หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
กองทุนเพื่อเก็งกำไรกับนโยบายต่างประเทศ

บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ตอนนี้กองทุนเพื่อเก็งกำไรกลับมาเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง หลังจากบางกองทุนประสบภาวะล้มละลาย เพราะเข้าไปเก็งกำไรในหนี้ต่ำกว่ามาตรฐาน สำหรับซื้อบ้านในสหรัฐอเมริกา นอกจากนั้น กองทุนจำพวกนี้ยังถูกกล่าวหาว่า มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ในขณะที่กองทุนจำนวนหนึ่งประสบปัญหาหนักหนาสาหัส ไม่มีข่าวว่ากองทุนของจอร์จ โซรอส ประสบภาวะเช่นนั้นด้วย

สำหรับผู้ที่ติดตามเรื่องราวของเขา นั่นคงไม่แปลกเพราะตามหนังสือเล่มล่าสุดของเขาเรื่อง The Age of Fallibility จอร์จ โซรอส ดูจะคาดการณ์ภาวะโลกปัจจุบันได้อย่างแม่นยำ ฉะนั้นเขาน่าจะทำกำไรได้เป็นอย่างดี แทนที่จะขาดทุนย่อยยับเช่นกองทุนอื่น

ในตอนนี้ยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับผลการบริหารกองทุนเพื่อเก็งกำไรสำหรับปี 2550 แต่ผู้ที่ติดตามข่าวอยู่ตลอดเวลาย่อมทราบว่า เมื่อปีที่แล้ว กองทุนของจอร์จ โซรอส ทำรายได้ให้เขาคนเดียวถึงเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ ยังผลให้เขาเข้ามาเป็นอันดับ 4 ของผู้บริหารกองทุนทั้งหมด ทั้งที่กองทุนของเขาไม่รวมอยู่ในจำพวกยักษ์ใหญ่ เช่น กองทุนเพื่อเก็งกำไรอื่นๆ นั่นคือ ไม่ติด 1 ใน 10 ของกองทุนที่มีสินทรัพย์มากที่สุด

ตามที่ชื่อของมันบ่งบอก กองทุนเพื่อเก็งกำไรก่อตั้งขึ้นมา เพื่อใช้วิธีเก็งกำไรแสวงหารายได้ให้ผู้เข้าร่วมทุน อย่างไรก็ตาม คงไม่เป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวางนัก ว่า กองทุนเพื่อเก็งกำไรของจอร์จ โซรอสนั้น นอกจากจะแสวงหากำไรแล้ว อาจพิจารณาส่วนประกอบทางด้านการเมืองด้วย เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า เขาสนับสนุนการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย มาเป็นเวลานาน และมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างประชาธิปไตยในอดีตประเทศคอมมิวนิสต์ การใช้เงินสนับสนุน การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในต่างแดน ทำให้เขาได้สมญาว่า เป็นบุคคลเพียงคนเดียวที่มีนโยบายต่างประเทศ

กิจกรรมของกองทุนเพื่อเก็งกำไร อาจทำให้กองทุนจำพวกนั้นเป็นข่าวพาดหัว แต่ตอนนี้กองทุนที่น่ากลัวมากกว่าน่าจะเป็น กองทุนของรัฐ (Sovereign Funds) เพราะเมื่อเทียบกันแล้ว กองทุนทั้งสองประเภทนี้มีพละกำลังต่างกันปานฟ้ากับดิน

ตามรายงานของ Metrics Business & Market Intelligence เมื่อปีที่ผ่านมา กองทุนเพื่อเก็งกำไรที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ Goldman Sachs Asset Management ซึ่งมีสินทรัพย์ 2.95 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามด้วย JP Morgan Asset Management ซึ่งมี 2.88 หมื่นล้านดอลลาร์ และ Bridgewater Associates ซึ่งมี 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อรวมกันทั้งหมดทั่วโลก กองทุนเพื่อเก็งกำไรมีสินทรัพย์ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้ ตามการประเมินที่ปรากฏในนิตยสาร Business Week ฉบับประจำวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ทั้งที่ตัวเลขเหล่านั้นยากที่คนธรรมดาสามัญจะจินตนาการแล้ว แต่สินทรัพย์ของแต่ละกองทุนยังจิ๊บจ๊อย เมื่อเทียบกับกองทุนของรัฐบาลต่างๆ ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาเพื่อบริหารรายได้จากการขายน้ำมันและการบริหารเศรษฐกิจสำเร็จ ตามรายงานในนิตยสาร Business Week ฉบับดังกล่าว ในขณะนี้ กองทุนของรัฐที่มีสินทรัพย์มากที่สุด ได้แก่ ของอาบูดาบี ซึ่งมี 8.75 แสนล้านดอลลาร์ ตามด้วยสิงคโปร์ 4.38 แสนล้านดอลลาร์ นอร์เวย์ 3.67 แสนล้านดอลลาร์ คูเวต 2.13 แสนล้านดอลลาร์ และจีน 2 แสนล้านดอลลาร์ เมื่อรวมกันกองทุนของรัฐมีทรัพย์สินถึง 2.8 ล้านล้านดอลลาร์

กองทุนทุกอย่างมีพลังเกินกว่าตัวเลขเหล่านี้ชี้บ่งหลายเท่า เพราะพวกเขาสามารถหาพันธมิตร และกู้เงินจากแหล่งอื่นมาเสริมพลังของตนได้ในจำนวนมหาศาล

เท่าที่ผ่านมา กองทุนจำพวกนี้มุ่งแสวงหากำไรเพื่อสะสมเป็นสินทรัพย์สำหรับประชาชนของตน โดยเฉพาะคนรุ่นต่อๆ ไป ซึ่งจะไม่มีทรัพยากรสำคัญเช่นน้ำมันเหลืออยู่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะไม่ใช้พลังทรัพย์ของตน เพื่อผลทางการเมืองด้วย ทั้งนี้ เพราะประวัติบ่งว่าบางประเทศที่มีกองทุนขนาดใหญ่ ได้ใช้พลังทางเศรษฐกิจของตนกดดันประเทศอื่น เพื่อผลทางการเมืองแล้ว เช่น รัสเซีย จีน และอาบูดาบี

เนื่องจากการบริหารจัดการกองทุนของรัฐไม่ต่างกับการบริหารจัดการกองทุนเพื่อเก็งกำไรในนัยสำคัญ นั่นคือ ไม่อยู่ใต้กฎข้อบังคับเช่นเดียวกับสถาบันการเงินทั่วไป และไม่มีใครรู้วิธีบริหารจัดการ รัฐบาลของหลายประเทศจึงเริ่มกังวล ประเทศเหล่านั้นกลัวว่ากองทุนของรัฐจะใช้สินทรัพย์และวิธีการลงทุนของตนเพื่อผลทางการเมือง ฉะนั้นในการประชุมของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้ง 7 เมื่อไม่นานมานี้ จึงมีการเสนอให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) หาวิธีที่จะทำให้กองทุนเหล่านั้นเปิดเผยการดำเนินงานของตน

ในเมื่อประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้ง 7 ยังกังวล ประเทศที่มีพลังทางเศรษฐกิจเพียงจำกัดเช่นเมืองไทยน่าจะกังวลหรือไม่? (เพื่อง่ายแก่การเปรียบเทียบสินทรัพย์ของกองทุนของสิงคโปร์มีค่าเป็นเงินไทยราว 15 ล้านล้านบาท หรือเกิน 2 เท่าของรายได้ในหนึ่งปีของคนไทยทั้งประเทศรวมกัน และค่าหุ้นทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์ของไทยเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา)

ใครจะกังวลหรือไม่ผมไม่ทราบ แต่สำหรับผมรู้สึกหนาวจนขนลุกทุกครั้งที่คิดว่าอะไรอาจเกิดขึ้นได้ เพราะตามรายงานของสื่อ นักการเมืองไทยอาจซื้อได้ด้วยราคา 30-40 ล้านบาท ด้วยราคาเพียงเท่านี้สิงคโปร์อาจซื้อคณะรัฐมนตรีของไทย ด้วยเศษเงินจากกองทุนของเขาเท่านั้น หรือด้วยเศษเงินเขาอาจช่วยนักการเมืองไทยด้วยการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ของนักการเมืองคนนั้นในยามที่นักการเมืองต้องการเงิน เพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งก็ได้

หรือด้วยเงินก้อนโตอีกนิดเขาอาจโจมตีค่าเงินของใครที่ทำให้เศรษฐกิจตกอยู่ในภาวะไม่สมดุลก็ได้ สำหรับท่านที่ยังอาจไม่ทราบ เทมาเส็กซึ่งซื้อกิจการโทรคมนาคมจากอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยด้วยเงินกว่า 70,000 ล้านบาทนั้น เป็นหนึ่งในกองทุนของสิงคโปร์และบริหารจัดการโดยภรรยาของนายกรัฐมนตรีของเขา ฉะนั้นเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า เขาจะไม่ใช้พลังทางการเงินสนับสนุนนโยบายต่างประเทศหรือไม่โจมตีค่าเงินของใครในเมื่อเอกชน เช่น จอร์จ โซรอส ซึ่งเคยมีทุนไม่ถึง 1% ของสิงคโปร์ยังทำและทำได้สำเร็จเสียด้วย?

ข้อมูลจำพวกนี้ยังมีอีกมาก แต่เพียงที่อ้างถึงน่าจะบ่งว่าเหนือสิ่งอื่นใด เมืองไทยต้องการคณะรัฐมนตรี ที่นอกจากจะรู้เท่าทันวิวัฒนาการของโลกแล้ว ยังไม่ขายตัวอย่างเด็ดขาด เพราะมันอาจหมายถึง การขายชาติจนสิ้นซาก