หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ภารกิจนักเศรษฐศาสตร์ ธปท. กับการบริหารความเสี่ยงการเงิน

กรุงเทพธุรกิจ   วันพุธที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2550

พ.ศ.2550 นับเป็นปีที่ครบหนึ่งทศวรรษพอดีหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 แม้ตลอดสิบปีที่ผ่านมาประเทศไทย จะห่างหายจากภาวะน่าสะพรึงอันเกิดจากปัญหาเศรษฐกิจ แต่ในปีที่สิบนี้เองที่เศรษฐกิจไทย ต้องเผชิญกับแรงกระแทกขนาดใหญ่อีกครั้ง โดยปัจจัยที่ไทยต้องเผชิญในครั้งนี้ มาพร้อมกับกระแสโลกาภิวัตน์ โดยผ่านเข้ามาในรูปของเงินทุนที่ไหลเข้าออกอย่างไม่มีใครคาดคิดทิศทางได้ทัน และเนื่องจากประเทศไทย ยังไม่มีความพร้อมเพียงพอที่จะรองรับกับกระแสเงินทุนมหาศาลจากภายนอก ทำให้ผลกระทบที่ตามมา รุนแรงกว่าที่หลายคนคิดเป็นบทสรุปได้ชัดเจนว่า สิบปีหลังจากวิกฤติ เรายังไม่พร้อมรองรับกระแสโลกาภิวัตน์ได้เต็มที่

แม้สิบปีที่ผ่านมาไทยยังไม่พร้อมที่จะรับมือกับกระแสโลกาภิวัตน์แต่สำหรับทศวรรษหน้า ณ เวลานี้ยังไม่ช้าเกินไป ที่จะตระเตรียมความพร้อมไว้ เพื่อรองรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น และนั่นคือที่มาของหัวข้องานสัมมนาประจำปี ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรื่อง "การบริหารความเสี่ยงทางการเงินในทศวรรษหน้า" ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 3-4 ต.ค.นี้

ภายใต้หัวข้อหลักเรื่อง การบริหารความเสี่ยงทางการเงินในทศวรรษหน้า ธปท.ได้จัดทำงานวิจัยโดยทีมนักเศรษฐศาสตร์ ทั้งจากสายนโยบายการเงิน ตลาดการเงินและสถาบันการเงิน ซึ่งแบ่งเป็นงานวิจัย 6 หัวข้อด้วยกัน โดยหัวข้อแรกคือเรื่อง "ความท้าทายในการบริหารความเสี่ยงและความผันผวนในบริบทของประเทศตลาดเกิดใหม่" ซึ่งจัดทำโดย ดร.ปิติ ดิษยทัต และ ดร.ชญาวดี ชัยอนันต์ ในส่วนนี้ ดร.ชญาวดี เล่าให้ฟังว่าการมองความเสี่ยงในงานวิจัยชิ้นนี้จะมองถึงผลกระทบความเสี่ยง ต่อกลุ่มคนที่เป็นฐานรากของเศรษฐกิจ นั่นก็คือ ผลกระทบจากความเสี่ยงทั้งภายนอกประเทศอย่างการเคลื่อนย้ายเงินทุน และปัจจัยภายในประเทศอย่างการทำนโยบายของภาครัฐซึ่งอาจจะทำให้การบริโภคของประชาชนมีความผันผวน

โดยการลดความผันผวนของการบริโภคลงนั้นต้องพยายามสร้างกลไก และโครงสร้างที่จะรองรับกับความเสี่ยงต่างๆ ด้วยการพัฒนาทางด้านการเงิน (Financial development) ให้มีตลาดการเงินที่รองรับ มีผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และมีช่องทางให้คนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ในด้านสถาบัน (Institution) ก็ต้องมีความแข็งแกร่งและมีนโยบายการเงินที่เหมาะสม เช่น ในด้านการคลัง ก็ควรจะมีตัวปรับอัตโนมัติทางการคลัง (Automatic Stabilizer) ที่สามารถทำงานได้เต็มที่ และสุดท้ายประเทศไทยควรสร้างกลไกการแบ่งสรรความเสี่ยง (Risk sharing mechanisms) เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงไม่ให้ตกอยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากจนเกินไป

หัวข้อที่สองของงานสัมมนาครั้งนี้คือเรื่อง "ช้างใหญ่ บ่อน้ำเล็กและการจัดการกับเงินทุนเคลื่อนย้าย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทย" จัดทำโดย ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ดร.อัศวิน อาฮูยา และนายสรา ชื่นโชคสันต์ ซึ่ง ดร.อัศวิน ได้เล่าถึงงานวิจัยชิ้นนี้ว่าภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ประเทศต่างๆ ย่อมต้องการประโยชน์จากตลาดโลกทั้งในด้านการค้า และการเงินแต่การเปิดเสรีสู่ตลาดโลกนั้น ก็ต้องเผชิญกับความผันผวนของกระแสเงิน ที่อาจจะไหลเข้าและออกได้เป็นจำนวนมากเช่นกัน ดังนั้นจึงควรต้องปฏิรูประบบการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีไปพร้อมกับ การมีเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากภาคการเงิน ไม่ให้ส่งผลกระทบถึงภาคธุรกิจจริงอย่างเพียงพอ และสามารถเข้าถึงได้เพราะโดยหลักแล้วการได้รับประโยชน์จากเงินทุน และการลดความเสี่ยงจากความผันผวนนั้นเป็นสิ่งที่เกื้อหนุนกัน

โดยสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการลดความเสี่ยงก็คือ การลดการบิดเบือนตลาดเพื่อให้กลไกตลาดสามารถทำงานได้เร็วขึ้น ซึ่งแม้ว่าการลดการบิดเบือนตลาดจะต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่ก็ต้องมีทิศทางที่ชัดเจน อีกทั้งในการพัฒนาตลาดการเงินให้ได้ประโยชน์จากกระแสเงินทุนนั้น ไทยจะต้องพัฒนาตลาดให้มีสภาพคล่อง และมีความลึกมากขึ้นด้วยการให้มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆทางการเงินและช่องทางที่จะเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านั้นด้วย ซึ่งการทำให้ตลาดมีสภาพคล่อง และลึกขึ้นนี้เปรียบเสมือนกับการขยายบ่อน้ำให้กว้างขึ้น เพื่อรองรับกับช้างโขลงใหญ่ที่เข้าไปเล่นน้ำในบ่อ ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนของระดับน้ำในบ่อได้ดีขึ้นกว่าการมีบ่อน้ำขนาดเล็ก

หัวข้องานวิจัยที่สามคือเรื่อง "ความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ไทย: มุมมองจากการวิเคราะห์โครงสร้างสินเชื่อธุรกิจ" จัดทำโดย ดร.ดอน นาครทรรพ ดร.กรองแก้ว กฤตยากีรณ และนายสุคนธ์พัฒน์ จันทพันธ์ โดย ดร.กรองแก้ว และนายสุคนธ์พัฒน์ เล่าถึงที่มาของงานวิจัยว่าระบบสถาบันการเงินเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดส่วนหนึ่งของระบบการเงินไทย ซึ่งส่วนที่จะทำให้มีความเสี่ยงสูงสุดก็คือ การปล่อยสินเชื่อของภาคธุรกิจที่คิดเป็นสัดส่วนถึง 80% ของสินเชื่อทั้งหมด โดยผลการศึกษาครั้งนี้พบว่าหากพิจารณาจากด้านสินเชื่อแล้ว สถาบันการเงินไทยโดยรวมยังไม่มีอะไรที่น่ากังวล หรือเป็นจุดเปราะบาง และถึงแม้ว่าสถาบันการเงินแต่ละแห่งจะมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ยังไม่เท่าเทียมกัน แต่ที่เห็นได้ชัดคือ ทุกสถาบันการเงินมุ่งไปในทิศทางของการบริหารความเสี่ยงที่มีคุณภาพเหมือนกัน

โดยเฉพาะการที่สถาบันการเงินหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนปล่อยสินเชื่อ ด้วยการเลือกลูกหนี้ที่มีคุณภาพมากขึ้น ด้วยระบบการจัดกลุ่มสินเชื่อภายใน (internal credit rating system) ซึ่งเป็นระบบที่วัดเกณฑ์ของลูกหนี้แต่ละรายด้วยเกณฑ์ที่แตกต่างกันตามความเสี่ยงของลูกหนี้ และการมีวัฒนธรรมในการระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น รวมถึงการที่หน่วยงานด้านการเงินต่างๆ ทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมงาน (partner) กันมากขึ้นทั้งแง่ของสถาบันการเงินผู้ปล่อยกู้และผู้ขอสินเชื่อ และในแง่ของผู้กำกับอย่าง ธปท.และสถาบันการเงิน ซึ่งทำให้มีการติดตามและให้คำปรึกษาในด้านต่างๆ อย่างใกล้ชิด

นอกจากการวิเคราะห์ด้านสถาบันการเงินแล้ว งานวิจัยชิ้นที่สี่ของ ธปท.ยังพิจารณาถึงภาคครัวเรือนในหัวข้อ "ความมั่งคั่งและหนี้สินครัวเรือนไทย: การบริหารความเสี่ยงและการเข้าถึงบริการทางการเงิน" ด้วย ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้จัดทำโดยดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา ดร.วิลาศลักษณ์ สินสวัสดิ์ และนายนลิน ฉัตรโชติธรรม โดย ดร.วิลาศลักษณ์ เล่าว่าจากการทำสำรวจครัวเรือนไทยพบว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึงบริการด้านเงินฝาก โดยคนที่เข้าไม่ถึงเงินฝากจะมีสาเหตุมาจากรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ขณะที่บริการด้านสินเชื่อนั้นมีคนที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อเป็นสัดส่วนถึง 15-16% โดยมีสาเหตุมาจากการที่ฐานะไม่ดีและไม่มีหลักประกัน

การที่คนจะเข้าถึงบริการทางการเงินได้นั้นสิ่งที่สำคัญคือ จะต้องมีความร่วมมือจากทั้งครัวเรือน ภาครัฐและเอกชนในการทำให้คนมีความรู้ความเข้าใจทางการเงินเพิ่มมากขึ้น การเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับคนทุกกลุ่ม และควรจะมีกลไกคัดเลือกให้คนที่ควรได้รับสินเชื่อเป็นผู้ได้รับสินเชื่อเพื่อให้มีศักยภาพที่จะใช้ และเกิดผลดีต่อระบบเศรษฐกิจแทนที่จะกลายเป็นผลเสียทั้งต่อตัวเอง และระบบการเงินซึ่งในการพิจารณาให้สินเชื่อดังกล่าวการมีข้อมูล และกลไกในการแยกกลุ่มคนที่มีศักยภาพ และไม่มีศักยภาพจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

งานวิจัยชิ้นที่ห้าในงานสัมมนาครั้งนี้คือเรื่อง "การประเมินความเปราะบางทางการคลัง: ความเสี่ยงทางการคลัง และนัยเชิงนโยบาย" จัดทำโดยดร.ทรงธรรม ปิ่นโต นางสาวบุณยวรรณ หมั่นวิชาชัย และนางสาวฐิติมา ชูเชิด โดยนางสาวฐิติมา ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงทางการคลังของไทยมาจากสองส่วนคือ ความเสี่ยงที่โครงสร้างรายได้ และรายจ่ายยังไม่สอดคล้องกันและความเสี่ยงจากภาระทางการคลังที่ซ่อนไว้ เช่น ความไม่โปร่งใสทางการคลัง โดยการบริหารความเสี่ยงทั้งสองนั้น สามารถทำได้ด้วยการปฏิรูประบบภาษี เพื่อให้มีรายได้เพิ่มพอกับรายจ่ายที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ให้ความสำคัญกับการจัดทำงบประมาณซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้มีความโปร่งใส รวมถึงการมีความโปร่งใสในการใช้เงินนอกงบประมาณต่างๆ

งานวิจัยชิ้นสุดท้ายที่จะนำเสนอในงานสัมมนาครั้งนี้คือ เรื่อง "ทางรอดของระบบประกันสังคมไทย: แนวทางการปฏิรูปสู่ความยั่งยืน" จัดทำโดย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล และนางสาวอนรรฆ เสรีเชษฐพงษ์ งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาว่ากองทุนประกันสังคมกรณีชราภาพ จะมีเงินไม่พอต่อการใช้จ่ายสิทธิประโยชน์ ให้กับสมาชิกในระยะต่อไป ทำให้สำนักงานประกันสังคมต้องเปลี่ยนแปลงนโยบาย เพื่อรองรับกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นเพราะไม่เช่นนั้นหากภาครัฐต้องเข้ามาดูแลจะกลายเป็นความเสี่ยงด้านการคลังของประเทศ

โดยวิธีที่จะแก้ไขปัญหากองทุนประกันสังคมมีเงินไม่เพียงพอสำหรับอนาคต สามารถทำได้โดยเริ่มจากการดูแลให้ระบบประกันสังคมมีการเก็บสะสมเงินที่เพียงพอตั้งแต่เนิ่นๆ การปรับกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อจูงใจให้ประชากรเลือกเกษียณอายุช้าลงรวมถึงเตรียมปฏิรูปโครงสร้างของระบบการประกันสังคม และการออมของประเทศในระยะยาวไปพร้อมกันด้วย

ไม่ว่างานวิจัยเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงทั้ง 6 ชิ้นที่จะนำเสนอในงานสัมมนาประจำปีของ ธปท.ในวันนี้และวันพรุ่งนี้ จะชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่บกพร่องในปัจจุบัน และเสนอวิธีการแก้ไขที่ดีอย่างไร งานวิจัยต่างๆ จะเป็นประโยชน์อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการทำนโยบายต้องเปิดใจรับฟังและนำข้อเสนอจากงานวิจัยต่างๆ ไปคิดและปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมขึ้นมานั่นเอง