|
||||||||||||||
|
ก้นเป็นเตา
หน้าเป็นกระทะ
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายวัน วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10796 หนังสือพิมพ์ฝรั่งในกรุงเทพฯ มักวิจารณ์รัฐบาลที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้นว่าทำงานแต่เพียง seat warming คือนั่งเก้าอี้ให้อุ่นไว้สำหรับรัฐบาลต่อไป หรือทำงานประจำให้ผ่านไปวันๆ เท่านั้น ฟังดูน่ารักดี แม้น่าเบื่อหน่ายไปบ้าง แต่ที่จริงแล้ว รัฐบาลชุดนี้ได้ทำอะไรหลายอย่างที่ทำให้เก้าอี้ของรัฐบาลชุดหน้าแข็งโป๊ก และที่ร้ายกาจกว่านั้นคือแข็งโป๊กแก่สังคมไทยในอนาคตด้วย นี่คือรัฐบาลที่ลงมติให้ขยายการทดลองปลูกพืชจีเอมโอไปสู่ไร่นา จากเดิมซึ่งอนุญาตให้ทำได้ในห้องทดลองเท่านั้น ทั้งๆ ที่หน่วยงานของกระทรวงเกษตรเคยละเมิดมติครม.ด้วยการนำเอามะละกอจีเอ็มโอไปปลูกในไร่นามาก่อน เป็นผลให้มีการระบาดของมะละกอจีเอมโอ เข้าไปในไร่นาของราษฎร ชี้ให้เห็นว่าการทดลองในระดับไร่นานั้น มีอันตรายต่อการแพร่ระบาดเพียงใด โดยที่กระบวนการตัดสินใจอย่างมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเกี่ยวกับพืชจีเอมโอยังไม่ได้เริ่มขึ้น โดยที่ไม่มีข้อมูลอะไรใหม่เกี่ยวกับพืชจีเอ็มโอ ไม่ว่าในเชิงชีววิทยา,ธุรกิจ, ตลาด,อนาคตของการแข่งขันด้านการเกษตร รัฐบาลซึ่งได้รับแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร ก็ได้ตัดสินใจไปแล้วว่า จะต้องเดินหน้าเรื่องพืชจีเอมโอ ระบาดเป็นระบาด ตลาดโลกปฏิเสธในอนาคตก็ปฏิเสธไป ตอนนี้ขอให้บริษัทเกษตรข้ามชาติซึ่งมีอิทธิพลสูงทำกำไรเสียก่อน นี่ไม่ใช่งานประจำวันแน่ เพราะผูกพันเกษตรกรรมไทยในอนาคตอย่างแน่นหนา รัฐบาลใดๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหารก็ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เมื่อพืชจีเอมโอระบาดไปทั่วประเทศไทย นี่ไม่ใช่การนั่งเก้าอี้ให้อุ่นเพื่อรอรัฐบาลใหม่ ทั้งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนต้องตัดสินใจในทันทีทันใดด้วย รัฐบาลชุดนี้ ยังได้ลงมติรับแผนพลังงานแห่งชาติฉบับใหม่ซึ่งผูกพันประเทศกับแหล่งพลังงานที่มีภยันตรายสองแหล่ง ซึ่งล้วนต้องการข้อมูลอย่างรอบด้าน และการถกเถียงอภิปรายของสังคมอย่างละเอียด นั่นคือถ่านหินและนิวเคลียร์ แหล่งพลังงานทั้งสองนี้เป็นปัญหาถกเถียงในเมืองไทยมาเกือบ 3 ทศวรรษ บางกรณีก่อให้เกิดการเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรง หมายความว่าถ่านหินและนิวเคลียร์เป็นประเด็นละเอียดอ่อนในสังคมไทย มีประชาชนที่วิตกห่วงไยกับการใช้พลังงานทั้งสองแหล่งนี้จำนวนมาก ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลชั่วคราว ซึ่งไม่มีใครเชิญให้มาเป็นรัฐบาลนอกจากคณะรัฐประหาร จะมาตัดสินใจเบ็ดเสร็จเช่นนี้ เช่นเดียวกับปัญหาเรื่องจีเอ็มโอ ไม่มีความจำเป็นรีบด่วนต้องตัดสินใจแต่อย่างไร จะช้าเร็วไปไม่กี่เดือนไม่ทำให้เกิดความแตกต่างอะไร ไม่นานมานี้ รัฐบาลที่ได้อำนาจจากปากกระบอกปืนก็ลงมติเห็นชอบยกเลิกวาระของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน โอนอำนาจของราษฎรในการกำกับควบคุมมาไว้กับข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยทั้งหมด การเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านและวาระการดำรงตำแหน่งของกำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นประเด็นปัญหาที่สังคมไทย เคยถกเถียงอภิปรายกันมานานมาก จนในที่สุดก็ลงเอยที่จัดให้มีวาระการดำรงตำแหน่ง และการเลือกตั้ง ซึ่งดำเนินมาหลายสิบปีแล้ว กว่าจะได้คำตอบ (ซึ่งแม้ยังไม่น่าพอใจ) เกี่ยวกับดุลยภาพของอำนาจส่วนกลาง และอำนาจท้องถิ่นอันนี้ ก็ได้ผ่านการถกเถียงตกลงและประนีประนอมกันมาอย่างยาวนาน จู่ๆ รัฐบาลที่ปราศจากสิทธิธรรมโดยสิ้นเชิง ก็ตัดสินใจยกเลิกไปด้วยเวลาประชุมไม่กี่ชั่วโมง โดยที่สังคมไทยยังไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้แต่อย่างใด อีกไม่นาน รัฐบาลชุดนี้ก็จะตัดสินใจลงนามในบันทึกช่วยจำกับญี่ปุ่นเพื่อเปิดเอฟทีเอ ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารได้สัญญาว่า เอฟทีเอต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาเสียก่อน แต่รัฐบาลเฉพาะกาล (ตามรัฐธรรมนูญ และควรจะตามสำนึกของสุภาพบุรุษด้วย) กลับตัดสินใจจะลงนามในบันทึกช่วยจำนั้น ซึ่งเท่ากับผูกมัดสัญญาเอฟทีเอไปอีกเปลาะหนึ่ง เนื่องจากไม่อาจแก้ไขได้เพราะแรงกดดันทางการเมืองใดๆ แม้แต่การตัดสินใจที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้คนอย่างกว้างขวาง เช่นตัดสินใจใช้มาตรการซีแอลกับยาบางตัว ก็ยังมีปัญหาด้านวิธีการซึ่งอาจถกเถียงกันได้ว่า เพื่อให้คนไทยเข้าถึงยาอันจำเป็นเหล่านี้อย่างทั่วถึง จะต้องใช้วิธีการบังคับเหนือสิทธิบัตรยาอย่างไร จึงจะมีผลกระทบน้อยที่สุด นักการเมืองที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะรัฐประหารใน สนช. บางคนกล่าวว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะไม่กล้าตัดสินใจอะไรที่เป็นประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ เช่นซีแอล เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อผลประโยชน์ของนายทุนพรรค นี่อาจเป็นเหตุผลสนับสนุนให้รัฐบาลคณะรัฐประหารเร่งตัดสินใจนโยบายที่เป็นปัญหาทั้งหลายเสียก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเรื่องจีเอมโอ,ถ่านหิน,นิวเคลียร์, หรือยกเลิกกำนันที่มาจากการเลือกตั้ง และเอฟทีเอ ทั้งนี้ยังไม่นับการผ่านร่าง พ.ร.บ.ที่ละเมิดหลักการของเสรีภาพอีกหลายฉบับ ความเชื่อที่ว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งย่อมอ่อนแอ และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น ไม่จริงหรือจริงไม่หมด ก็แนวนโยบายหลายอย่างของรัฐบาลทักษิณ ซึ่งบัดนี้ถูกคัดค้านต่อต้านจากผู้มีอำนาจนั้น ก็ล้วนเป็นนโยบาย "แหกคอก" ทั้งสิ้น แม้นโยบายซึ่งดูเหมือนเป็นประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ อาจเกิดขึ้นจากการมุ่งหาเสียงหรือเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นโยบายเหล่านั้นแตกต่างจากที่รัฐบาลไทยทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและแต่งตั้งเคยดำเนินมา ประเด็นก็คือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอาจกล้าดำเนินนโยบายที่แปลกใหม่ได้ ถ้าไม่ถูกรัฐธรรมนูญวางยาให้เป็นรัฐบาลที่อ่อนแอเสียก่อน ปัญหาที่แท้จริงก็คือ รัฐบาลคณะรัฐประหารกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กล้าตัดสินใจดำเนินนโยบายที่เป็นเรื่องใหญ่ๆ จากแรงผลักดันอะไร คำตอบที่ตรงกันก็คือ รัฐบาลทั้งสองชนิดล้วนตัดสินใจบนฐานผลประโยชน์ของนายทุน"พรรค"ของตนเหมือนกัน ผู้สนับสนุนทางการเงินบริจาค (ทั้งโดยเปิดเผยและโดยทางลับ) แก่ "พรรค" ก็เพื่อซื้อนโยบายบางอย่าง ไม่ใช่เพราะความจงรักภักดีต่อ "พรรค" นั้นๆ โดยปกติแล้วนายทุนจะจ่ายเงินให้แก่ "พรรค" เกินหนึ่ง "พรรค" เสมอ แม้แต่นโยบายที่ทำเพื่อหาเสียง เช่นการสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ถึงไม่ได้ออกมาจากนายทุน "พรรค" แต่ก็ต้องเอื้อต่อประโยชน์ของนายทุนด้วย นับตั้งแต่ได้ประมูลรับเหมาก่อสร้าง, ได้ประกันเงินกู้,ได้เป็นผู้ปล่อยเงินกู้, ได้ผูกขาดวัสดุ,หรืออย่างน้อยสาธารณูปโภคนั้น ก็เอื้อต่อธุรกิจที่ทำอยู่บ้าง เช่น ส่งเสริมการผลิตรถประหยัดน้ำมัน ก็ต้องรอจังหวะที่นายทุนพรรคซึ่งอาจเป็นเจ้าของกิจการผลิตอะไหล่รถยนตร์แบบเก่าปรับตัวได้ทันเป็นต้นหรือการวางนโยบายให้เอื้อต่อการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น ก็ต้องไม่ทำแข็งขันเกินไปจนกระทบต่อผู้ค้าถ่านหิน, น้ำมัน, ก๊าซธรรมชาติ ฯลฯ ซึ่งนายทุน "พรรค"เป็นเจ้าของหรือถือหุ้นใหญ่ดูเหมือนรัฐบาลคณะรัฐประหารไม่มี "พรรค" และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่น่าจะมีนายทุน "พรรค" แต่ความจริงแล้วรัฐบาลรัฐประหารก็มี "พรรค" เหมือนกัน คือ "พรรค" ราชการ และอย่านึกว่า "พรรค" ราชการไม่มีนายทุน ราชการมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับนายทุนในทุกวงการ และราชการคือผู้ใช้อำนาจวินิจฉัยที่จะอนุมัติหรือไม่อนุมัติคำร้อง ขอของนายทุน (หรือทำให้กระบวนการอนุมัติยากเย็นแสนเข็ญ ต้องใช้ต้นทุนสูง) ด้วยเหตุดังนั้น จะมีการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม นายทุนไทยดำเนินธุรกิจได้เพราะมีเส้นสนกลในในระบบราชการ เส้นสายเหล่านี้ต้องลงทุนซื้อเหมือนการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง จะซื้อโดยตรงหรือซื้อด้วยคำสัญญาว่าจะให้ตำแหน่งสูงในธุรกิจของตนเมื่อพ้นหน้าที่ราชการแล้ว ก็เหมือนกัน ขอให้สังเกตว่า นโยบายหลายอย่างของนายทุนไม่มีวี่แววจะโผล่มาเห็นแสงเดือนแสงตะวัน ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเลย แต่เงยหัวขึ้นมาภายใต้คณะรัฐประหารทุกทีไป นโยบายสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เห็นได้ชัด ถือกำเนิดภายใต้การรัฐประหาร และพลิกฟื้นลมหายใจได้ใหม่ เมื่อเกิดรัฐประหารทุกครั้งไป เช่นเดียวกับนโยบายยกเลิกวาระการดำรงตำแหน่งของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน, นโยบายจีเอ็มโอ ฯลฯ "พรรค"ราชการจึงไม่ได้ต่างอะไรจาก"พรรค"การเมืองทั่วไป คือมีนายทุน"พรรค"เหมือนกัน และขายนโยบายอย่างเดียวกัน รัฐบาลรัฐประหารชุดนี้ก็ไม่ได้ต่างจากรัฐบาลรัฐประหารอื่นๆ ที่เคยเถลิงอำนาจในประเทศไทย คือเป็นรัฐบาลของ"พรรค"ราชการ รีบวางนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อ"พรรค" ก่อนที่ "พรรค" จะต้องแบ่งปันอำนาจของตัวให้แก่ "พรรค" การเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลนี้จึงไม่ได้มานั่งให้เก้าอี้อุ่น มีนโยบายเร่งด่วนที่ "พรรค" ต้องการซึ่งต้องรีบผูกมัดบ้านเมืองไว้ การที่รัฐบาลที่มารักษาการณ์เพื่อรอให้มีรัฐบาลที่ชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย กล้าตัดสินใจเรื่องอันไม่ควรตัดสินใจจำนวนมาก หาใช่สิ่งที่ควรยกย่องแต่อย่างไร ตรงกันข้าม เป็นการกระทำที่ไร้ยางอายต่างหาก ยกเว้นแต่ต้องยอมรับว่า รัฐบาลนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากรัฐบาล "พรรค" ต่างๆ ซึ่งได้รับเลือกตั้งมาปกครองประเทศนี้ หน้า 6
|