หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
AFET ในภาวะ Stagflation

In Step with AFET Futures : ดร.พีรพล ประเสริฐศรี  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจารย์โกร่ง หรือ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีหลายสมัย ได้ออกแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจหลายครั้ง ทั้งที่การประชุมวิชาการเกี่ยวกับผลงานวิจัย ของมูลนิธิโครงการหลวง ในวันที่ 14 พ.ย. 50 และที่งานสัมมนาเรื่อง "ไทยพึ่งไทย ทางรอดเศรษฐกิจไทย" ในวันที่ 16 พ.ย.50 ยังไม่รวมถึงผ่านคอลัมน์ "คนเดินตรอก" ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจตั้งแต่วันที่ 12 พ.ย.50

โดยอาจารย์โกร่ง ได้แสดงข้อคิดเห็นถึงสภาวะทางเศรษฐกิจว่า มีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวต่อเนื่อง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจัยด้านราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้มีโอกาสสูงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักแต่อัตราเงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation (กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 17 พ.ย. 50)

ซึ่งอาจารย์โกร่งเชื่อว่า เมื่อภาคเศรษฐกิจเกิดการชะลอตัว ภาคการเกษตรจะสามารถรองรับระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ เนื่องจากภาคการเกษตรจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือประเทศช่วงที่เศรษฐกิจภายในประเทศเกิดความซบเซา และในขณะเดียวกันภาคการเกษตรจะเป็นภาคประกันสังคมให้กับประชาชน (ผู้จัดการ วันที่ 14 พ.ย.50)

ก่อนอื่นขออธิบายขยายความคำว่า Stagflation ที่อาจารย์โกร่งพูดถึงก่อนนะครับ ว่ามีความหมายว่าอย่างไร คำว่า Stagflation เป็นคำศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ซึ่งถูกใช้เป็นครั้งแรกโดย Iain MacLeod ผู้ดำรงตำแหน่ง United Kingdom Chancellor of the Exchequer หรือหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่รัฐสภาเมื่อปี ค.ศ.1965 หรือ พ.ศ.2508 โดยเป็นคำที่เกิดจากการผสมกันของคำสองคำคือ "Stag" และอีกคำหนึ่งคือ "Flation"

โดยคำว่า "Stag" ซึ่งเป็นพยางค์แรกนั้นเป็นตัวแทนของคำศัพท์ว่า "Stagnation" หรือแปลว่า การชะงักงัน (ในที่นี้หมายถึงการชะงักงันทางเศรษฐกิจ) ขณะที่ "Flation" มาจากคำว่า "Inflation" หรือแปลว่า การเพิ่มขึ้นของระดับราคา (สินค้าราคาแพงขึ้น)

เมื่อนำคำทั้งสองมารวมกันเป็น "Stagflation" ก็ได้คำที่ใช้อธิบายสภาวะเศรษฐกิจที่มีทั้งการชะงักงันของอัตราเจริญเติบโต และสินค้ามีราคาแพง ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ตรงมากๆ กับสภาวะเศรษฐกิจบ้านเราขณะนี้ที่ทั้งซบเซา และขณะเดียวกันราคาของสินค้าอุปโภคบริโภคโดยเฉพาะน้ำมันก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภาวะ Stagflation นี้เคยขึ้นมาแล้วในสหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกาในระหว่างปี ค.ศ.1968 ถึง 1982 (พ.ศ.2511-2525) โดยผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐ (หรือ Fed) ในสมัยนั้น Paul Volcker เลือกที่จะสู้กับ Stagflation ด้วยวิธีการเพิ่มดอกเบี้ยด้วยการลดปริมาณเงินในระบบเพื่อแก้ปัญหาเรื่องเงินเฟ้อ (Inflation) ให้สำเร็จก่อน ในระหว่างปี 1979-1983

ตรงข้ามกันเลยกับภาวะในปัจจุบันนี้นะครับ ที่นักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์กันว่า Fed จะลดดอกเบี้ยลงอีกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ (หลังจากปรับลดมาแล้ว 2 ครั้ง รวม 0.75% ตั้งแต่เดือนก.ย.ที่ผ่านมา) แต่ล่าสุด Fed เองก็เริ่มออกมายอมรับแล้วว่าจะตระหนักถึงปัญหาเรื่องเงินเฟ้อมากขึ้นแล้ว

เห็นได้ว่าภาวะ Stagflation ที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่ภาวะเงินฝืด (Deflation) อย่างที่หลายท่านเข้าใจกันนะครับ เพราะว่าภาวะเงินฝืดหรือ Deflation เป็นภาวะที่มีการลดลงของปริมาณเงินระบบลดลง หรือเป็นภาวะที่ระดับราคาสินค้ามีการปรับตัวลดลง (สินค้าราคาถูกลง) ซึ่งตรงกันข้ามกับ Stagflation เลยนะครับ

หากหันกลับมาดูภาวะการซื้อขายล่วงหน้าในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET) เอง ก็พบว่ามีความสอดคล้องกับภาวะ Stagflation ที่ว่าครับ โดยเห็นได้จากสินค้าเกษตรที่มีการซื้อขายกันใน AFET ล้วนมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยถ้วนหน้าจากช่วงต้นปี ไม่ว่าจะเป็นยางแผ่นรมควันชั้น 3 (RSS3 Futures) ปรับตัวเพิ่มจาก 72.8 บาท/กก. (4 ม.ค.50) จากวันแรกของปี มาอยู่ที่ 82.2 บาท/กก. (21 พ.ย.50) หรือเพิ่มขึ้น 13% เช่นเดียวกันกับ ข้าวขาว 5 เปอร์เซ็นต์ (BWR5 Futures) ที่วันนี้ราคากิโลละ 11.40 บาท เพิ่มขึ้นมาเกือบ 8% ขณะที่สินค้าที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาสูงที่สุดใน AFET คือ มันสำปะหลังเส้น (TC Futures) โดยราคาเพิ่มขึ้นมาจาก 3.80 บาท มาอยู่ที่ 4.72 บาท/กก. เพิ่มขึ้นถึง 24% (เทียบกับทองคำแท่ง และน้ำมันดีเซล ที่ราคาเพิ่มขึ้นมาจากราคาเมื่อตอนต้นปี คิดเป็น 18% และ 26% ตามลำดับ)

ด้วยเหตุที่ราคาสินค้าเกษตรก็ปรับตัวขึ้นในภาวะ Stagflation นี้เองกระมัง ที่อาจารย์โกร่ง จึงได้กล่าวไว้ว่าในช่วงเวลาของ Stagflation ภาคการเกษตร (ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นเพียง 9% ของ GDP ของประเทศ) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการช่วยเหลือประเทศช่วงที่เศรษฐกิจมีความซบเซา เพราะว่าราคาสินค้าเกษตรที่เป็นแหล่งรายได้หลักของเกษตรกรนี้ ก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามภาวะของ Stagflation ด้วย

นับเป็นโอกาสอันดีของ AFET ที่จะทำหน้าที่ของตนในการเป็นเครื่องไม้เครื่องมือ ในการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) และการค้นหาราคาในอนาคต (Price Discovery) ให้กับภาคการเกษตร Sector เดียวที่เป็นความหวังว่า จะช่วยประคับประคองประเทศในช่วงเวลาวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต