|
||||||||||||||
|
ใช้งบประมาณทำอะไรดี
คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย นวพร เรืองสกุล มติชนรายวัน วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10847 มีคำปรารภว่า เวลานี้เศรษฐกิจระดับประชาชนทั่วไปค่อนข้างย่ำแย่ เพราะโดยเฉลี่ยหนี้สินส่วนบุคคลสูงขึ้นมาก รัฐบาลจะหยุดให้ความช่วยเหลือเลยก็ไม่ได้ จะทำโครงการประชานิยมต่อไป ก็มองเห็นแล้วว่าหลายๆ โครงการให้ผลลัพธ์ในทางที่เป็นโทษต่อประชาชน ต่อระบบการเงินการคลัง กระทั่งต่อสังคมเป็นส่วนรวม แล้วเราควรจะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรดี โจทย์นี้เป็นโจทย์สำคัญที่พรรคการเมือง และนักการเมืองใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งในเดือนธันวาคม 2550 นี้ แล้วต่อจากนั้น เราก็น่าจะได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง ไม่ทราบว่าเราจะได้รัฐบาลที่ประกอบไปด้วยพรรคไหนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่พรรคไหน หรือใครเป็นนายกรัฐมนตรี ทุกรัฐบาลก็คงจะคิดคล้ายกันว่าอยากจะกระตุ้นเศรษฐกิจ เศรษฐกิจที่เติบโตเป็นเรื่องที่ดีทุกฝ่าย แต่ต่างพรรคก็คงมีรายละเอียดของนโยบายที่ต่างกัน และผลระยะสั้น ระยะยาว และผลโดยตรงและข้างเคียง ของแต่ละนโยบายก็คงจะต่างกันไป แม้เป้าหมายจะกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนกัน แต่ความต่างกันอื่นๆ นั้นก็คงนำไปถึงเป้าหมายข้างเคียงทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวที่แตกต่างกันได้ตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงมากมาย ถึงไม่ใช่สมาชิกพรรคการเมือง ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ได้คิดจะทำงานการเมือง แต่ก็มีไร้สิทธิที่จะคิดหาทางออกให้กับปัญหาของบ้านเมือง เราพอรู้กันอยู่ว่า ผู้บริโภคมีปัญหาเรื่องหนี้สินที่เพิ่มพูนขึ้น และมีความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนของรายได้ในอนาคต จึงเป็นเรื่องยากที่จะกระตุ้นการบริโภคจนกระทั่งการบริโภคกลายเป็นพลังขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจรุดไปข้างหน้าได้ เรารู้ว่านักธุรกิจและนักการอุตสาหกรรมของไทยควรจะลงทุนขยายกิจการหรือลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ มากขึ้น แต่เราจะลงทุนในอะไรจึงจะขายได้ในตลาดโลก หรือแม้กระทั่งสู้กับสินค้าจากต่างประเทศที่อยู่ในตลาดเมืองไทย และการลงทุนนั้นต้องได้ผลตอบแทนที่ดีพอ จะตอบตรงนี้ได้ต้องกลับมาถามตัวเองว่าเรามีอะไรดี ที่จะทำให้เราสามารถผลิตได้ดีกว่าคู่แข่ง โดยไม่ต้องทำแค่พยายามกดค่าแรง เพื่อให้ขายสินค้าได้ในราคาถูกๆ เรามีปัญหาเรื่องไม่มีแรงงานราคาถูก ทำให้ต้องพึ่งแรงงานต่างชาติ ไม่ว่าในการทำอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ต้องการแรงงานจำนวนมาก และราคาถูก หรือแม้กระทั่งการเป็นลูกจ้างรับจ้างทำงานบ้าน ทำสวน ฯลฯ ดังนั้น การขยายธุรกิจบางอย่างน่าจะไม่ใช่กลยุทธ์ที่เหมาะกับความขาดแคลนแรงงานในประเทศ แต่ในอีกทางหนึ่ง เราก็ไม่อาจลงทุนในธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีสูงๆ ได้ เพราะเท่าที่ผ่านมาเราต้องซื้อทุกอย่างเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร ความรู้ และแบบผลิตภัณฑ์ เราเน้นการเป็นผู้รับจ้างผลิต ซึ่งต้องแข่งกับประเทศค่าแรงถูก แล้วในเวลานี้ยังต้องแข่งกับธุรกิจจากต่างประเทศที่เข้ามาเปิดโรงงานเองในประเทศ ส่วนธุรกิจใหม่ๆ ที่อาจจะมีขึ้นมาได้จากงานวิจัยและพัฒนาที่ออกมาจากแวดวงวิชาการเล่า เราก็ดูเหมือนจะขาดพลังผลักดันทุกรูปแบบ ขาดทั้งเงินทุน ขาดทั้งผู้ประกอบการ และขาดสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็น ที่จะก่อกำเนิดอุตสาหกรรมล้ำหน้าได้อย่างมีน้ำหนัก สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม นี่จึงโยงมาถึงเรื่องการส่งออก ถึงแม้ว่าจะมีการประกาศนโยบายสร้างเศรษฐกิจแบบคู่ขนานคือ ขายสินค้าและบริการให้ต่างประเทศด้วย และพึ่งพิงการขยายตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย แต่ตัวเลขภาพรวมที่ผ่านมาปรากฏว่า ประเทศไทยพึ่งพิงการส่งออกมากขึ้นเป็นลำดับ แต่การจะพึ่งให้การส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจ ขยายตัวในรอบใหม่นี้แต่เพียงลำพัง ก็น่าจะยากและไม่สมควร ในระดับมหภาค ตัวกระตุ้นเศรษฐกิจมีแค่ 4 ตัว คือ การบริโภคของภาคเอกชน การลงทุน ภาคเอกชน การใช้จ่ายของภาครัฐ และการส่งออกสุทธิ (คือการบริโภคของภาคต่างประเทศ) เมื่อ 3 ตัวกระตุ้นดูจะมีปัญหาก็ทำให้ต้องหันมามองตัวเลือกตัวสุดท้ายอีกครั้ง คือ รายจ่ายภาครัฐ ตัวกระตุ้นตัวนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีปัญหา เพราะว่าในเวลานี้ฐานะการคลังของรัฐไม่ได้แข็งแรงเท่ากับเมื่อสิบปีก่อนหน้านี้ รัฐบาลมีภาระรายจ่ายที่สูง มีหนี้สูง ทั้งหนี้ที่ก่อขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา และหนี้ที่รับภาระมาจากการที่กองทุนฟื้นฟูช่วยสถาบันการเงินไปนับแต่ปี 2539 เป็นต้นมา แล้วยกมาเป็นภาระให้กระทรวงการคลังเป็นฝ่ายหาเงินมาใช้หนี้ แม้ว่าต่อมาจะมีเงินสำรองระหว่างประเทศเพิ่มพูนขึ้น จากการที่เศรษฐกิจกลับฟื้นตัวในรอบที่แล้ว และมีเงินทุนไหลเข้าประเทศจำนวนมากตลอดมา เงินที่เข้ามากองอยู่ในประเทศเหล่านี้ กองอยู่ในบัญชีต่างๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดูแล ไม่ได้ไหลล้นกลับคืนมาใช้หนี้ที่กระทรวงการคลัง การไม่แก้ไขพระราชบัญญัติเงินตราทั้งฉบับ จะมีเหตุผลใดก็ตามแต่ แต่ว่าการไม่แก้มาตราที่จะมีส่วนที่จะช่วยให้ได้เงินจากทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มพูนขึ้นมากมายมาใช้หนี้ ที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังเคยกู้ไปช่วยกองทุนฟื้นฟูฯ เท่ากับว่าฝ่ายนิติบัญญัติ (สนช.) โยนภาระปัญหาครั้งนั้นมาให้รัฐบาลอย่างเบ็ดเสร็จ และขาดความเกี่ยวข้องที่จะช่วยกันคิดวิธีการใช้คืน ข้อนี้ทำให้เงินที่รัฐบาลหาได้ที่มีเหลือจะนำไปใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจยิ่งมีน้อยลงไปใหญ่ ประกอบกับเศรษฐกิจที่ไม่เฟื่องฟูมาก ยังทำให้เก็บภาษีได้ต่ำกว่าที่คาดไว้อีกด้วย เมื่อถือว่าทุกอย่างเหล่านี้เป็นข้อจำกัดของรัฐบาลชุดต่อไป (เว้นแต่จะมีการแก้พระราชบัญญัติเงินตราอีกครั้ง เฉพาะมาตราที่พึงแก้เพื่อขจัดความลักลั่นของวิธีปฏิบัติเรื่องการใช้ทุนสำรองพิเศษ) เราก็ต้องพยายามหาวิธีการใช้เงินเท่าที่มีให้ดีที่สุด ผู้ที่มีความเห็นตรงกันว่าควรจะขยายการลงทุนภาครัฐ อาจจะเห็นไม่ตรงกันว่าควรจะใช้เงินของรัฐเพื่อการใดบ้าง 1.ใช้เพื่อผู้บริโภค ถ้าหากว่ามีความเป็นห่วงเรื่องปัญหาความยากจนและหนี้สินในชนบท สิ่งที่พึงกระทำคือเลือกทำโครงการที่จะส่งเงินไปสู่ชนบท ให้ตรงที่สุด ซึ่งอาจจะทำผ่านองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่างๆ และโครงการต่างๆ การใช้เงินในลักษณะนี้มีความเสี่ยง 2 ประการ คือ หนึ่ง บางท้องถิ่นไม่มีศักยภาพที่จะใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุดจากเงินที่ได้ใช้ไป และสอง อาจจะถูกวิจารณ์ว่าทำโครงการประชานิยม (คือโปรยเงินลงไป คนที่จนอาจไม่ได้ คนที่ได้ไม่ค่อยจน) ไม่ได้แตกต่างไปจากที่รัฐบาลก่อนถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปแล้ว 2.ใช้เพื่อการลงทุน เราได้ยินข่าวและความเห็นในสื่อต่างๆ ว่า รัฐน่าจะใช้งบประมาณหรือสนับสนุนให้องค์กรภาครัฐ กู้เงินลงทุนในการขยายสาธารณูปโภค เช่น เส้นทางคมนาคมในกรุงเทพฯ (ซึ่งจะนำไปสู่การประหยัดการใช้น้ำมัน และชะลอการซื้อยานพาหนะส่วนบุคคล เพื่อการเดินทาง) อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ควรลืมคำนึงถึงการลงทุนที่จะเพิ่มรายได้ให้กับประเทศด้วย มิใช่เลือกเฉพาะโครงการที่จะประหยัดรายจ่ายเท่านั้น โครงการเพิ่มรายได้มีเห็นอยู่ เช่น โครงการขยายรันเวย์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งมีแผนอยู่แล้วแต่ว่าชะลอไป เพราะมัวแต่ไล่ล่าหาคนผิด และการคอร์รัปชั่น และไม่ควรละเลยการลงทุนสาธารณูปโภคในต่างจังหวัดด้วย เช่น โครงการขนส่งมวลชนในต่างจังหวัด เป็นต้น โครงการลงทุนภาครัฐเป็นสิ่งที่น่าทำโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามีเงินสำรองระหว่างประเทศมากพอที่จะให้โครงการต่างๆ หันมากู้เงินในประเทศ แทนการกู้เงินจากต่างประเทศมาใช้ในโครงการ ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขว่าประเทศโดยรวมได้ประโยชน์ที่ดีกว่า และมีกระบวนการกำกับดูแล ควบคุมที่จะมั่นใจได้ว่า การใช้จ่ายในการลงทุนมีประสิทธิภาพที่ดีพอสมควร ส่วนตัวของผู้เขียน อยากจะเห็นรัฐบาลทุ่มเทเงิน สมอง และกำลังคน ลงไปในการลงทุนในการพัฒนาคน หรืออาจจะหมายถึงการขยายโอกาสทางการศึกษาก็ได้ การศึกษาในที่นี้ เป็นการศึกษาในความหมายกว้างที่สุด ไม่ได้หมายความแคบๆ แค่การขยายการศึกษาภาคบังคับ และไม่ได้หมายถึงงานของกระทรวงศึกษาธิการเพียงกระทรวงเดียว แต่หมายถึงการเปิดโอกาสในการเรียนรู้ทุกรูปแบบ และการเรียนรู้ตามอัธยาศัยด้วย หมายถึงการพัฒนาแรงงานและวิชาชีพทุกระดับด้วย หมายถึงการมีข้อมูลสารสนเทศที่จำเป็น มีตำราและมีแหล่งแห่งการเรียนรู้หลากหลายช่องทางรับและหลายวิธีการนำเสนอ การศึกษาโดยนัยนี้ ควรมีเป้าหมายที่การเพิ่มคุณภาพของมนุษย์ทุกคนในสังคม ให้คนส่วนใหญ่ได้มีโอกาสพัฒนาและใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในตน การศึกษาเป็น "สาธารณูปโภค" ที่จำเป็นที่สุดและถูกละเลยมากที่สุดจากทุกรัฐบาล ถ้าวางระบบการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาให้ดี จะมีผลช่วยเรื่องการกระจายรายได้ไปสู่ผู้มีรายได้ต่ำ ได้ทันที และต่อไปยังมีผลอีกช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ด้านการกระจายรายได้ระหว่างคนมีมากกับคนไม่มีหรือมีน้อยเกินไป และระหว่างเมืองใหญ่กับเมืองเล็กและชนบทอีกด้วย สิ่งเหล่านี้จะมีอานิสงส์ไปถึงการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศด้วยโดยปริยาย หน้า 6
|