|
||||||||||||||
|
ละตินอเมริกาเตะลูกโทษ
ใส่ IMF
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3953 (3153) กลุ่มประเทศละตินอเมริกาได้ถูก ไอเอ็มเอฟ หรือองค์การเงินโลก บีบให้ยอมรับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมสุดโต่ง ตามฉันทามติวอชิงตันมาเป็นเวลากว่า 30 ปี ทำให้ประเทศ มีหนี้สินล้นพ้นตัว ค่าเงินไม่มีเสถียรภาพ เกิดภาวะเงินเฟ้อ อัตราว่างงานสูง สังคมแตกแยก คนจรจัดและสลัมมีทั่วไปหมด เพราะว่ามีช่องว่างคนรวยคนจนถ่างกว้างมหาศาล แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ เช่น บ่อน้ำมัน หลุมก๊าซ แร่ธาตุ ป่าไม้ การค้าปลีก การท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยว และรัฐวิสาหกิจ ถูกทุนต่างชาติซื้อและเข้าควบคุม ทำให้รัฐไม่มีรายได้มาพัฒนาด้านการศึกษา ด้านการสาธารณสุข ด้านคมนาคม และด้านสาธารณูปโภค ประชาชนมีชีวิตอย่างทุกข์ยากแร้นแค้น รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ชีวิตมีแต่หนี้สิน ต้องทำงานเหมือนทาสในยุคโบราณ ที่ทำงานเพื่อแลกอาหารเพียงเพื่อให้อยู่รอดไปวันๆ อย่างไร้อนาคต นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจตามฉันทามติวอชิงตัน คือ นโยบายที่รัฐบาลไทย ณ วันนี้กำลังดำเนินอย่างเข้มข้น ฉันทามติวอชิงตันเกิดขึ้น เมื่อนักเศรษฐศาสตร์ชื่อ จอห์น วิลเลียมเซิ่น (John Williamson, of the Institute for International Economics) ร่วมกับธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ เขียนใบสั่งยาขึ้นมาในปี 1989 (2532) ซึ่งกลายเป็น "ยาสั่ง" เพื่อเยียวยาอาการป่วยทางเศรษฐกิจของกลุ่ม ประเทศละตินอเมริกาเหล่านี้ อันที่จริงประเทศไทยก็ได้กิน "ยาสั่ง" นี้ เมื่อประสบวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ใบสั่งยาของนายวิลเลียมเซิ่น มีด้วยกัน 10 ขนาน ดังนี้ โดยมีชื่อว่า Washington Consensus 1.การจัดงบประมาณประจำปีของรัฐไม่ให้ เกินดุล ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว จะได้วิ่งกู้เงินองค์การเงินระหว่างประเทศ และรับเงื่อนไขผูกมัดไม่ให้พัฒนาอย่างเป็นไท 2.การยกเลิกเงินอุดหนุนด้านสาธารณูปโภค ด้านการศึกษา ด้านสุขอนามัย เพราะว่า ไม่ก่อให้เกิดผลผลิต (นโยบายการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ นโยบายแปรรูปโรงพยาบาล) โดยอ้างว่าทำให้ประชาชนไม่รู้จักช่วยตัวเอง ทุกอย่างต้องคิดจากต้นทุนที่แท้จริง 3.การปฏิรูปการเก็บภาษีโดยการขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้น เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เก็บจากคนจน-เช่น ไล่เก็บจากรถเข็นข้าวแกง และก๋วยเตี๋ยว และชนชั้นกลางมากขึ้น แทนที่จะ ให้เก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า และภาษีมรดก) ยกเลิกหรือลดภาษีให้ผู้ส่งออก หรือนักลงทุน จากต่างชาติ เพื่อส่งเสริมให้เข้ามาลงทุน 4.เปิดเสรีดอกเบี้ย ไม่ควบคุมแต่ปล่อยให้ อัตราดอกเบี้ยขึ้นลงลอยตัว ขึ้นกับกลไกของตลาด และเปิดให้การเคลื่อนย้ายทุนได้อย่างเสรีโดยขึ้นกับอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่า ในแต่ละประเทศเป็น ตัวกำหนด 5.เปิดเสรีอัตราแลกเปลี่ยน ปล่อยให้อัตรา การแลกเปลี่ยนเงินลอยตัวขึ้นกับกลไกของตลาด ไม่กำหนดตายตัวเป็นอัตราคงที่ เปิดเสรีการเคลื่อนย้ายเงินตราข้ามประเทศ เปิดให้มีการเก็งกำไรค่าเงินอย่างเสรี (ธปท.จึงต้องนำเงินสำรองไปปกป้องเพื่อรักษาค่าเงินจนเงินคงคลังสูญไปแล้ว กว่า 5 แสนล้านบาท ตอนนี้กำลังวิ่งขายสมบัติ ของชาติอยู่) 6.เปิดเสรีทางการค้า ยกเลิกระบบโควตา ระบบบังคับให้มีสัดส่วนวัตถุดิบหรือผลผลิตภายใน และการกำหนด จำกัดยอดจำนวนสินค้าเข้าออกที่รัฐบาลใช้อัตราภาษีอากรเป็นเครื่องมือเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยอ้างว่าเป็น การทำให้อุตสาหกรรมในประเทศเลี้ยงไม่โต ขาดประสิทธิภาพ ขาดมาตรฐาน ไม่เป็นผลดี ต่อผู้บริโภค มีความจำเป็นที่ต้องแข่งขันกับอุตสาหกรรมและภาคบริการจากต่างประเทศ จะทำให้เกิดการปรับปรุงคุณภาพ การบริการ และวิธีการผลิตเพื่อความอยู่รอด ต้องยอมรับระบบกินหัวคิว โดยเฉพาะด้านลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร ซึ่งเป็นระบบผูกขาดที่ค้ากำไรเกินควร ปิดกั้นการแข่งขันเสรี 7.เปิดเสรีและส่งเสริมการลงทุน ตั้งเขตอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออก ที่สามารถทำลายระบบนิเวศวิทยา และสร้างมลพิษได้อย่างเสรี หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เป็นรัฐซ้อนรัฐ เพราะได้สิทธิพิเศษหรืออภิสิทธิ์มากกว่าคนในชาติ ยกเลิกการกีดกันการลงทุนจากต่างประเทศทุกประการ ให้สิทธิบริษัทต่างชาติเท่าๆ กับบริษัทในประเทศ โดยรัฐและประชาชนต้องแบกภาระด้านการฟื้นฟู สิ่งแวดล้อมและมลพิษ ต้องวิ่งหาแหล่งพลังงาน หรือสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้ามาป้อนให้โรงงานต่างชาติ เหล่านี้ ทั้งๆ ที่ประชาชนใช้ไฟฟ้าในสัดส่วนนิดเดียวไม่ถึงร้อยละ 25 8.แปรรูปรัฐวิสาหกิจ โอนกิจการของรัฐ และ รัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา การขนส่ง การทาง รถไฟ รวมทั้งมหาวิทยาลัย และโรงพยาบาล (มหิดลออก นอกระบบไปแล้ว) นำเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพราะรัฐวิสาหกิจในละตินอเมริกานั้น มียอดรายรับ คิดเป็นเงินถึงร้อยละ 10 ของผลผลิตรวม ภายในชาติ (GDP) 9.ยกเลิกกฎหมายและกฎระเบียบควบคุมหรือจำกัดการค้าและการลงทุนของต่างชาติทุกข้อ เช่น พ.ร.บ.การประกอบอาชีพคนต่างด้าว พ.ร.บ. ค้าปลีก (ไม่ให้ผ่าน) เพื่อสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพและการแข่งขันอย่างเสรี 10.ปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยการถือครองที่ดิน ให้ชาวต่างชาติถือครองได้อย่างเสรี โดยตั้งบริษัท มาถือครองแทนบุคคล ทำให้เกิดภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์และประชาชนเจ้าของประเทศ ไม่สามารถมีที่ดินเป็นของตนเอง เช่น ที่ภูเก็ต สาทร สีลม ใบสั่งยา หรือ "ยาสั่ง" ข้างต้นจำนวน 10 ขนานนี้ ได้มีการเลือกนำไปใช้ในหลายประเทศ ทั่วทั้งละตินอเมริกา เพราะว่าผู้นำล้วนเป็นทาสทางความคิด หรือคิดอย่างชาวเมืองขึ้นของ อเมริกา โดยแต่ละประเทศก็เลือกยาแต่ละขนาน ที่คิดว่าเหมาะสมกับอาการป่วยทางเศรษฐกิจ ภายในชาติของตน ใบสั่งยาข้างต้นดูเหมือนจะเป็นเจตนาดี ของหมอใจดีที่ต้องการเยียวยาคนไข้ให้หาย จากการป่วย แต่ผลของการนำยาขนานต่างๆ ข้างต้นมาใช้ได้ก่อให้เกิดผลร้ายข้างเคียงใน ระยะยาวอย่างไม่อาจจะประเมินได้ โดยนโยบายข้างต้นเหล่านี้นี่เองที่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนา และด้อยพัฒนาทั้งปวง ตกอยู่ใน "กับดักหนี้" และกลายเป็น "บ่วงหนี้" จนถอนตัวไม่ขึ้น จึงต้องรับเงื่อนไขในการกิน "ยาสั่ง" ข้างต้น เพื่อแลกกับการกู้เงิน กรณีนี้ก็ไม่แตกต่างกับประชาชนที่ติดกับดัก สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิตที่ผู้ให้กู้หรือ ผู้ประกอบการโหมโฆษณาทั้งลดแลกแจกแถม เมื่อหนี้ท่วมตัวก็ต้องรับเงื่อนไขทุกอย่าง เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ ประธานาธิบดี Hugo Chavez ของเวเนซุเอลา ประธานาธิบดี Lula da Silva ของ Brazil ประธานาธิบดี Rafael Correa ของ Ecuador ประธานาธิบดี Evo Morales ของ Bolivia และ Nestor Kirchner ของ Argentina รวมทั้งประเทศชิลี และโคลัมเบีย ซึ่งประเทศของตน ล้วนได้ลิ้มรสพิษร้ายของ "ยาสั่ง" มาแล้วทั้งสิ้น จนประเทศประสบความหายนะมาแล้ว ได้ร่วมกันแถลงจัดตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาของกลุ่มประเทศตนเอง เพื่อมาแทนที่ธนาคารโลกและ ไอเอ็มเอฟ ซึ่งเป็นผู้จ่าย "ยาสั่ง" ทำให้ประเทศของหายนะ ธนาคารนี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 นี้ โดยจะมีการลงขันกันด้วย เงินเริ่มต้นเป็นจำนวน 7 พันล้านเหรียญ โดยจะ ปล่อยกู้ให้ประเทศที่มีปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนกู้มารักษาค่าเงิน หรือกู้มาเพื่อการพัฒนาประเทศโดยไม่ตั้งเงื่อนไขแบบที่ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ หรือธนาคารเพื่อการพัฒนาภูมิภาคอเมริกัน (The Inter-American Development Bank) ที่เป็นธนาคารลูกของธนาคารโลก แต่ละประเทศสมาชิกมีคะแนนเสียงเท่ากันคนละ 1 เสียง ซึ่งต่างจากไอเอ็มเอฟที่ประเทศ ที่ลงขันมากก็มีคะแนนเสียงมาก จึงถูกประเทศ อเมริกาและจี 8 ครอบงำ การก่อตั้งธนาคารนี้เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองว่า กลุ่มประเทศละตินอเมริกาเหล่านี้ ได้ประกาศเอกราชทางเศรษฐกิจ และทางการเมืองจากการครอบงำของอเมริกาอย่างสิ้นเชิง ในทำนอง "กูไม่เอามึง" แล้ว ประธานาธิบดี ฮูโก ชาเวซ ของเวเนซุเอลา เสนอให้เรียกชื่อธนาคารนี้ว่า Bank of the South หรือธนาคารของโลกทางใต้ (หมายถึงโลกของประเทศกำลังพัฒนา) แต่ชื่อที่เรียกอย่างไม่เป็นทางการ คือ "Chavez"s Bank" เพื่อเป็นเกียรติกับประธานาธิบดีชาเวซ ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตี ในการก่อตั้งธนาคารนี้ ธนาคารชาเวซจึงเปรียบเสมือนการเตะลูกโทษใส่ไอเอ็มเอฟ ซึ่งได้ก่อกรรมทำเข็ญให้กับประชาชนของตนมาเป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษเต็มๆ ข่าวคราวเกี่ยวกับกลุ่มประเทศละตินอเมริกา ที่ล้วนหันหลังให้กับกระแสโลกาภิวัตน์เสรีนิยมสุดโต่ง ที่อำนาจทุนครอบโลก ซึ่งเป็นการพัฒนา ไปสู่การเป็นทาส หรือเพื่อถูกครอบงำตามใบสั่งยาของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ แต่ผู้นำและ นักวิชาการไทยก็ยังหูหนวกตาบอดกับกระแสชาติประชานิยมของละตินอเมริกา จำเป็นหรือไม่ที่เราจะต้องประสบกับ ความหายนะแบบกลุ่มประเทศละตินอเมริกา เช่น อาร์เจนตินา เม็กซิโก และบราซิล แล้วเรา จึงจะเริ่มมีสำนึก จำเป็นหรือไม่ที่เราจะต้องเห็นโลงศพก่อนแล้วจึงค่อยหลั่งน้ำตา หน้า 50
|