|
||||||||||||||
|
นายกฯ
ของวิกฤตการเมือง
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายวัน วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10852 คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแสดงความเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป (ภายใต้สภาวการณ์ดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้ คือภายใต้ระบบราชการซึ่งมีกองทัพเป็นผู้นำ) มาอย่างน้อยสามเรื่องแล้ว คุณอภิสิทธิ์เสนอให้ยกเลิกกฎอัยการศึกเสีย เมื่อจะจัดให้มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม,คุณอภิสิทธิ์คัดค้านร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงและสัญญาว่าจะแก้ไขเมื่อได้เป็นรัฐบาล และไม่กี่วันมานี้ คุณอภิสิทธิ์แสดงความไม่เห็นด้วยกับ กกต.ที่แนะนำมิให้นักการเมืองใช้ 111 อดีตผู้บริหาร ทรท.เป็นสื่อในการหาเสียง เฉพาะประเด็นสุดท้ายนี้ พรรคการเมืองส่วนใหญ่กลับพร้อมจะปฏิบัติตาม แม้แต่พรรคพปช.ซึ่งแสดงให้ประจักษ์ว่า สืบทอดมาจากพรรค ทรท.ก็เพียงแต่มีผู้ใหญ่บางคนของพรรคแถลงว่าจะฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ อันที่จริง ทุกพรรคการเมืองควรจับมือกันสู้ในประเด็นนี้ คือพร้อมใจกันที่จะไม่ฟังคำแนะนำนี้ของ กกต. แม้อาจมีโทษถึงยุบพรรค ก็เป็นการยุบพรรคทั้งหมด เพราะพรรคการเมืองจะมีประโยชน์อันใด หากไม่สามารถปกป้องสิทธิเสรีภาพขึ้นพื้นฐาน ซึ่งให้หลักประกันไว้แล้วในรัฐธรรมนูญ แม้ว่าคำแนะนำนี้อาจสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบแก่พรรคการเมืองต่างๆ ก็ตาม แต่ความได้เปรียบจนทำให้ได้ร่วมรัฐบาล จะมีประโยชน์อันใด หากต้องเป็นรัฐบาลภายใต้อำนาจมืดบางอย่างที่ทำให้รัฐบาลไม่มีอำนาจในการดำเนินการใดๆ จริง... อำนาจมืดนี้มีอยู่แล้ว หรือกำลังก่อตัวขึ้นก็ตาม ล้วนเป็นอำนาจที่ไม่ต้องรับผิด (accountable) กับใครทั้งสิ้น ขืนปล่อยไว้ การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงก็เป็นแค่จำอวด และนี่แหละที่ทำให้คุณอภิสิทธิ์เหมาะจะเป็นนายกรัฐมนตรีในยามนี้ที่สุด อะไรคือปัญหาใหญ่สุดซึ่งรัฐบาลใหม่อันใครๆ ก็รู้ว่าอ่อนแอต้องเผชิญ เวลานี้นักธุรกิจด้านอุตสาหกรรม, การเงิน, และการค้าพากันพร่ำบอกรัฐบาลใหม่ ให้ทำโน่นทำนี่ หรือไม่ทำโน่นไม่ทำนี่ ในท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมัน, การแข่งขัน, และภาวะซบเซาของเศรษฐกิจโลก จนกำลังจะกลายเป็นคำตอบเดียวของสังคมไทยไปแล้ว ทั้งๆ ที่วิกฤตนี้ มีคนไทยอีกมากต้องเผชิญร่วมกัน คำตอบของคนกลุ่มเดียวจะเป็นคำตอบของคนทั้งหมดได้อย่างไร แต่ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาใหญ่สุดที่สังคมไทยต้องเผชิญในอนาคตอันใกล้นี้แน่หรือ แม้ไม่ปฏิเสธว่าปัญหานี้มีความสำคัญ ที่จะต้องจัดการอย่างรอบคอบและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย แต่เพราะปัญหาเศรษฐกิจกระทบต่อผู้คนโดยตรง และทันตาเห็น จึงเป็นปัญหาที่ผู้ถูกกระทบมักมีปากเสียง (บ้างมีมาก บ้างมีน้อยเป็นธรรมดา) รู้จักแม้แต่การรวมตัวจัดองค์กรข้ามกลุ่มผลประโยชน์ เพื่อกดดันเชิงนโยบายอย่างได้ผล ไม่ว่านักธุรกิจอุตสาหกรรม,การเงิน และการค้า หรือชาวประมงที่ต้องทนแบกรับราคาน้ำมัน หรือนักเรียนในกรุงเทพฯ ที่ไม่อาจแบกรับราคารถเมล์ได้ เอสเอมอีที่พากันหยุดกิจการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ แรงงานบางกลุ่ม ฯลฯ ล้วนสามารถเคลื่อนไหวในเชิงนโยบายได้ทั้งสิ้น ฉะนั้น ไม่ว่าเศรษฐกิจจะมีปัญหาใหญ่สักเพียงใด สังคมไทยดูเหมือนจะมีพลังในการจัดการได้ดีกว่าด้านอื่นๆ เสียอีก (แม้จัดการแล้วไม่ดีนักก็ตาม) เพราะอำนาจต่อรองกระจายไปยังคนหลากหลายกลุ่มกว่าเรื่องอื่นๆ ความหลากหลายของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทำให้นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลเลือกตั้ง มีแนวโน้มว่าจะมีความเป็นธรรมอยู่บ้าง ปัญหาที่ใหญ่กว่าเศรษฐกิจคือปัญหาการเมืองต่างหาก เพราะภายใต้ภาวการณ์ที่รัฐธรรมนูญ 2550 สร้างขึ้น ระบบราชการซึ่งมีกองทัพนำ จะควบคุมความเคลื่อนไหวของนักการเมือง รวมทั้งในซีกรัฐบาลมิให้ทำได้ในทางหนึ่งทางใด แม้แต่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ไม่อาจกระทบต่อผลประโยชน์ของบริษัทบริวารและพันธมิตรของระบบราชการและกองทัพได้ หากนักการเมืองโดยเฉพาะที่เป็นนายกรัฐมนตรี จำนนต่อแรงกดดันเหล่านี้ การเมืองไทยจะถึงจุดอับจนยิ่งไปกว่าปัจจุบัน วิกฤตที่ใหญ่ที่สุดของไทยเวลานี้ ไม่ใช่วิกฤตเศรษฐกิจ แต่เป็นวิกฤตการเมือง เพียงเพราะเรามีนายกรัฐมนตรีที่แหยต่ออำนาจของกองทัพเพียงอย่างเดียว แม้แต่พลังของกลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ที่จะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อต่อรองเชิงนโยบายก็ไม่อาจทำได้อีกต่อไป เพราะอำนาจล้นฟ้าของ พ.ร.บ.ความมั่นคงจะขวางกั้นการเคลื่อนไหวทุกอย่างที่ขัดผลประโยชน์ของระบบราชการและกองทัพ ด้วยข้อหาทำลายความมั่นคง ไม่เฉพาะแต่ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาอะไรๆ ก็แก้ไม่ได้ทั้งนั้น ซ้ำร้ายระบบราชการและกองทัพเองก็ล้าหลัง เกินกว่าจะแก้ปัญหาอะไรที่สังคมไทยต้องเผชิญได้อีกแล้ว อย่างเก่งก็ทำซ้ำรอยเดิม ซึ่งนอกจากไม่แก้ปัญหาแล้ว ยิ่งทำให้ปัญหายุ่งยากมากขึ้นไปอีก ฉะนั้น หากไม่หลุดออกไปจากวิกฤตการเมืองในครั้งนี้ ไทยจะต้องเผชิญกับวิกฤตด้านอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องกล้าเผชิญกับแรงกดดันจากกองทัพ รวมทั้งแรงกดดันจากองค์กรอิสระอีกมากที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้น อย่างอาจหาญและมีศักดิ์ศรีด้วย ดังที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้แสดงให้เห็นอย่างนุ่มนวล แต่สง่างามในครั้งนี้ ความนุ่มนวลก็มีความสำคัญ แม้ว่าการปลดปล่อยการเมืองไทยออกจากระบบราชการ และกองทัพเป็นภารกิจเร่งด่วน และสำคัญสุดยอด แต่เราควรหลีกเลี่ยงการปะทะนองเลือดกับกองทัพอย่างที่เคยเกิดมาแล้วในเหตุการณ์ 14 ตุลา และพฤษภาทมิฬ ทั้งสองครั้งที่ผ่านมาล้วนอยู่ภายใต้นายกรัฐมนตรีที่เป็นคนของกองทัพเอง ซึ่งทำให้หลีกเลี่ยงการปะทะได้ยากขึ้น ความนุ่มนวลแต่แกร่งกล้าของคุณอภิสิทธิ์ อาจช่วยให้คุณอภิสิทธิ์ สามารถนำทหารกลับกรมกองโดยสงบ และสร้างระบบราชการให้เป็นเครื่องมือที่ซื่อสัตย์ และมีประสิทธิภาพ เพื่อสนองนโยบายที่ประชาชนสร้างขึ้นผ่านกระบวนการทางการเมืองได้ และนี่เป็นข้อได้เปรียบของคุณอภิสิทธิ์เหนือคู่แข่งที่แสดงอาการแข็งกร้าวหยาบคาย เพราะโอกาสที่เราจะดันทหารกลับกรมกอง โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อนั้นมีอยู่ แน่นอนคุณอภิสิทธิ์ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่าพรรคการเมืองซึ่งทหารกลุ่มหนึ่งในคณะรัฐประหารหนุนหลัง เพราะภารกิจของพรรคนั้นย่อมไม่มีอะไรมากไปกว่าคอยรับใช้ระบบราชการซึ่งมีกองทัพเป็นผู้นำ อันเป็นเหตุให้เมืองไทยมืดมนลงในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ,สังคม หรือการเมือง สิ่งเดียวที่ขาดไปสำหรับคุณอภิสิทธิ์ก็คือ คุณอภิสิทธิ์ต้องแสดงความนุ่มนวล และแกร่งกล้าในความถูกต้อง กับพรรคประชาธิปัตย์ ของคุณอภิสิทธิ์เองด้วย เพราะคนจำนวนมากยังจำได้ว่า พรรคนี้เคยมีคนดีเป็นผู้นำ แต่ความดีและความนิยมที่เขาได้รับไม่อาจทำให้เขาแกร่งกล้าพอจะจัดการปัญหาทางการเมือง ซึ่งเกิดขึ้นจากสมาชิกของพรรคเอง คุณอภิสิทธิ์ควรแสดงให้เห็นแต่แรกว่า ใบหน้าคุณอภิสิทธิ์นั้น เมื่อลูบไปแล้ว จะไม่ปะจมูกอันเป็นสมาชิกชั้นนำของพรรคเอง เพราะนายกรัฐมนตรีที่จะนำประเทศไทยให้พ้นจากวิกฤตทางการเมืองไปได้ในครั้งนี้ ต้องแกร่งทั้งภายนอกและภายใน หน้า 6
|