หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
มองพรรคการเมืองไทย ผ่านแว่นตานักประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน

คอลัมน์ มองซ้าย มองขวา  โดย ปกป้อง จันวิทย์  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3936 (3136)

เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผมได้สัมภาษณ์ รศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คนใหม่หมาด เพื่อตีพิมพ์ในหนังสือ October เล่ม 7 ของสำนักพิมพ์ Openbooks ซึ่งจะวางแผงในช่วงเดือนตุลาคมนี้

โจทย์ของบทสัมภาษณ์ขนาดยาวชิ้นนี้ คือการมองการเมืองไทยในช่วงปีที่ผ่านมา ผ่าน "แว่นตา" ของนักประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกันอย่างอาจารย์ธเนศ เราคุยกันเกือบ 2 ชั่วโมง นั่งไล่เรียงเหตุการณ์สำคัญๆ ของการเมืองบ้านเรา ตั้งแต่การรัฐประหาร การร่างรัฐธรรมนูญ ปรากฏการณ์ตุลาการภิวัตน์ ไปจนถึงเรื่องบทบาทของทหาร พรรคการเมือง และกลุ่มทุน ในระบบการเมือง แล้วย้อนมองเทียบเคียงกับประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน เพื่อหาบทเรียนสอนใจสังคมการเมืองไทย

ผมเห็นว่าบทสัมภาษณ์ในส่วนที่คุยกัน เรื่องพรรคการเมืองช่วยให้ข้อคิดอีกมุมหนึ่งได้ ในห้วงเวลาที่ สนช.กำลังพิจารณาร่างกฏหมายพรรคการเมือง จึงขอตัดตอนมาให้อ่านกันก่อนเป็นที่แรก

...........

มาถึงเรื่องพรรคการเมือง สหรัฐอเมริกา มี 2 พรรคใหญ่ ส่วนประเทศไทยมีหลายพรรค อะไรทำให้มันต่างกัน แล้วอย่างไหนดีกว่ากัน

จริงๆ แล้วประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน ไม่อยากให้มีการตั้งพรรคการเมืองนะ เพราะ เขามองว่าเป็นการสร้างความแตกแยก ถ้าผู้นำแตกแยก สังคมก็ต้องแตกแยก ปกครองลำบาก อันนี้เป็นสามัญสำนึกของผู้มีอำนาจการเมืองทั้งหลาย ที่ไม่ต้องการให้เกิดความแตกแยกในกลุ่มผู้นำกันเอง แต่เมื่อมีอุดมการณ์แตกต่างกัน ก็ต้องแยกกัน ในที่สุดก็เลยเกิดกลุ่ม Federalist กับ Antifederalist ขึ้นมา ซึ่งยังไม่ใช่พรรคการเมืองอย่างจริงจัง จนต่อมาเมื่อ 2 ฝ่ายต่อสู้ห้ำหั่นกันเพื่อกุมอำนาจรัฐ ในที่สุดจึงค่อยๆ กลายมาเป็นพรรคเฟเดอรัลลิสต์ ฝ่ายหนึ่งกับพรรครีพับลิกันของเจฟเฟอร์สัน ซึ่งคนละพรรคกับรีพับลิกันในปัจจุบัน อีกฝ่ายหนึ่ง หลังจากนั้นกระแสการเมืองและฐานเสียงของพวกเฟเดอรัลลิสต์หมดไป เพราะนโยบายขายไม่ได้ พรรคเฟเดอรัลลิสต์ก็ต้องสลายตัวไป แล้วก็เกิดพรรคใหม่ขึ้นมาแทน คือพรรควิก (Whig) ส่วนพรรครีพับลิกันยุคแรก ก็เปลี่ยนไปเป็น พรรคเดโมแครต (Democrat) ในสมัย ประธานาธิบดีแอนดรู แจ็กสัน (ราวกลางศตวรรษที่ 19) อันนี้แหละที่เป็นบรรพบุรุษของพรรคเดโมแครตที่ยังอยู่ถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งถือว่าเป็นพรรคการเมืองอเมริกันที่อยู่มานานที่สุด ส่วนพรรควิกมีอายุไม่นาน พอเจอวิกฤตปัญหา ระบบทาสเข้าก็แตกเป็นเสี่ยงทั้งในภาคเหนือและภาคใต้ จนต้องเลิกพรรคไปอีก นั่นเป็นระยะ ของการมีระบบ 2 พรรคการเมืองยุคแรกใน อเมริกา ซึ่งกินเวลาไม่นานนัก

หลังจากนั้น ก่อนเกิดสงครามกลางเมือง ก็เกิดมีพรรคใหม่ที่มาตามกระแสเรียกร้องของมวลชนส่วนมากที่ไม่ต้องการระบบทาส นั่นคือพรรครีพับลิกัน (Republican) ซึ่งสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกคือ อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ซึ่งได้ชัยชนะเพราะพรรคเดโมแครตแตกกันเอง การขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของลินคอล์น นำไปสู่การประท้วง และการแยก ดินแดน (รัฐ) ของบรรดารัฐภาคใต้ออกจาก สหรัฐ นั่นคือที่มาของการเกิด "วันเสียงปืนแตก" ที่ฟอร์ตซัมเตอร์ รัฐเซาท์แคโรไลนา จากนั้นก็นำไปสู่การเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างภาคเหนือ กับภาคใต้ พรรครีพับลิกันก็เลยเป็นพรรคคู่กับ เดโมแครต มาจนปัจจุบันนี้

เห็นได้ว่าพรรคการเมืองของอเมริกาเกิด มาจากพัฒนาการภายในระบบรัฐสภา ประเด็นที่สำคัญและเป็นปัจจัยชี้ขาดก็คือ การดำรงอยู่ของพรรค มาจากการเคลื่อนไหวของประชาชนข้างล่าง จาก ผู้ลงคะแนนเสียงจริงๆ ในอเมริกา พรรคการเมือง ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะไม่มีกฎหมายพรรคการเมือง รัฐและศาล ไม่สามารถสั่งยุบพรรคการเมืองได้ เพราะพรรคการเมืองไม่ได้เกิดมาจากกฎหมาย หากแต่เกิดมาจากการเคลื่อนไหวและความต้องการของประชาชนเอง ถือว่าเป็นสิทธิทางการเมืองในรัฐธรรมนูญซึ่งสูงสุด มีแต่พระเจ้าเท่านั้น ที่สามารถสั่งยุบพรรคการเมืองในอเมริกาได้

ผมสรุปจากประสบการณ์ของอเมริกาว่า พรรคการเมือง โดยตัวมันเอง ไม่ได้ถูกออกแบบมาพร้อมกับระบอบประชาธิปไตย หรือระบอบปกครองอะไรก็ตาม แต่พรรคการเมืองแบบสมัยใหม่เกิดขึ้นหลังจากที่มีความต้องการ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ในการสรรหาผู้นำทางการเมือง กล่าวคือระบบการเมืองการปกครองนั้น ต้องการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองการปกครองจริงๆ การบังคับให้ มีพรรคการเมืองตามความต้องการของผู้มีอำนาจ ไม่มีประโยชน์ มันไม่อาจทำให้ระบบพรรคการเมืองเติบโต และพัฒนาไปได้อย่างเป็นแก่นสาร จริงๆ แล้วโดยธรรมชาติของพรรคการเมืองมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ระบบอัตตาธิปไตย คือรวมศูนย์อำนาจในผู้นำ ดังนั้นหากภาคประชาสังคมไม่เข้มแข็ง เศรษฐกิจไม่กระจายความเป็นธรรมไปอย่างทั่วถึง โอกาสที่พรรคการเมืองจะแปรสภาพไปเป็นเหลือบฝูงใหม่ (หรือเก่าก็ตาม) ย่อมมีความเป็นไปได้มาก

แต่สำหรับการเมืองระบอบประชาธิปไตยไทย พรรคการเมืองมาจากการแต่งตั้งทุกครั้ง คือต้องมีพระราชบัญญัติพรรคการเมือง แล้วทุกคนก็ออกไปตั้งพรรค คำถามก็คือ ถ้าไม่มีพรรคแล้วชาวบ้านจะเลือกตั้งคนที่เป็นผู้แทนของพวกเขา ได้ไหม จริงๆ แล้ว ตั้งแต่สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร พรรคอิสระมีชีวิตชีวามากกว่าพรรค ที่ตั้งขึ้นอีก ส.ส.ส่วนใหญ่ในสมัยนั้นสังกัดพรรคอิสระ พรรคอิสระก็คือไม่มีพรรค ถ้าคุณเข้าพรรครัฐบาล คุณก็ถูกด่าว่าเป็นขี้ข้าทหาร หรือถ้าคุณไปเข้าพรรคประชาธิปัตย์ คุณก็ถูกด่าว่าเป็นพวกเต่า พวกไดโนเสาร์ เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองไม่ได้มีความจำเป็น หรือทำให้การเมืองดีขึ้น อย่างที่เราเข้าใจ

ทำไมต้องบังคับให้มีพรรคการเมือง ? เพราะคนที่ออกแบบระบบการเมืองไทย โดยเฉพาะภายหลังการยึดอำนาจรัฐประหาร มักเชื่อว่าการมีพรรคการเมืองในรัฐสภา จะทำให้สภาเรียบร้อย รัฐบาลก็จะควบคุมจัดการได้ง่าย อีกด้านหนึ่งในทางประวัติศาสตร์ พรรคการเมืองในอุษาคเนย์ มีกำเนิดมาจากกลุ่มและขบวนการต่อต้าน เจ้าอาณานิคม ต่อสู้เพื่อเอกราช ชาตินิยม และคอมมิวนิสต์ พรรคการเมืองจึงเป็นสัญลักษณ์ของอุดมการณ์การเมือง ถ้าไม่มีพรรคก็ไม่มีเสรีภาพในการเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้นเมื่อมีการยึดอำนาจ ทหารจึงมักจะยุบพรรคการเมือง เพราะกลัวว่าจะมารวมหัวกันต่อต้านทหาร เมื่อสถานการณ์เริ่มดีก็จะเปิดโอกาสให้ตั้งพรรคใหม่ แต่ก็ต้องมีกฎกติกาคอยกำกับไว้

ทีนี้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ดันไปสรุปเหตุการณ์ตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 แล้วก็บอกว่ารัฐบาลผสมคุม ส.ส.ไม่ได้ ทำตามนโยบายไม่ได้ ฝ่ายบริหารไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้นำไม่มีความเด็ดขาด ก็เลยออกแบบให้พรรคใหญ่ได้เปรียบ ยากที่พรรคเล็กพรรคน้อยจะเข้ามาได้ คราวนี้เสร็จเลย ได้พรรคใหญ่จริงๆ สมเจตนารมณ์ แล้วก็มาเจอปัญหา อีกแบบหนึ่งแทน

ตอนนี้คนมีอำนาจก็ลังเล กลับมาเชื่อว่า พรรคใหญ่ไม่ดี เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็พยายามทำให้พรรคต้องเล็กลง เราก็จะกลับ ไปเจอปัญหาเดิมอีก คือจะต้องเป็นรัฐบาลผสม ผมอยากจะเสนอว่า ถ้าอย่างนั้นเราปรับวิธีคิดใหม่ได้ไหม คืออย่าให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองขนาดนั้น พูดง่ายๆ ว่าเราตั้งโจทย์ใหม่ดีกว่า มาเปิดให้อิสระขึ้นดีหรือไม่ ให้คนลงสมัครเลือกตั้งได้โดยอิสระ ไม่ต้องสังกัดพรรค แล้วปล่อยไปตามธรรมชาติ ในที่สุดแล้วพรรคการเมืองก็จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ตามนโยบายหรืออุดมการณ์ ในตอนนั้นๆ อย่าเอาพรรคการเมืองไปผูกติดกับความมั่นคง ประสิทธิภาพ หรืออนาคตของการเมืองไทยทั้งหมด มันไม่ได้สำคัญชี้ขาดถึงขนาดนั้นหรอก

พรรคการเมืองของอเมริกาเกิดขึ้นหลังจากที่ทั้งผู้สมัครและผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งมีประสบการณ์ร่วมกัน และเห็นว่าระบบนี้เหมาะสมที่สุดสำหรับเขา เลยเกิดพรรคการเมืองขึ้น แต่ถึงแม้จะมีพรรคการเมือง แต่ภายในพรรคก็ต้องสู้กันอีก เช่น เมื่อกลุ่มที่มาจากแถบ midwest ไม่พอใจผู้นำพรรคที่มีนโยบายเอนเอียงไปทางภาคเหนือ เขาก็ต้องสุมหัวกัน แล้วพยายามที่จะสร้าง กฎเกณฑ์เพื่อที่จะผลักดันนโยบายของตัวเอง เช่นสร้างระบบการหยั่งเสียงไพรมารี่ในแต่ละพรรค เพื่อป้องกันไม่ให้พวกหัวหน้าพรรคระดับนำไม่กี่คนมาเป็นคนกำหนดว่าจะเลือกใครเป็น ผู้สมัครประธานาธิบดี เป็นต้น

เพราะฉะนั้น บทเรียนของเราก็คือ นักการเมืองต้องทำงานด้วย ไม่ใช่รอแต่กฎหมายพรรคการเมือง ว่าให้ทำอะไรได้หรือทำอะไรไม่ได้ ไม่ต้องไปสนใจมัน แต่นักการเมืองต้องทำงานไปบนพื้นฐานที่ว่า คนในเขตเลือกตั้ง เขาสนับสนุนคุณ ไม่ใช่ทำงานการเมืองเพราะหัวหน้าพรรคต้องการอย่างไร

ที่เราชอบบอกว่า ประเทศไทยไม่มีพรรคอุดมการณ์ ก็แน่นอน ถ้าทุกพรรคเอาแต่เข้าไปเป็นรัฐบาลอย่างเดียว ไม่ได้มีฐานจากข้างล่าง และฐานจากภายในพรรค แล้วคุณจะเขียนนโยบายมาจากไหน พรรคการเมืองไม่มีใครสร้างได้ สังคมต้องร่วมกันสร้าง ต้องใช้เวลา ที่ผ่านมาเราให้เวลากับประสบการณ์การเลือกตั้ง หรือการมีพรรคน้อยมาก ได้เป็นรัฐบาล 2 สมัยแล้วก็ ถูกยุบพรรค มันกลายเป็นฝันร้าย

ปัญหาการเมืองประการหนึ่งที่สังคมไทย เพิ่งเจอก็คือ เมื่อทุนนิยมเติบโต ก็มีนายทุนเข้ามา เล่นการเมือง สามารถซื้ออำนาจรัฐได้ เข้ามา ปกป้องธุรกิจของตัวเอง ในสหรัฐอเมริกาเคยประสบปัญหาทำนองนี้หรือเปล่า ทำไมเศรษฐีอเมริกันจึงไม่ค่อยลงเล่นการเมือง ไม่อยากเป็นประธานาธิบดีเอง

มีเรื่องโจ๊กเรื่องหนึ่ง เล่าว่าเนลสัน รอกกีเฟลเลอร์ เคยบอกพ่อว่าอยากจะสมัครเป็นผู้ว่าการ รัฐนิวยอร์ก พ่อก็ถามว่าจะลงทำไม ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ไม่สบายกว่าหรือ เราอยากได้อะไรเราก็โทร.บอกผู้ว่าการได้อยู่แล้ว ผมไม่ทราบว่าหลังจากได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้ว่าการมลรัฐนิวยอร์กแล้ว เนลสัน รอกกีเฟลเลอร์ ได้พบสัจธรรมอะไร ที่พ่อแกไม่เคยรู้หรือไม่เคยเห็นมาบ้าง

เป็นเพราะประเทศเรามีเศรษฐีน้อยด้วย หรือเปล่า เข้าไปแล้วมันคุ้ม เจรจาแบ่งปัน ผลประโยชน์ง่าย กินรวบก็ง่าย แต่ในอเมริกา มีเศรษฐีเยอะแยะ จนแบ่งปันผลประโยชน์กัน ไม่ไหว กลุ่มทุนคานกันเอง

ผมคิดว่านักกฎหมายไทยชอบออกกฎหมายควบคุมความแตกต่าง แต่สำหรับอเมริกา แค่เริ่มต้นคิดเขาก็บอกว่าผิดแล้ว ห้ามไม่ให้ทำแบบนั้นแล้ว เพราะมันฝืนธรรมชาติ ที่นั่นเขา ส่งเสริมให้คนแตกต่างกันเยอะๆ ให้สังคมแบ่ง เป็นกลุ่มต่างๆ กระจายออกไปให้มาก ให้ผลประโยชน์กระจายออกไป ไม่กระจุกกับใครคนหนึ่งหรือ กลุ่มหนึ่ง แต่ให้กลุ่มผลประโยชน์มีมากมายมหาศาล มากจนกระทั่งไม่มีใครไปคุมกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดได้ จนในที่สุดก็ต้องต่อรองผ่อนปรนกันว่า ไอ้นี่ได้เท่านั้น ไอ้นั่นได้เท่านี้ ไม่มีใครกินรวบได้ เพราะฉะนั้นความคิด แบบอเมริกาก็คือให้ทุกคนต้องไปสู้กันเองเลย ให้ทุกคนรู้ว่ามีผลประโยชน์อยู่ตรงนี้ มาแข่งกัน คุณสู้ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้

หน้า 46