|
||||||||||||||
|
นวัตกรรมแบบเปิด
โลกทัศน์กว้างไกลแห่งการแข่งขัน
คอลัมน์ แยบยลกลยุทธ์ โดย รศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค teerayout@acc.chula.ac.th ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3952 (3152) ปัจจุบันธุรกิจแข่งขันอยู่บนพื้นฐาน ของการสร้างความแตกต่างทางด้านนวัตกรรมล้ำยุค เรียกว่าใครที่คิดค้นสิ่งใหม่ๆ ได้ก่อน ย่อมได้เปรียบในเชิงยุทธ์ ดังนั้น จึงเริ่มมีเทคนิคการคิดค้นนวัตกรรม แบบใหม่ที่น่าสนใจ นั่นคือ นวัตกรรมแบบเปิด (open innovation) หรือการที่กิจการมีการ เปิดกว้างในการพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ขึ้นมา ไม่เพียงแต่จากการคิดค้นของบุคลากรภายในกิจการเท่านั้นแต่ยังรวมถึงการเปิดรับแนวคิดใหม่จากภายนอกอีกด้วย แนวคิดของการเปิดรับจากภายนอกกิจการนั้น จะทำให้ไอเดียใหม่ๆ เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและหลากหลายกว่า รวมถึงอาจจะมีต้นทุน ค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าพัฒนาเองทั้งหมดด้วย เนื่องจากบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อาจจะมีการกระจัดกระจายกันอยู่ในองค์การต่างๆ ซึ่งไม่จำเป็นว่าแนวคิดที่ดีนั้นจะต้องมา จากบุคลากรภายในกิจการแต่เพียงอย่างเดียว จึงเกิดแนวคิดในการสร้างนวัตกรรมโดยการ เชื่อมโยงกับองค์การภายนอกมากขึ้น จากการสำรวจวิจัยของ Bain Company พบว่าผู้บริหารบริษัทข้ามชาติมากกว่า 200 คน กว่า 80% มุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม จากภายนอกมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้กิจการสามารถ สร้างความแปลกใหม่ในการดำเนินงานได้ โดยที่จะไม่ถูกตีกรอบ จึงจะทำให้ได้รับความหลากหลาย ของแนวความคิดและความเชี่ยวชาญจากภายนอกอย่างรวดเร็ว เทคนิคที่สำคัญในการพัฒนานวัตกรรมแบบเปิดนั้น ประกอบด้วย เทคนิคแรก คือ การซื้อเทคโนโลยีหรือแนวคิดใหม่จากองค์การภายนอก โดยจะเป็นการติดต่อขอซื้อโดยตรง ในนวัตกรรมที่องค์การนั้น คิดค้นขึ้นมาอยู่แล้ว หรือจะเป็นการที่กิจการมีการติดต่อ ในลักษณะของการจัดจ้างจากภายนอก (outsource) เพื่อให้องค์การภายนอกที่มี ความเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ ทำการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ตามลักษณะ ที่กิจการต้องการ โดยลักษณะนี้เหมือนกับการซื้อขายสินค้านั่นเอง เทคนิคที่สอง คือ การร่วมมือในรูปแบบต่างๆ กับองค์การอื่นๆ เพื่อนำความรู้ ความสามารถและทรัพยากรจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก เข้ามาใช้ในการพัฒนาร่วมกันกับบุคลากรของกิจการ เพื่อให้เกิดการผสมผสานจุดเด่นขององค์การดังกล่าวเข้าด้วยกัน เช่น บริษัท Intel มีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในอเมริกาและอังกฤษ ในการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมกัน เพื่อร่วมกันค้นคว้าและวิจัยพัฒนานวัตกรรมใหม่ในสินค้า และบริการ โดยจะมีการทำงานร่วมกันระหว่างพนักงานของ Intel กับอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ที่จะมาประจำในห้องปฏิบัติการดังกล่าว ทำให้สามารถผสมผสานความรู้เบื้องลึกจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 ด้าน ได้อย่างกลมกลืน เทคนิคที่สาม คือ การเข้าลงทุนและ/หรือ เข้าซื้อกิจการ ในหน่วยงานเล็กที่มีศักยภาพสูง เพื่อนำจุดเด่นของหน่วยงานดังกล่าวเข้ามาใช้ในการดำเนินการพัฒนาต่อไปในอนาคต เช่น Cisco เป็นบริษัทชั้นนำด้านผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์นั้น ได้เสาะหาองค์การเล็กๆ ที่เพิ่งมีการจัดตั้งขึ้น ไม่นาน แต่มีจุดเด่นทางด้านของความคล่องตัว และความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่ เพื่อเข้าไปลงทุนร่วมด้วย ตลอดจนมีการเข้าซื้อกิจการ หลายกิจการ เพื่อนำเข้ามาเป็นหน่วยงานย่อยของตน และนำจุดเด่นขององค์การนั้นมาโดยอัตโนมัติและผสมผสานจุดเด่นต่างๆ ของกิจการเข้าด้วยกัน โดยที่ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาและต้นทุนใน การพัฒนาจุดเด่นดังกล่าวขึ้นมาเองจากภายใน การจัดตั้งศูนย์กลางความรู้ (knowledge broker) ก็เป็นอีกเทคนิคหนึ่ง เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูล และแนวคิดใหม่ๆ ระหว่างกันในวงกว้าง โดยจะเป็นการเปิดกว้างต่อกลุ่มสาธารณชนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละ สาขา เข้ามามีบทบาทในการสร้างแนวคิดใหม่ๆ อาทิ บริษัท Eli Lilly ได้มีการจัดตั้งเว็บไซต์ www.innocentive.com ขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้และความคิดเห็นจากกลุ่มสาธารณชนทั่วโลก โดยทางบริษัทและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาตั้งคำถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ยาต่างๆ และเข้ามาตอบคำถามต่างๆ ได้ ซึ่งทำให้บริษัทได้รับทางแก้ปัญหาที่มากถึงกว่า 200 ทางแก้ไข จากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก ทั้งจากรัสเซียและจีนอีกด้วย ซึ่งทางบริษัทได้ให้ค่าตอบแทนดังกล่าวต่อข้อเสนอที่แก้ปัญหาและแนะนำแนวทางได้อย่างประสบความสำเร็จอีกด้วย หรือในกรณีของ Mattel และ Wal-Mart มีการพัฒนาเว็บไซต์ www.bigideagroup.net เพื่อให้บุคคลทั่วไป เข้ามาให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวคิดของของเล่นรูปแบบใหม่ ซึ่งทำให้เป็น จุดกำเนิดของสินค้าใหม่ได้มากมายหลายประเภท โดยได้ไอเดียสุดเก๋จากทุกคนที่เข้ามามีส่วนร่วมนั่นเอง ดังจะเห็นได้ว่า การทำนวัตกรรมแบบเปิดนั้น มีเทคนิคมากมายหลายประการ และสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อกิจการเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ ในแง่ของความหลากหลายและความประหยัด ทั้งทางด้านของเวลาและต้นทุน การใช้เทคนิคดังกล่าวก็นับว่ามีความเสี่ยง เช่นกัน โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นการพึ่งพาแนวคิดที่สำคัญจากภายนอกมากเกินไป จนอาจทำให้ เกิดการละเลยการพัฒนาตนเอง จนในที่สุด อาจจะมุ่งแต่การนำพาความคิดมาจากภายนอก แต่เพียงอย่างเดียว จนทำให้บุคลากรภายในกิจการของเราขาดการพัฒนา และส่งผลให้ ตามไม่ทันคู่แข่งขันด้วย นอกจากนี้ ยังทำให้กิจการขาดจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนอย่างแท้จริง อาจจะส่งผลให้กิจการ ขาดความสามารถทางการแข่งขันที่โดดเด่นได้ อีกทั้งข้อมูลดังกล่าวยังอาจเกิดการรั่วไหลไปยังภายนอกกิจการได้ ซึ่งเป็นการบ่งบอกทิศทางทางการแข่งขันให้กับคู่แข่งขันในอนาคตทราบ ซึ่งทั้งหมดนับเป็นข้อมูลที่ผู้บริหารต้อง นำมาพิจารณา เพื่อใช้ในการตัดสินใจใช้แนวคิดนวัตกรรมแบบเปิดนี้ แนวทางที่เหมาะสม คือ การที่ผสมผสาน ทั้งเทคนิคการพัฒนานวัตกรรมแบบดั้งเดิม ที่มาจากภายในกิจการ และใช้เทคนิคในการ หาไอเดียใหม่ๆ มาจากภายนอกกิจการด้วย ก็จะทำให้เกิดความสมดุลในการพัฒนากิจการ ซึ่งจะนำสู่ความยั่งยืนในระยะยาว หน้า 46
|