|
||||||||||||||
|
ความจริงที่ต้องกล้าพูด
:
ภาษีสิ่งแวดล้อมกับภาวะโลกร้อน
บทความ : ดร.สมชัย สัจจพงษ์ กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า มีอยู่อย่างน้อยสิ่งหนึ่งในโลกมนุษย์ใบนี้ ที่มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ประเทศใด ทวีปใด จนหรือรวย ขาวหรือดำ ผู้หญิงหรือผู้ชาย พิกลพิการหรือสมประกอบมีเท่ากันตั้งแต่เกิดจนตาย สิ่งนั้นได้แก่ จำนวนเวลา 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ในเวลาที่มีเท่ากัน 24 ชั่วโมงนี้ มนุษย์ทุกคนได้ดำเนินพฤติกรรมอย่างเดียวกัน ในการทำลายสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราทุกคน ในขนาดความรุนแรงแตกต่างกัน อยู่ที่ว่าใครจะมีจิตสำนึกในการดูแล และทำนุบำรุงรักษาสิ่งแวดล้อมมากกว่ากัน ผลที่ตามมาก็คือ ลูก หลาน เหลน โหลน ของเรา จะมีโอกาสได้ชื่นชมกับการใช้และบริหารเวลา 24 ชั่วโมงสั้นลง เพราะอายุขัยสั้นลงจากภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ หรือจากภาวะโลกร้อนที่ได้กลายเป็นเรื่องระดับโลกได้ และค่อยๆ ทำลายโลกของเราไปทีละเล็กทีละน้อย โดยเราแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง และไม่กล้าพูด ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือ เรื่อง Inconvenient Truth ของอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน แล้วทำให้ผมได้คิดถึงมหันตภัยที่ก้าวย่างเข้ามาทำลายโลกใบนี้ด้วยฝีมือของพวกเรากันเอง ความเปลี่ยนแปลงในสมดุลธรรมชาติ เริ่มเปลี่ยนแปลงในทุกภาคส่วนของโลก เช่น ธารน้ำแข็งในอุทยานแห่งชาติกลาเซียร์ รัฐมอนทานา สหรัฐอเมริกา อาจจะละลายหายหมดภายใน 15 ปี ธารน้ำแข็งส่วนใหญ่ในโลกกำลังละลาย และหลายแห่งละลายค่อนข้างเร็ว ประชากรโลก 2.6 พันล้านคน อาจประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มขั้นรุนแรงในอนาคต พายุเฮอริเคนในส่วนต่างๆ ของโลก ที่ไม่เคยเกิด ก็เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา น้ำท่วมและภัยแล้งได้เกิดขึ้นในประเทศที่ไม่เคยเกิด ระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นทั่วโลก 18 ถึง 20 ฟุต ประเทศหลายประเทศจะจมอยู่ใต้น้ำ สายพันธุ์สัตว์นำโรคจะมีการย้ายที่อยู่ใหม่ เมื่ออุณหภูมิอุ่นขึ้นจากภาวะโลกร้อน สถานที่ที่ไม่เคยประสบกับพาหะนำเชื้อโรคดังกล่าว ก็จะได้เจอกับโรคร้าย นอกจากนี้ สัตว์หลายสายพันธุ์ในโลกกำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวิกฤติสภาพอากาศ ปัจจุบันผู้นำในหลายประเทศได้เริ่มที่จะร่วมมือกันในการป้องกันการทำลายสภาพแวดล้อมและภาวะโลกร้อน เพื่อที่จะหยุดกระบวนการแห่งการเกิดความหายนะมาสู่มวลมนุษยชาติข้างต้น ดังนั้น เราลองหันกลับมามองตัวเรา คือประเทศไทยว่ารัฐบาลไทยและคนไทยทั้งประเทศ เริ่มมีจิตสำนึกกับปัญหาข้างต้นบ้างรึยัง นอกจากนี้ เราจะมีส่วนในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างไร จากผลการศึกษาของทีดีอาร์ไอ พบว่ามูลค่าความเสียหายจากมลพิษต่างๆ ในประเทศไทยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มจากประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปีในปี 2520 มาเป็นประมาณ 17,000 ล้านบาทต่อปี ในปี 2543 และปัญหามลพิษที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ มลพิษทางอากาศ คำถามต่อมาก็คือ เมื่อเราทราบปัญหาดังกล่าวแล้ว ภาครัฐจะมีมาตรการแก้ไขหรือป้องกันปัญหาดังกล่าวได้อย่างไร นอกเหนือจากให้ภาคเอกชนมีจิตสำนึก และร่วมมือในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับเรื่องนี้ผมขอให้ข้อมูลต่อท่านผู้อ่านว่า ขณะนี้ กระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังทำการศึกษาและจัดเตรียมร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับภาษีสิ่งแวดล้อมอยู่ คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนธันวาคม 2550 ผมคาดว่าหากรัฐบาลใหม่เห็นด้วยกับการผลักดันกฎหมายภาษีสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยจะได้คุณูปการจากกฎหมายฉบับนี้ และประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีส่วนร่วมในการลดปัญหาภาวะโลกร้อนได้ในระดับหนึ่ง กฎหมายฉบับนี้จะมีชื่อว่า "กฎหมายว่าด้วยเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อม" สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ประกอบด้วย การกำหนดประเภทเครื่องมือเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมี 6 ประเภท ได้แก่ ภาษีสิ่งแวดล้อม ค่าธรรมเนียมการจัดการมลพิษ ภาษี และค่าธรรมเนียมผลิตภัณฑ์และระบบรับซื้อคืน การวางเงินประกันความเสี่ยง หรือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม การซื้อขายสิทธิการใช้ทรัพยากรธรรมชาติหรือสิทธิการปล่อยมลพิษ และการให้เงินอุดหนุน มาตรการสนับสนุนหรือสิทธิพิเศษอื่นๆ จากเครื่องมือทั้ง 6 ประเภทข้างต้น ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดเครื่องมือในการจัดการกับสิ่งแวดล้อม ไว้อย่างทันสมัย โดยภาษีสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้มีคณะกรรมการกำกับนโยบายการใช้เครื่องมือข้างต้นไว้อย่างชัดเจน โดยมีคณะกรรมการ ที่มาจากภาครัฐ เอกชน และผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการชุดนี้จัดว่า เป็นคณะกรรมการที่มีอำนาจเต็ม ในการให้ความเห็นชอบ และอนุมัติเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่เหมาะสม กับแต่ละประเภทของมลพิษ กระทรวงใดมีความจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมหรือมลพิษ ก็สามารถส่งเรื่องมาขออนุมัติจากคณะกรรมการชุดนี้ได้ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้มีการตั้งกองทุนเพื่อบริหารจัดการรายได้ที่เก็บได้จากเครื่องมือทั้ง 6 ประเภทข้างต้น โดยมีคณะกรรมการบริหารกองทุนและมีการแบ่งรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชัดเจน เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีทรัพยากรอย่างเพียงพอในการจัดการกับปัญหามลพิษต่างๆ นอกจากนี้ กองทุนนี้จะถูกบริหารจัดการโดยนักการเงินมืออาชีพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการบริหารเงินของกองทุน ลักษณะของกฎหมายฉบับนี้ จะถือว่าเป็นกฎหมายแม่เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษโดยทั่วไป หากต้องการดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมแบบเฉพาะเจาะจง เช่น ด้านมลพิษทางน้ำ หรือมลพิษทางอากาศ หรือมลพิษขยะอิเล็กทรอนิกส์ ต้องออกเป็นกฎหมายลูกเฉพาะเจาะจงลงไปอีก กระทรวงการคลังคาดว่าเมื่อกฎหมายภาษีสิ่งแวดล้อมมีผลบังคับใช้ในประเทศไทย กฎหมายลูกฉบับแรกที่จะออกตามมา จะได้แก่ พระราชกฤษฎีกาภาษีมลพิษทางน้ำ ทั้งนี้ เนื่องจากจะเป็นภาษีที่เก็บได้ง่ายกว่า ถึงแม้ว่ามลพิษทางน้ำไม่ได้เป็นปัญหามลพิษหลักของประเทศไทยก็ตาม ผมขอวิงวอนให้ท่านผู้อ่านช่วยสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ด้วย ถึงแม้ท่านจะต้องรับภาระก็ตามเนื่องจากเครื่องมือทั้ง 6 ประเภท ที่กฎหมายได้กำหนดไว้ ได้ใช้หลักการว่า ใครเป็นผู้ก่อให้เกิดมลพิษจะต้องเป็นผู้รับภาระ ส่วนใครเป็นผู้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผู้นั้น ก็จะได้รับผลตอบแทนจากกฎหมายฉบับนี้เช่นกัน ดังนั้น เราจงมาร่วมใจกันในการเป็นพวกที่จะได้ประโยชน์ หรือผลตอบแทนจากกฎหมายฉบับนี้กันเถอะ และเราจะได้ภูมิใจว่าเรามีส่วนร่วมในการลดปัญหามลพิษ และปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก รวมทั้งมีส่วนในการลดภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นบ่อเกิดของหายนะโลกในอนาคต ผมคิดว่าถึงเวลาที่เราทุกคนจะต้องกล้าพูดและกล้าทำเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยด่วนแล้วครับ
|