หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ประชากรโลก กับโศกนาฏกรรมที่บังกลาเทศ

บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

วันนี้ครบสองสัปดาห์ที่บังกลาเทศถูกถล่มด้วยลมพายุลูกล่าสุด สื่อรายงานว่า ชาวบังกลาเทศกว่า 6 ล้านคน ได้รับผลกระทบอย่างหนักราว 3,200 คนเสียชีวิต และอีก 1,700 คนสูญหายไป แม้ความเสียหายระดับนี้จะหนักหนาสาหัส แต่มันยังน้อยเมื่อเทียบกับเมื่อลมพายุถล่มครั้งใหญ่ๆ ในอดีต เช่น เมื่อเดือนเมษายน 2534 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตราว 1.4 แสนคน และเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2513 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 5 แสนคน และที่น่าเศร้าไม่น้อยกว่ากันก็คือ มันจะไม่เป็นครั้งสุดท้าย ตรงข้ามความเสียหายในวันข้างหน้าจะยิ่งหนักหนาสาหัส เพราะเหตุปัจจัยนับวันจะร้ายแรงยิ่งขึ้น

ปัจจัยแรก ได้แก่ จำนวนประชากรของบังกลาเทศ ซึ่งตอนนี้มีเกือบ 150 ล้านคนแล้ว ด้วยพื้นที่เพียง 1.4 แสนตารางกิโลเมตร บังกลาเทศมีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก ยกเว้นประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆ เช่น สิงคโปร์เท่านั้น ในปัจจุบันจำนวนประชากรของบังกลาเทศ ยังขยายตัวในอัตราเกินกว่า 2% ต่อปี ด้วยอัตราสูงขนาดนี้ โอกาสที่ชาวบังกลาเทศส่วนใหญ่จะหลุดพ้นจากวังวนของความยากจน และสร้างบ้านที่แข็งแรงจนทนลมพายุได้แทบไม่มี

ปัจจัยที่สอง พื้นที่ราว 50% ของบังกลาเทศอยู่ปริ่มระดับน้ำทะเล ทุกครั้งที่ลมพายุพัดเข้าไปจากอ่าวเบงกอล คลื่นขนาดใหญ่จะทำให้น้ำท่วมพื้นที่ตามชายฝั่งเป็นวงกว้างและลึก ทั้งที่รู้ว่าปัญหาดังกล่าวจะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ชาวบังกลาเทศก็จำเป็นต้องเข้าไปตั้งหลักแหล่งในย่านที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งนับวันจะมีคนหนาแน่นเพิ่มขึ้น เพราะพื้นที่มีอยู่เท่าเดิม

ปัจจัยที่สาม ภาวะโลกร้อนกำลังร้ายแรงขึ้น ทำให้น้ำแข็งในเขตหนาวละลาย ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับทำให้ลมพายุรุนแรงขึ้นด้วย

ทั้งที่รู้เหตุปัจจัยเหล่านั้น แต่โอกาสที่ชาวบังกลาเทศจะแก้ปัญหาได้แทบไม่มีเลย ในด้านของปัญหา อันสืบเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน เป็นที่ยอมรับกันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศแล้วว่า ภาวะโลกร้อนเกิดจากก๊าซเรือนกระจก อันเป็นผลพลอยได้จากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน ในปัจจุบันก๊าซเรือนกระจกยังเพิ่มขึ้น ผู้เชี่ยวชาญเชื่อกันว่า แม้ชาวโลกจะหยุดปล่อยก๊าซเหล่านั้นตั้งแต่วันนี้ บรรยากาศของโลกก็จะยังร้อนขึ้นต่อไปอีกนาน เพราะผลของการเผาไหม้ในอดีต ฉะนั้นระดับน้ำทะเลจะยังสูงขึ้น และความรุนแรงของลมพายุจะยังเพิ่มขึ้น

ในด้านของพื้นที่ซึ่งมีทั้งความจำกัด ความต่ำและความเป็นดินโคลนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งพังทลายและเอื้อให้แม่น้ำสายใหญ่ๆ เปลี่ยนทางเดินได้ง่าย ชาวบังกลาเทศไม่มีโอกาสขยายมันออกไป หรือป้องกันน้ำท่วมได้เช่นเดียวกับชาวเนเธอร์แลนด์ เพราะพวกเขาขาดทั้งทุนทรัพย์และประสบการณ์ในด้านการต่อสู้กับกระแสน้ำ

ฉะนั้นจึงเหลือด้านจำนวนประชากรอีกเพียงด้านเดียว ที่ชาวบังกลาเทศอาจนำมาพิจารณาเพื่อแก้ปัญหาของตน แต่ในด้านนี้ชาวบังกลาเทศก็มีอุปสรรคใหญ่หลวง ปัญหาเรื่องจำนวนประชากรล้นประเทศ มีมาตั้งแต่วันที่บังกลาเทศเป็นเอกราชเมื่อปี 2514 ตอนนั้นบังกลาเทศมีประชากรราวครึ่งหนึ่งของปัจจุบัน แต่ก็จัดว่ามีความหนาแน่นสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลกแล้ว จากวันนั้นถึงวันนี้ อัตราขยายตัวของประชากรแทบไม่ได้ลดลงเลย เพราะฐานความคิดทางสังคมไม่เอื้อให้เกิดการคุมกำเนิดอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งที่เทคโนโลยีก็มีอยู่พร้อมแล้ว

เนื่องจากชาวบังกลาเทศส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีการศึกษา มันจึงขึ้นอยู่กับผู้นำทางศาสนาและทางการเมือง ที่จะสร้างแรงจูงใจทั้งด้วยการชักนำและนโยบายให้เกิดการคุมกำเนิดอย่างจริงจัง แต่ผู้นำทั้งสองฝ่ายไม่เต็มใจที่จะทำ เพราะพวกเขายังยึดติดอยู่กับฐานความคิด ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ในสมัยที่ประชากรโลกยังมีไม่กี่ร้อยล้านคน

สำหรับผู้ที่อาจลืมเรื่องวิวัฒนาการทางด้านประชากรไปบ้าง ขอเรียนว่าในช่วงที่เกิดศาสนาใหญ่ที่สุดในโลกสองศาสนา ประชากรโลกมีอยู่ราว 200-300 ล้านคน ฉะนั้นปัญหาเรื่องประชาชนขาดที่ดินเพื่อทำกินและเป็นที่อยู่อาศัยจึงไม่มี ตรงข้ามครอบครัวและสังคมต้องการสมาชิกเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อ 1,500-2,000 ปีที่แล้ว โลกยังไม่มีการสาธารณสุขที่ดี ไม่มีการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ และไม่มีเครื่องจักรทุ่นแรงเช่นในสมัยปัจจุบัน ฉะนั้นแต่ละครอบครัวต้องการมีลูกมากๆ เพื่อส่วนหนึ่งจะได้รอดตายตั้งแต่ในวัยเด็ก ส่งผลให้มีแรงงานพอใช้ในครอบครัวและเลี้ยงดูพ่อแม่ในยามแก่เฒ่า คำสอนของศาสนา ซึ่งสะท้อนสภาพสังคมในยุคนั้น จึงไม่ต้องการให้คุมกำเนิด

ต่อมาการสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลพัฒนามากขึ้น ยังผลให้อัตราการตายตั้งแต่ในวัยเด็กลดลง พร้อมๆ ผู้ที่อยู่รอดมีอายุยืนยาวขึ้น ประชากรโลกจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อราว 200 กว่าปีที่ผ่านมา บาทหลวงโธมัส มอลธัส เริ่มมองเห็นปัญหาของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และพิมพ์คำเตือนออกมาเมื่อปี 2342 บาทหลวงมอลธัสถูกประณามจากหลายฝ่าย เพราะตอนนั้นประชากรโลกยังมีไม่ถึง 1 พันล้านคน ทำให้ผู้นำส่วนใหญ่คิดว่า มันไม่น่าจะเป็นปัญหาร้ายแรง

ในช่วงเวลา 200 ปี ประชากรโลกได้เพิ่มขึ้นกว่า 6 เท่า จนในขณะนี้ โลกมีคนราว 6.5 พันล้านคนแล้วและจะเพิ่มขึ้นต่อไป ปราชญ์จำนวนมากที่ศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติกับจำนวนประชากรของโลกต่างลงความเห็นว่า โลกมีประชากรเกินความสามารถของธรรมชาติที่จะสนับสนุนได้อย่างยั่งยืนแล้ว หากเราไม่พยายามลดจำนวนของพวกเราเอง ธรรมชาติก็จะหาทางลดให้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธี เหตุการณ์ในบังกลาเทศเป็นหนึ่งในวิธีนั้น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาเมื่อทศวรรษกว่าๆ ที่แล้ว และความล่มสลายในเฮติในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการมีคนล้นระดับที่ทรัพยากรจะสนับสนุนได้

ในเมื่อปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหา คือจำนวนประชากรที่มากเกินไป มันจึงถึงเวลาที่ผู้นำทางศาสนาและทางการเมือง จะเปลี่ยนฐานความคิดให้สะท้อนความเป็นจริงข้อนี้ แล้วช่วยกันชี้นำด้วยคำสอน และนโยบายให้ผู้ที่มีการศึกษาน้อยกว่า หาทางคุมกำเนิดกันอย่างจริงจังจนยังผลให้ประชากรโลกลดลงได้แล้ว