|
||||||||||||||
|
NORTHERN ROCK
กลายเป็น "หินถล่ม"
แล้วถ้าเป็นเราจะเป็นอย่างไร
บทความ : กรณ์ จาติกวณิช กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ขณะที่ สนช.กำลังพิจารณากฎหมายการเงิน 4 ฉบับ ก็พอดีมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นที่อังกฤษ คือ ธนาคารสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งคือ NORTHERN ROCK (NR) ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง จนต้องขอความช่วยเหลือจากธนาคารชาติอังกฤษ NORTHERN ROCK ไม่ได้เป็นสถาบันการเงินที่คนไทยทั่วไปเคยรู้จักมาก่อน แต่แฟนบอลคงจะอย่างน้อยคุ้นชื่อว่า เป็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าอกเสื้อทีมฟุตบอล NEWCASTLE UNITED ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนหลัก NORTHERN ROCK มีสินเชื่อทั้งหมด 6.5 ล้านล้านบาท ซึ่งถ้าเทียบกับธนาคารพาณิชย์ไทย ก็จะเห็นว่า ใหญ่กว่าทุกธนาคาร แต่ที่น่าสนใจคือ เงินฝากของ NR ทั้งหมด มีเพียง 2 ล้านล้านบาท หรือ 30% ของสินเชื่อเท่านั้น ลองเทียบกับธนาคารกรุงเทพดู ธนาคารกรุงเทพมีสินเชื่อทั้งหมด 960,000 ล้านบาท แต่มีเงินฝากคือ 1.2 ล้านล้านบาท คือสินเชื่อเพียง 80% ของเงินฝาก ความหมายก็คือ ธนาคารกรุงเทพ (และธนาคารพาณิชย์อื่นๆ ทุกธนาคาร) สามารถพึ่งเงินฝากในการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ NR ต้องพึ่งการกู้ยืมเงิน (ระยะสั้น) ในตลาดเงิน และตลาดกู้ยืมเงินระหว่างธนาคาร ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการทำธุรกิจที่เสี่ยงมาก และเมื่อตลาดเงินเกิดปัญหาสั่นคลอนความเชื่อมั่นทั้งระบบ เพราะกรณี SUB-PRIME ที่สหรัฐอเมริกา ก็เลยทำให้ NR ขาดแหล่งที่พึ่งปกติ จนเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องขึ้นทันที และเมื่อประชาชนผู้ฝากเงินได้ระแคะระคายในปัญหา ก็เลยแห่กันมาถอนเงิน ประเด็นที่น่าสนใจจากจุดนี้ ก็คือ ทัศนคติของทางรัฐมนตรีคลัง และธนาคารชาติอังกฤษ ก่อนหน้านี้ ทางผู้ว่าการธนาคารชาติอังกฤษ ออกมายืนยันว่า จะไม่ปกป้องคุ้มครองสถาบันการเงินมากกว่าที่กฎหมายระบุไว้ คือ 90% ของเงินฝากสูงสุด ประมาณ 2 ล้านบาท แต่สุดท้ายก็ต้อง "อุ้ม" NR ระดับหนึ่งด้วยการให้วงเงิน (ที่มีอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูง) แต่เพียงแค่นั้น ไม่ให้เป็นการค้ำประกันเงินฝากแต่อย่างใด ผู้ฝากก็เลยไม่คลายความหวาดกลัว และยังแห่ถอนเงินฝากกันอย่างต่อเนื่อง จนสุดท้าย รัฐมนตรีคลังต้องออกมากลืนคำพูดตัวเอง ด้วยการออกมาค้ำประกันเงินฝากของ NR ทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข เปรียบเทียบกับความพยายามของไทยที่จะออกกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองเงินฝาก (1 ใน 4 พ.ร.บ.การเงิน ที่ผมอ้างถึง) ซึ่งระบุว่า จะคุ้มครองเพียง 1 ล้านบาทต่อคน ต่อสถาบันการเงิน คำถามจากกรณีของ NR กระตุ้นให้เราต้องถามทางกระทรวงการคลัง ผู้อนุมัติกฎหมายฉบับนี้แล้ว และธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้เป็นผู้เสนอ ก็คือ คุณแน่ใจหรือว่า เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นที่สถาบันใดสถาบันหนึ่งหรือหลายสถาบันพร้อมกัน (ดังเช่นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว) คุณยังจะคุ้มครองแต่ผู้ฝาก "รายย่อย" และลอยแพรายใหญ ซึ่งถึงแม้มีผู้ฝากมากกว่า 50 ล้านบาท เพียงแค่ 10,000 คนก็ตาม แต่สัดส่วนในแง่ของตัวเงินรวมกันแล้ว สูงกว่าของรายย่อยทั้งหมดรวมกันมากนัก กล่าวคือ ถ้าเกิดมีวิกฤติศรัทธาด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ที่ธนาคารแห่งหนึ่ง การที่รัฐบาลประกาศค้ำประกันเพียงแต่บัญชีที่มีไม่เกิน 1 ล้านบาท ก็จะไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้ฝากรายใหญ่ได้ ซึ่งถ้าเกิดมีการแห่ถอนเงินเช่นเดียวกับกรณี NR ธนาคารก็สามารถ (และคงจะ) ล้มทั้งยืนแน่นอน ถึงเวลานั้น ส่วนที่ค้ำประกันไว้ ก็จะกลายเป็นค่าใช้จ่ายจริง นอกจากนั้น โอกาสที่จะทำให้มีวิกฤติศรัทธาในระบบโดยรวม ย่อมเกิดขึ้นได้แน่นอน โดยเฉพาะพฤติกรรม และสภาพแวดล้อมธุรกิจของธนาคารไทยทุกๆ แห่งก็เหมือนกันมาก และความเชื่อมโยงกันในระบบก็สูงมากด้วย (SYSTEMATIC RISK) ถึงเวลานั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยเช่นเดียวกับธนาคารชาติอังกฤษ ก็คงไม่กล้าลอยแพผู้ฝาก ที่อยู่นอกระบบการค้ำประกันแน่นอน และเมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะมาหลอกตัวเองกันโดยกฎหมายฉบับนี้ทำไม กฎหมายจะมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน ผมได้ศึกษาเอกสารจัดทำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อประชาสัมพันธ์ พ.ร.บ. สถาบันคุ้มครองเงินฝาก และได้พบว่า ธปท. ยืนยันในประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ 1. วิกฤติปี 2540 สร้าง "ความเสียหายเบื้องต้นสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท" คำถามสั้นๆ ที่ผมมีต่อแบงก์ชาติคือ ณ วันนั้น ทางแบงก์ชาติ/กระทรวงการคลังเองเป็นผู้ตัดสินใจค้ำประกันเงินฝากของบริษัทหลักทรัพย์ 56 บริษัท แต่ถ้าในอนาคตมีพ.ร.บ.ฉบับนี้บังคับใช้แล้ว ภาครัฐจะเพียงยืนมองอยู่ห่างๆ จริงหรือ ? 2. ธปท. อ้างว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้จะ "ช่วยทำให้ระบบสถาบันการเงินมีความเข้มแข็ง" ซึ่งในจุดนี้น่าจะหมายความว่า เมื่อผู้ฝากต้องรับความเสี่ยงมากขึ้น ก็จะพิจารณาฝากกับสถาบันที่เข้มแข็งเท่านั้น เป็นการบังคับให้สถาบันการเงินปรับปรุงพัฒนาให้เข้มแข็งมากขึ้น คำถามของผมคือ เราสามารถคาดหวังให้ประชาชนผู้เป็นผู้ฝากเงินมามีบทบาทในการกำกับดูแลสถาบันการเงินจริงๆ หรือครับ ผมเองคิดว่าประชาชนน่าจะพึ่งแบงก์ชาติ หรืออย่างน้อยก็ผู้ถือหุ้นที่จะทำหน้าที่นี้ นอกจากนั้น การกระตุ้นให้ประชาชนมาทำหน้าที่นี้ก็คือ การยอมรับว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นการผลักภาระความเสี่ยงกลับไปให้ประชาชน ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเหมาะสมแค่ไหน และที่สำคัญ ผมไม่เชื่อว่า จะมีความเป็นไปได้ทางการเมือง 3. สถาบันคุ้มครองมีทุนประเดิม 1,000 ล้านบาท และถึงแม้มีเงินสมทบทุกปีจากสถาบันการเงิน เงินทุนก็ไม่เพียงพอในกรณีที่มีความจำเป็นต้องคุ้มครองจริง เพราะฉะนั้น รัฐบาลก็คงจำเป็นต้องค้ำประกันสถาบันนี้อีกระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น การคุ้มครองก็คงยังเป็นภาระของรัฐอยู่ดี ผมอยากเสนอให้พิจารณายอมรับความเป็นจริงว่า สุดท้ายเงินฝากคงต้องได้รับการคุ้มครอง แต่เมื่อเป็นเช่นนั้น ต้องมีความชัดเจนในแง่ของกฎหมายที่ต้องให้สิทธิผู้ฝากเหนือลูกหนี้รายอื่นทุกประเภท ณ วันนี้ เมื่อมีการ "SECURITISE" ทรัพย์สินต่างๆ เช่น "MORTGAGE LOAN" ตัวหลักทรัพย์ค้ำประกันของหนี้ ก็มักจะถูกใช้ไปแล้วเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันให้กับผู้มาลงทุน ถ้าไม่ให้สิทธิผู้ฝากอยู่เหนือกว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้น-เช่นเดียวกับกรณี NR ที่อังกฤษ และปัจจุบันในระบบธนาคารไทย-ก็คือการค้ำประกันเงินฝาก ทำให้หนี้ของสถาบันการเงินกลายเป็นหนี้ของรัฐ ในขณะที่ทรัพย์สินยังเป็นของสถาบันการเงินเอกชนอยู่ ซึ่งไม่ยุติธรรมแน่นอนกับพวกเราผู้เสียภาษี ไม่ทราบว่ากระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยคิดอย่างไรครับ ? เราเรียนรู้อะไรจากกรณี Northern Rock Money Time : เสถียร ตันธนะสฤษดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ท่านผู้อ่านรู้จัก Northern Rock มั้ยครับ? นอกเหนือจากจะเป็นผู้อุปถัมภ์รายหนึ่งของทีมฟุตบอล New Castle United ในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ (สังเกตจากชื่อ Northern Rock บนเสื้อนักฟุตบอล) แล้ว Northern Rock เป็นธนาคารเพื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่รายหนึ่งของอังกฤษ และมีสำนักงานใหญ่ที่เมือง New Castle การดำเนินธุรกิจก็คงจะคล้ายๆ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ของบ้านเรานี่แหละครับ เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ Northern Rock ในช่วงเดือนที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก และสามารถยกเป็นตัวอย่างที่ดี ในการบริหารจัดการสถาบันการเงิน และการกำกับธุรกิจสถาบันการเงิน คำกล่าวที่ว่าประวัติศาสตร์ซ้ำรอย (History repeats itself) จึงเป็นคำกล่าวที่ไม่เคยล้าสมัยเลย กรณีของ Northern Rock แสดงให้เห็นถึงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในที่หนึ่ง ส่งผลสะเทือนอย่างแรงไปยังอีกที่หนึ่งได้ ในโลกที่แคบลงในปัจจุบัน เรื่องของความวุ่นวายและเสื่อมถอยของ subprime mortgage ในสหรัฐอเมริกา สามารถส่งผลให้สถาบันการเงิน "ดาวรุ่ง" ของอังกฤษมีมูลค่าเสื่อมถอยได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง สะท้อนให้เห็นว่า โลกของตลาดการเงินมีความสัมพันธ์กันอย่างไร และจะส่งผลกระทบได้อย่างไร้พรมแดนจริงๆ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ผู้บริโภคชาวอังกฤษ ต้องพึ่งพาการกู้ยืมเงินมากขึ้น ทั้งเป็นเพื่อการซื้อบ้าน (หลังแรกและหลังต่อๆ ไป) และเพื่อการบริโภค ตัวเลขเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ยอดหนี้อสังหาริมทรัพย์สูงถึง 1.1 ล้านล้านปอนด์ สูงขึ้นเท่าตัวเมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน การกู้กันอย่างดุเดือดเช่นนี้ แน่นอนว่าส่งผลทำให้การปลูกบ้านขายก็ boom มาก ส่งผลให้ราคาบ้านก็สูงตามด้วย เมื่อมี demand ในการขอกู้มาก Northern Rock ก็เลยเป็น "ผู้บุกเบิก" ในการทำสิ่งที่เราเรียกว่า Securitization ในช่วงหลังของทศวรรษ 1990 โดยการจัด package ของเงินกู้มา "ปั้น" รวมๆ กัน แล้วก็ "ขาย" กระแสเงินสดในรูปแบบของตราสาร ให้กับนักลงทุนทั้งในอเมริกาและเอเชีย ข้อดีก็คือสามารถทำให้ Northern Rock สามารถขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้อง "ง้อ" ผู้ฝากเงิน ซึ่งต้องมีต้นทุนในการบริหารจัดการที่สูงกว่า ถึงแม้จะเป็นแหล่งเงินทุนที่ "นิ่ง" และ "แน่นอน" กว่าก็ตาม ในช่วง "ยุครุ่ง" Northern Rock ขยายกิจการออกไปได้อย่างมากและเร็ว เพียงเดือนมิถุนายนปีนี้ Northern Rock มียอดสินเชื่อสูงถึง 87,000 ล้านปอนด์ และมี market share ในตลาดสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ (เฉพาะรายใหม่) ในปี 2007 ถึง 20% กลยุทธ์ต่างๆ ถูกงัดออกมาใช้ เช่นการให้กู้ถึง 90% ของราคาบ้าน ฟังดูคุ้นๆ มั้ยครับ นอกเหนือจากจะ "tap" ตลาดตราสารที่กล่าวมาข้างต้น การ finance ธุรกิจ ยังทำโดยการยืมเงินจากตลาด interbank ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นหนี้ระยะสั้น (ในขณะที่สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เป็นหนี้ระยะยาว) เมื่อรวมทั้งหมดแล้ว เมื่อสิ้นเดือนมิถุนายน 2007 Northern Rock ต้องพึ่งพาเงินจากตลาด "Wholesale" นี้ถึง 77% เหลือเพียงเล็กน้อยที่พึ่งผู้ฝากเงินทั่วไป วิกฤติ subprime ซึ่งเริ่มต้นที่อเมริกา ซึ่งส่งผลทำให้ 1) สภาพคล่องในระบบลดลง และ 2) มี "ราคา" ที่สูงขึ้น และ 3) บรรดาตราสาร CDOs ต่างๆ มีมูลค่าที่เสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ก็กระทบกับสถานะทางการเงินของ Northern Rock อย่างมาก และยากที่จะหลีกเลี่ยง ปัญหาการขาดสภาพคล่องและมีราคาแพงทำให้ Northern Rock ดำเนินธุรกิจด้วยความยากลำบาก และเกิดปรากฏการณ์ "เจ๊งคามือ" ผู้บริหารต้องวิ่งไปหาธนาคารกลางคือ Bank of England ในการขอกู้เงินฉุกเฉิน สภาพที่ไม่เคยเห็นมาเป็นเวลาหลายสิบปี คือการเข้าแถวขอถอนเงินก็ได้เห็น ราคาของหุ้น "หล่น" จาก 12.58 ปอนด์ต่อหุ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ลงมาเหลือ 1.943 ปอนด์เมื่อวันที่ 21 กันยายน มีเสียงต่อว่าต่อขาน BoE ว่ากระทำการช่วยเหลืออย่างไม่ทันการณ์ ส่งผลทำให้ความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินของอังกฤษเสื่อมลง ถึงแม้ว่ากระทรวงการคลังจะประกาศค้ำประกันเงินฝากส่วนใหญ่ก็ตาม ดูเหมือนว่าก็ยังไม่สามารถสะกด ให้คนหายตื่นตระหนกได้ดีเท่าที่ควร วิกฤตการณ์แห่งศรัทธาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก และไม่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1973 จนถึงขณะที่เขียนบทความนี้ Northern Rock ประกาศงดจ่ายเงินปันผล และมีข่าวว่าเป็นเป้าของการถูก takeover จากบรรดานักลงทุนที่มีสายป่านยาวถึงยาวมาก สะท้อนให้เห็นถึงกลไกตลาด เมื่อของถูกถึงระดับหนึ่ง ก็จะมีคนอยากได้ อย่างน้อยก็มี Hedge Fund 2 แห่ง อยากเข้ามา "ซื้อ" loan portfolio ของ Northern Rock แน่นอนราคาก็คงจะไม่น่าดูเท่าไรในสายตาของผู้ถือหุ้น Northern Rock บทเรียนที่สำคัญที่เราน่าจะได้จากกรณีของ Northern Rock ความพอเพียงของการดำเนินธุรกิจ ถึงแม้การกู้ยืมเงินจะเป็นการกู้โดยตรงหรือการ "จับแพะชนแกะ" แล้วออกมาเป็นช้าง ควรจะต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริง 2 อย่างคือ หนึ่ง ไม่มีของฟรีในโลก (ยกเว้นตายฟรีกับเจ็บฟรี) และสอง ต้องโลภให้น้อยลงและรู้จักพอ กฎเรื่อง Concentration Risk ยังคงทันสมัยเสมอ บรรดาเจ้าของกิจการ (ผู้ถือหุ้น) อาจต้องให้ความสำคัญในแง่ของเสถียรภาพ (stability) มากขึ้น แทนที่จะมุ่งเน้น ROE หรือ ROA อย่างเดียว การที่ Northern Rock พึ่งพาเงินกู้จากสถาบันการเงินและตลาดตราสารถึง 77% แสดงให้เห็นว่ามี Risk ประเภทนี้สูงมาก การกำกับดูแลสถาบันการเงิน และการ Calm down ตลาดเงินต้องทำแบบถูกที่ถูกเวลา มิฉะนั้นก็จะเปล่าประโยชน์ หรือเยียวยาได้ แต่ต้นทุนในการเยียวยาก็จะสูงขึ้น สุดท้ายก็จะตกเป็นภาระของผู้เสียภาษี (ที่ไม่หลบเลี่ยงหรือหลบไม่เป็น) ก่อนจบ มีเรื่องดีๆ เกี่ยวกับ case นี้มาเล่าให้ฟังเพื่อบรรเทาความเครียด คือในขณะที่คนลอนดอนเข้าแถวถอนเงิน ในบัญชีที่มีอยู่กับ Northern Rock คนนิวคาสเซิล ทำตรงกันข้ามคือ ช่วยกันไปฝากเงิน เพื่อแบ่งเบาภาระการบริหารสภาพคล่องของธนาคาร ทั้งนี้ด้วยความเป็นคนท้องถิ่น เขาเหล่านั้น เข้าไปช่วย Northern Rock ด้วยเหตุผลที่ธนาคารเป็นสถาบันที่สนับสนุนกิจกรรมของสังคมท้องถิ่นแถบนิวคาสเซิลมาอย่างสม่ำเสมอ เหตุการณ์เล็กๆ นี้น่าจะบ่งชี้ได้ว่าการเป็น Good Community Citizen ก็ส่งผลดีได้บ้างในยามวิกฤติ อย่างน้อยก็น่าจะเป็นกำลังใจอย่างดีให้กับผู้บริหารของ Northern Rock ในยามที่กำลังใจเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง
|