินค้าทุนในการผลิต

ด้วยเหตุผลนี้ เมื่อประเทศหนึ่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง น่าจะทำให้ประเทศอื่นที่เป็นประเทศคู่ค้าส่งออกได้มากขึ้น จึงมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้นตามไปด้วยในทางทฤษฎี

ในบทความนี้ ผมจึงวัดผลกระทบโดยตรงของการเติบโตของเวียดนามต่อไทยจากดุลการค้าระหว่างไทยกับเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หากดุลการค้าระหว่างไทยกับเวียดนามเป็นบวก หมายความว่า การค้าระหว่างเวียดนามกับไทยมีผลด้านบวกกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย และจะมีความหมายตรงข้ามหากดุลการค้าเป็นลบ

จากตารางที่ 1 จะเห็นว่า ประเทศไทยได้ดุลการค้าจากเวียดนามมาโดยตลอด และยิ่งไปกว่านั้น ดุลการค้าที่เป็นบวกนั้นมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อเวียดนามมีการเติบโตทางเศรษฐกิจรวดเร็ว จึงทำให้การนำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้นด้วย

เมื่อพิจารณารายสินค้า สินค้าออกจากไทยไปเวียดนามที่สำคัญคือ น้ำมันสำเร็จรูปและก๊าซธรรมชาติ เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ ปูนซีเมนต์ เครื่องยนต์ เครื่องจักรและชิ้นส่วน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นสินค้าทุนและวัตถุดิบสำหรับภาคอุตสาหกรรมทั้งสิ้น

จึงอาจกล่าวได้ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของเวียดนาม ทำให้เวียดนามต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าทุน และวัตถุดิบจากต่างประเทศอย่างมาก ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในคู่ค้าที่สำคัญของเวียดนาม จึงได้รับอานิสงส์ให้สามารถส่งออกไปเวียดนามได้มากขึ้นด้วย

นอกจากผลกระทบทางตรงแล้ว ยังมีผลกระทบทางอ้อม ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตของเวียดนาม ที่ไม่ได้กระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยโดยตรง แต่สามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านช่องทางอื่นๆ ได้ ซึ่งในบทความนี้ จะเน้นเฉพาะช่องทางการค้าระหว่างประเทศ หากการเติบโตของเวียดนาม เกิดจากการที่สามารถส่งออกสินค้าได้มาก และหากไทยกับเวียดนามเป็นคู่แข่งทางการค้าระหว่างกัน การส่งออกของเวียดนามอาจจะทำให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าได้น้อยลง

แม้สินค้าบางชนิดของเวียดนามกำลังแย่งตลาดไปจากสินค้าส่งออกจากประเทศไทย โดยเฉพาะข้าว แต่หากพิจารณาข้อมูลในตารางที่ 2 จะเห็นว่าสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยและเวียดนามนั้นไม่ซ้ำกัน แสดงว่าไทยและเวียดนามมีความเป็นคู่แข่งทางการค้ากันน้อย ดังนั้น แม้การส่งออกของเวียดนามจะเติบโตเร็วเกินกว่าร้อยละ 20 ต่อปี แต่ไม่ได้หมายความว่า จะมา "เบียด" การเติบโตของการส่งออกของไทย

ส่วนในประเด็นที่หลายคนกังวลว่า เวียดนามจะมาแข่งในอุตสาหกรรมสำคัญของไทยในอนาคต เช่น อิเล็กทรอนิกส์นั้น ผมกลับมองเป็นของธรรมชาติของวัฏจักรสินค้า (product cycle) กล่าวคือ ประเทศที่เพิ่งเริ่มพัฒนานั้น จะเริ่มต้นด้วยการส่งออกสินค้าเกษตร จากนั้นจึงพัฒนาไปสู่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น แล้วพัฒนาเป็นการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้ปัจจัยทุนเข้มข้น สุดท้ายเมื่อกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว จะส่งออกสินค้าระดับบนที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง

ผมสังเกตว่าเวียดนามในขณะนี้ มีแบบแผนในการเติบโตเหมือนประเทศไทยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว กล่าวคือ เริ่มเน้นการส่งออกสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างเช่น สิ่งทอ ทำให้สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้มาก และมีการเติบโตทางเศรษฐกิจเกินกว่าร้อยละ 8 ต่อปี แม้แต่ลักษณะด้านลบอย่างอัตราเงินเฟ้อที่สูง และการขาดดุลการค้าที่สูงเกินกว่าร้อยละ 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อปี และผมยังเชื่อว่า ต่อไปเวียดนามจะสามารถพัฒนาจนสามารถส่งออกสินค้าที่ซับซ้อนมากขึ้นอย่างอิเล็กทรอนิกส์ได้

แต่จุดที่ผมอยากเน้นคือ ไม่ได้มีแต่เวียดนามเท่านั้นที่จะพัฒนาประเทศของตนตามวัฏจักรสินค้า แต่ประเทศไทยจะพัฒนาและต้องพัฒนาด้วย ในปัจจุบันอุตสาหกรรมที่เคยรุ่งเรืองในอดีตอย่างสิ่งทอจะต้องเสื่อมถอยลง และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปให้กับประเทศที่ไล่หลังเรามาอย่างเวียดนาม แล้วจะมีอุตสาหกรรมดาวรุ่งอย่างอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ หรืออุตสาหกรรมอื่นขึ้นมาแทนที่

ในอนาคตไทยต้องพัฒนาไปสู่การส่งออกสินค้าที่ซับซ้อน มีมูลค่าเพิ่ม และใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ทางออกจึงไม่ได้อยู่ที่การพยายามยึดอุตสาหกรรมเก่าไว้ตลอดกาล แต่ไทยต้องพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมอื่นที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เพราะโดยธรรมชาตินั้น มีการเกิดขึ้นของสิ่งใหม่ และตายไปของสิ่งเก่าเสมอ