|
||||||||||||||
|
ความสามารถทางการแข่งขันชั้นเลิศของโลก
มองมุมใหม่ : รองศาสตราจารย์ ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ทุกปีก็เป็นธรรมเนียมของ World Economic Forum (WEF) ในเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ครับ ที่จะต้องมีการประเมิน และจัดอันดับประเทศที่มีความสามารถทางการแข่งขันสูงที่สุดของโลก โดยพิจารณาจากทุกประเทศ และพิจารณาความน่าดึงดูดใจ รวมถึงอำนาจการแข่งขันในตลาดโลกว่ามีประสิทธิภาพเพียงใด ซึ่งการวิเคราะห์ประเมินครั้งนี้ ก็จะพิจารณาทั้งความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจในระดับมหภาค ประสิทธิภาพของตลาด ขนาดของตลาด ระดับการมีนวัตกรรมของประเทศนั้นๆ รวมถึงคุณภาพของระบบการศึกษาในแต่ละประเทศ ซึ่งปัจจัยที่กล่าวมา ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั้งสิ้น โดยในปีนี้ เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจากอันดับในปีที่แล้วพอสมควร โดยปีที่ผ่านๆ มา กลุ่มประเทศจากยุโรปตะวันตก กรีธาทัพกันเข้ามาครองอันดับท็อปๆ มากมายทีเดียว แต่ในปีนี้ แชมป์ได้เปลี่ยนมือเสียแล้วครับ เริ่มจากอันดับที่หนึ่งในปีนี้ ค่อนข้างเซอร์ไพร์สกันมากพอควร เนื่องจากไต่อันดับขึ้นมามากจากอันดับหกในปีที่แล้ว นั่นคือ สหรัฐอเมริกา พี่เบิ้มรายใหญ่ของโลก ซึ่งจุดเด่นที่ทำให้เบียดอันดับต้นๆ หล่นลงไปหมด ก็เนื่องจากขนาดทางเศรษฐกิจ ซึ่งพิจารณาจากมูลค่าของจีดีพีสูงที่สุดในโลก ทำให้ตลาดภายในประเทศก็ใหญ่ที่สุดด้วยในแง่ของมูลค่า ส่งผลให้เกิดความน่าดึงดูดใจในการลงทุนของประเทศอย่างมาก นอกจากนี้ คุณภาพทางการศึกษาที่สูง และมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดกับภาคธุรกิจ ทำให้เกิดการถ่ายโอนความรู้ความสามารถระหว่างภาควิชาการและภาคธุรกิจได้เป็นอย่างดี เรทติ้งของการคิดค้นนวัตกรรมจึงสูงที่สุดในโลกด้วยครับ อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของอเมริกาก็คืออัตราการออมที่ยังต่ำอยู่มาก และหนี้สินของภาครัฐ ก็นับว่าอยู่ในระดับที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมถึงปัจจัยที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของอเมริกาขณะนี้ เช่น ปัญหาซับไพร์ม ก็อาจจะสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนไปในอนาคตได้ อันดับที่สอง คือ แชมป์เก่าของปีที่แล้ว สวิตเซอร์แลนด์ แดนสวรรค์ของนักท่องเที่ยวนั่นเอง อันดับหล่นลงมาเล็กน้อย แต่ก็นับว่ายังอยู่ในระดับท็อปของโลก ซึ่งสวิสนั้นโดดเด่นขึ้นมาด้วยความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจเอกชน ที่มีวัฒนธรรมการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ และมีความสามารถด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมเป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นศูนย์รวมของหน่วยงานวิจัยและพัฒนาดังๆ ของโลกมากระจุกตัวมากมาย โดยมีอัตราการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ต่อคนในประเทศ สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมถึงยังมีสภาพแวดล้อมทางด้านการศึกษา ที่เป็นเลิศอีกด้วย แต่จุดอ่อนที่เห็นชัด คือตลาดภายในประเทศที่มีขนาดไม่ใหญ่นักครับ อันดับที่สาม ตามมาด้วย เดนมาร์ก ขึ้นมาจากอันดับสี่ในปีที่ผ่านมา เนื่องจากการเน้นหนักทางด้านของการศึกษาของคนในชาติ และมีระบบทางการเงินที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ทำให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมมีความมั่นคง นอกจากนี้ ภาคธุรกิจทางด้านสาธารณสุขยังมีความสามารถทางการแข่งขันสูง รวมถึงยังได้มีการปรับโครงสร้าง เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับตลาดแรงงานมากขึ้น จึงทำให้ประเทศมีความน่าดึงดูดใจมากขึ้นเช่นกัน แต่จุดที่ไม่ค่อยโสภาของเดนมาร์ก ก็คือระบบภาษีอากรที่เคร่งครัดและมีอัตราสูงมากๆ ทำให้ภาคธุรกิจขยาดไปเหมือนกัน แต่ก็นับว่าคุ้มค่ากับประชาชนชาวเดนนิชนะครับ เพราะบริการของเขาดีจริงๆ ตามมาด้วย สวีเดน เป็นอันดับที่สี่ ซึ่งมาแรงแซงโค้งในปีนี้ด้วยเทคโนโลยีระดับสูง นำหน้าคู่แข่งครับ ซึ่งกิจการในสวีเดนได้รับการยอมรับว่ามีการใช้ไฮเทคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานมากที่สุดประเทศหนึ่ง รวมถึงมีระบบการศึกษาที่คุณภาพสูงที่สุดของโลก ส่งผลให้ประเทศมีความสามารถสูงมากอย่างต่อเนื่องมาหลายปีครับ อันดับที่ห้า คือ เยอรมนี ซึ่งในปีที่ผ่านมา ได้อานิสงส์จากการเติบโตของตลาดภายใน และยังได้การแข่งขันฟุตบอลเวิลด์คัพ มาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย ทำให้อันดับเลื่อนสูงขึ้นถึงสามอันดับทีเดียว ซึ่งความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ก็มาจากความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจเอกชนเป็นหลัก รวมถึงมีการทุ่มเทกับการวิจัยและพัฒนาอย่างมาก เรียกว่ามากที่สุดชาติหนึ่งของยุโรป ทำให้อัตราการจดสิทธิบัตรเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ก็ยังมีข้อกังวลนะครับ นั่นคือ ระบบการศึกษาและมหาวิทยาลัยที่ยังไม่เข้มแข็ง ตลาดแรงงานที่ไม่ขยายตัวนัก อาจเป็นตัวฉุดการเติบโตของเยอรมนีในอนาคตได้ ฟินแลนด์ ตามมาในอันดับที่หก ซึ่งก็คล้ายคลึงกับหลายประเทศในสแกนดิเนเวียครับ โดยมีความโดดเด่นด้านไฮเทค และมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจเป็นอย่างดี รวมถึงคุณภาพที่เป็นเลิศในด้านการศึกษา ที่ได้รับการส่งเสริมอย่างมากจากรัฐบาล นอกจากนี้ ภาคการเงินของฟินแลนด์ก็มีความมั่นคงไม่แพ้ใครด้วยครับ อันดับที่เจ็ด คือเพื่อนบ้านเรา สิงคโปร์ นั่นเอง นับว่าสูงที่สุดสำหรับกิจการเอเชียด้วยกันครับ ด้วยระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส กลไกตลาดที่มีประสิทธิภาพ บุคลากรคุณภาพสูง ระบบการศึกษาที่ดี และภาคการเงินที่เข้มแข็ง ทำให้สิงคโปร์ลอยตัวเข้าเส้นชัยไป ญี่ปุ่นก็เป็นพี่เบิ้มในเอเชียที่ตามมาติดๆ ครับ โดยได้รับการยอมรับทางด้านความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และการคิดค้นไฮเทคที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่าใคร ทำให้ยังคงความเป็นผู้นำได้อยู่เสมอ รวมถึงภาครัฐที่แข็งแกร่ง และมีนโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจโดยรวมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แดนอาทิตย์อุทัย ยังน่าสนใจเสมอ สหราชอาณาจักร หรืออังกฤษ ก็ไม่หลุดโผครับ ด้วยขนาดของตลาดภายในที่ใหญ่เป็นอันดับหกของโลก ระบบทางการเงินที่เข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่ง รวมถึงตลาดแรงงานที่มีคุณภาพ และระบบการศึกษาที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก จึงไม่แปลกใจที่อังกฤษ ยังคงมีมนต์ขลังต่อเศรษฐกิจโลก แต่ก็นับว่ามีจุดอ่อนในด้านของหนี้สินภาครัฐที่กำลังพุ่งสูงขึ้นครับ ปิดอันดับท็อปเทนด้วย เนเธอร์แลนด์ อยู่ใจกลางอียู ด้วยโลเคชันที่ดี เป็นประตูเชื่อมต่อกับตลาดใหญ่ๆ ของโลก รวมถึงบุคลากรที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้ออำนวยอย่างมาก ทำให้ฮอลแลนด์อยู่ในลิสต์อย่างภาคภูมิครับ พิจารณาอันดับท็อปๆ แล้ว อย่าลืมติดมือมาใช้พัฒนาประเทศของเราด้วยนะครับ
|