หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
อาเซียน+3 หรือ อาเซียน+6 ไม่ว่าเลือกทางใด อาเซียนก็ได้ประโยชน์

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3951 (3151)

ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 13 ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ 19 พฤศจิกายน ส่วนวิจัยของธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ Asian Development Bank Institute : ADBI ได้เผยแพร่ผลการศึกษาเรื่อง ASEAN+3 or ASEAN+6 : Which Way Forward ? หรือ อาเซียน+3 หรือ อาเซียน+6 : ควรจะมุ่งไปสู่ทางเลือกใด โดยสาระสำคัญข้างในเป็นการวิเคราะห์ ผลของการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย ข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียน-จีน (ASEAN+ PRC FTA) เอฟทีเอระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่น (ASEAN+Japan FTA) เอฟทีเอระหว่างอาเซียน-เกาหลีใต้ (ASEAN+Korea FTA) รวมถึงเอฟทีเอระหว่างอาเซียน+3 (ASEAN+3 FTA) และเอฟทีเอระหว่างอาเซียน+6 (ASEAN+6 FTA)

การศึกษาฉบับนี้ให้ข้อสรุปว่า หากการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีมี ขนาดใหญ่ครอบคลุมกว้างมากยิ่งขึ้นยิ่งจะเป็นผลดีต่อเอเชีย โดยอ้างอิงตัวเลขประเมินผลต่อรายได้จากการทำข้อตกลงใน 5 รูปแบบข้างต้น พบว่าข้อตกลงเอฟทีเอระหว่างอาเซียน+6 ซึ่งประกอบด้วยอาเซียน 10 ประเทศ และประเทศพันธมิตร 6 ราย ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้ จะให้ผลประโยชน์มากกว่าข้อตกลง เอฟทีเออีก 4 ข้อตกลงที่เหลือ

"หากข้อตกลงระหว่าง 16 ประเทศเกิดขึ้นจริงภายในปี 2560 จะเอื้อประโยชน์แก่ประเทศสมาชิกในข้อตกลงเป็นมูลค่ารวมกัน 2.85 แสนล้านดอลลาร์ มากกว่าตัวเลขประเมินผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการ ทำข้อตกลงเอฟทีเอในกลุ่มอาเซียน+3 ที่ครอบคลุม 13 ประเทศสมาชิก คาดว่าจะมีมูลค่าสูงประมาณ 2.28 แสนล้านดอลลาร์" เอดีบีระบุในรายงาน

แยกผลประโยชน์รายประเทศโดยเปรียบเทียบระหว่างการทำเอฟทีเอระหว่างอาเซียน+6 และการทำเอฟทีเอระหว่างอาเซียน+3 พบว่าเฉพาะประเทศสมาชิกอาเซียน ประเทศไทยจะได้รับมากที่สุด คิดเป็นมูลค่า 28,346 ล้านดอลลาร์ และ 26,728 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วน 12.84% และ 12.10% ตามลำดับ รองลงมาคือ มาเลเซีย ซึ่งมีแนวโน้มจะได้ประโยชน์จากการเข้าร่วม ข้อตกลงอาเซียน+6 ประมาณ 11,869 ล้านดอลลาร์ และจาก ข้อตกลงเอฟทีเอ 10,391 ล้านดอลลาร์

โดยมีสิงคโปร์และอินโดนีเซียได้รับประโยชน์รองลงไปในอันดับ 3 และ 4 โดยสิงคโปร์มีแนวโน้มจะได้ประโยชน์ ในการเข้าร่วมข้อตกลงอาเซียน+6 คิดเป็นมูลค่า 9,002 ล้านดอลลาร์ และจากเอฟทีเอของอาเซียนบวก+3 คิดเป็นมูลค่า 7,943 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อินโดนีเซียมีแนวโน้มจะได้ประโยชน์ใกล้เคียงกัน คือ 8,588 ล้านดอลลาร์ และ 7,884 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ สำหรับเวียดนาม คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากข้อตกลงทั้ง สอง รูปแบบ คิดเป็นมูลค่า 5,490 ล้านดอลลาร์ และ 5,293 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ ฟิลิปปินส์คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมข้อตกลง 3,431 ล้านดอลลาร์ และ 3,177 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ

ส่วนกัมพูชาคาดว่าจะได้รับประโยชน์เป็นมูลค่า 109 ล้านดอลลาร์ และ 107 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ ในขณะที่ประเทศอาเซียนที่เหลือ ได้แก่ ลาว พม่า และบรูไน งานวิจัยได้จัดไว้ในหมวด "อื่นๆ" คาดว่าจะรับประโยชน์น้อยสุดจากข้อตกลงทั้งสองรูปแบบ จัดไว้ในหมวดอื่น คิดเป็นมูลค่ารวมกัน 370 ล้านดอลลาร์ ในกรณีของเอฟทีเอ อาเซียน+6 และ 661 ล้านดอลลาร์ ในกรณีของอาเซียน+3

โดยภาพรวมอาเซียนจะได้ประโยชน์ข้อตกลงขนาดใหญ่ระหว่างเอฟทีเอ อาเซียน+6 และอาเซียน+3 คิดเป็นมูลค่า 67,206 ล้านดอลลาร์ และ 62,186 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ

น่าสนใจว่าในแง่ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เข้าร่วมข้อตกลงเอฟทีเอ อาเซียน+6 และเอฟทีเอ อาเซียน+3 นั้น เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มเอเชียตะวันออก 3 ชาติ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน พบว่าญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศที่มีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากข้อตกลงทั้งสองรูปแบบ คิดเป็นมูลค่าราว 77,137 ล้านดอลลาร์ และ 74,825 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ รองลงมาคือเกาหลีใต้ ซึ่งคาดว่าจะได้ประโยชน์ 51,351 ล้านดอลลาร์ และ 49,393 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ ขณะที่จีนคาดว่าจะได้รับประโยชน์เป็นอันดับ 3 ของกลุ่ม คิดเป็นมูลค่า 43,598 ล้านดอลลาร์ และ 41,502 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ

ส่วนอินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้รับผลประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีทั้ง 2 รูปแบบแตกต่างกันไป โดยอินเดียมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์ในข้อตกลงเอฟทีเอของอาเซียน+6 เป็นมูลค่า 19,270 ล้านดอลลาร์ แต่คาดว่าอาจสูญเสียผลประโยชน์ หรือโอกาสทางการค้าจากข้อตกลงเอฟทีเอของอาเซียน+3 เป็นมูลค่าประมาณ 2,371 ล้านดอลลาร์

ทำนองเดียวกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งหากไม่ได้ร่วมในข้อตกลงอาเซียน+3 จะสูญเสียโอกาสทางการค้า คิดเป็นมูลค่า 2,376 ล้านดอลลาร์ และ 216 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ แต่คาดว่าจะได้ประโยชน์หากข้อตกลง เอฟทีเออาเซียน+6 เป็นรูปธรรม ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีแนวโน้มจะได้ประโยชน์ คิดเป็นมูลค่า 22,546 ล้านดอลลาร์ และ 4,136 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม การสร้างเขตการค้าเสรีขนาดใหญ่มหาศาล ไม่มีแนวโน้มจะก่อผลกระทบในเชิงสร้างความเสียหายให้แก่ภูมิภาค นอกกลุ่ม อาทิ สหรัฐ หรือสหภาพยุโรป (อียู) มากมายนัก โดยการศึกษาของเอดีบีได้วิเคราะห์ไปที่แคนาดา สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก ซึ่งอยู่ในกลุ่มเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือนาฟต้า พบว่า แม้โดยภาพรวมข้อตกลง เอฟทีเอของอาเซียน+3 และอาเซียน+6 จะส่งผลกระทบต่อภาพรวม การค้าของอาฟต้า โดยคาดว่าจะทำให้เกิดการเสียโอกาสทางการค้า 4,474 ล้านดอลลาร์ จากกรณีการทำข้อตกลงเอฟทีเอ อาเซียน+6 และเสียโอกาสทางการค้าเป็นมูลค่า 235 ล้านดอลลาร์ ในกรณีของ เอฟทีเอ ในกลุ่มอาเซียน+3

กาเนช วิกนาราชา นักวิชาการหนึ่งในทีมวิจัยครั้งนี้ตั้งข้อสังเกตว่า หากพิจารณาจากสมมติฐานในการทำเอฟทีเอ ในกลุ่มอาเซียน+6 จะเอื้อให้เกิดผลประโยชน์จากการทำการค้าเสรีมากที่สุด แต่ในกรณีของการทำ ข้อตกลงเอฟทีเอ อาเซียน+3 นั้นจะเอื้อประโยชน์แบบพบกันครึ่งทาง ซึ่งจะนำไปสู่การรวมกลุ่มกันอย่างแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

แต่กระนั้นเอบีดีได้ตั้งข้อสังเกตในตอนท้ายว่า ปัจจัยสำคัญในการทำข้อตกลงไม่ว่าจะเป็นเอฟทีเอ อาเซียน +6 หรืออาเซียน+3 ซึ่งอยู่ในระยะเริ่มต้นนั้น อยู่ที่จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

จริงๆ แล้วดูเหมือนข้อสรุปของเอดีบีจะระบุชัดลงไปด้วยว่า เอฟทีเอของอาเซียน+6 นั้นให้ประโยชน์แก่ประเทศที่เข้าร่วม มากกว่าการทำข้อตกลง เอฟทีเอในรูปแบบอื่นๆ ทั้งระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค 102 ข้อตกลง ที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออก ในปัจจุบัน

ในรายงานของเอดีบีได้สรุปการขยายตัวของการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีในเอเชียตะวันออก ระหว่างปี 2519-2550 พบว่า เอฟทีเอได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนับจากปี 2543 เป็นต้นมา โดยเพิ่มจาก 7 ข้อตกลงในช่วงเวลานั้น เป็น 67 ข้อตกลงในปี 2548 และเป็น 102 ข้อตกลงในปี 2550 แต่ผลดีโดยปริยายหากเกิดข้อตกลงเอฟทีเอ อาเซียน+6 คือ จะทำให้ข้อตกลงเอฟทีเอ ในระดับย่อยที่เกิดขึ้นในลักษณะของ "ชามบะหมี่" กล่าวคือซับซ้อน และเกี่ยวพันไขว้กันไปมาระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม จะรวมกันได้และกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน โดยมีอาเซียนเป็น "ศูนย์กลางโดยธรรมชาติ" ของเขตการค้าเสรีขนาดใหญ่ทั้งสองรูปแบบ

สุดท้ายเอบีดีย้ำว่า การรวมตัวของสมาชิกไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงรูปแบบใด จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อแต่ละกลุ่ม สามารถทำให้เกิดการรวมตัวทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้งเป็นอันดับแรกก่อน ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายที่ไปถึงได้ง่ายดายนัก เนื่องจากต้องเผชิญอุปสรรคสำคัญเป็นจำนวนมาก

หน้า 2