หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ความยากจน ประชานิยม กับเศรษฐกิจไทย

แจงสี่เบี้ย : ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ความยากจนเป็นปัญหาที่เกาะกินสังคมไทยมานาน 20 ปีที่แล้วเรามีคนจนซึ่งหมายถึงคนที่มีรายได้ไม่พอต่อการยังชีพขั้นพื้นฐาน ถึงประมาณ 1 ใน 3 ของประชากร หรือประมาณ 18 ล้านคน เศรษฐกิจที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปี 2531 จนถึงก่อนวิกฤติปี 2540 ได้ช่วยทำให้จำนวนคนยากจนลดน้อยลง

กระนั้นก็ตาม จากข้อมูลล่าสุดของสภาพัฒน์ ปี 2549 เรายังมีคนจนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,386 บาท/เดือน (ซึ่งถือว่าไม่พอ แม้กระทั่งจะยังชีพแบบพื้นฐานที่สุด) ถึงร้อยละ 10 ของประชากร หรือประมาณ 6 ล้านคน และถ้ารวมคนเกือบจน ซึ่งมีรายได้ไม่เกิน 1,600 บาท/เดือน ซึ่งมีอีก 8 ล้านกว่าคน คนจนก็จะมีถึง 15 ล้านคน

ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกลงไปอีก จะเห็นว่ากว่าร้อยละ 80 ของคนจนดังกล่าวอาศัยอยู่ภาคเหนือและอีสาน และถ้าดูสัดส่วนรายได้ของ 2 ภาคนี้ จะเห็นว่ามีสัดส่วนรายได้เพียงร้อยละ 19 ของรายได้รวมของคนทั้งประเทศ ขณะที่มากกว่าครึ่งหนึ่ง ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ หรือประมาณ 34 ล้านคน อาศัยอยู่ใน 2 ภาคนี้

ข้อสรุปจากตัวเลขเหล่านี้ คือ ไม่ใช่เพียงแต่คนจนเกือบทั้งหมดเท่านั้นที่อาศัยอยู่ใน 2 ภาคนี้ แต่ยังมีปัญหาการเหลื่อมล้ำด้านรายได้อย่างรุนแรงอีกด้วย ทั้งนี้ คนจนส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม และอาศัยอยู่ในชนบทของภาคเหนือและภาคอีสาน นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมนโยบายที่เรามักเรียกว่าประชานิยม จึงมุ่งไปสู่คนกลุ่มนี้

หากเรามาดูข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างไทยกับต่างประเทศ ก็จะเห็นว่าโครงสร้างรายจ่ายเพื่อสวัสดิการ และสังคมของประเทศเรายังต่ำ ไม่ว่าจะเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันก็ตาม

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนรายจ่ายในด้านสวัสดิการสังคมนี้ เริ่มขยายตัวมากขึ้นในทศวรรษหลังนี้ และเมื่อผนวกกับบทบาทของรัฐในการดูแลผู้ด้อยโอกาสที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญและที่ประกาศโดยพรรคการเมืองต่างๆ จะเห็นว่าเราคงมาถึงจุดที่นโยบายลักษณะนี้คงเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่คาดการณ์ได้ในอนาคต คือ เราต้องใช้เม็ดเงินมากขึ้น

ประเด็นสำคัญ คือ เราควรกระตุ้นให้รัฐบาลต่อมาใช้นโยบายประชานิยมไปตามแนวทางที่ถูกต้องอย่างไร และจะจัดหารายได้มาจุนเจือนโยบายดังกล่าวได้อย่างไร ซึ่งผมเห็นว่ารัฐบาลใหม่ควรให้ความสนใจในประเด็นเหล่านี้ คือ

(1) ไม่ใช้ประชานิยมจนถังแตก ถึงแม้หนี้สาธารณะตอนนี้จะไม่สูงมาก (<40%/GDP) แต่ก็ควรคำนึงถึงความสามารถ ในการหาเงินด้วย เมื่อใช้เงินเก่ง ก็ต้องหารายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงการปฏิรูปภาษีอากร ขยายฐานให้ผู้ที่ไม่เคยเสียภาษีเข้ามาอยู่ในระบบให้มากขึ้น ทบทวนการลดหย่อนภาษีที่ไม่จำเป็น และการลดภาษีที่ไม่ได้เพิ่มการแข่งขันของประเทศก็ไม่ควรทำ เพราะเป็นมาตรการเหวี่ยงแหคนมีสตางค์ก็จะได้ประโยชน์ และเป็นภาระทางการคลังมากขึ้นด้วย

(2) การแก้ความยากจนที่ดีที่สุด คือการสร้างงาน คนอยุธยามีรายได้มากกว่าคนสุรินทร์ ก็เพราะเขามีงานในโรงงานอุตสาหกรรมทำ ส่วนในระยะยาว การทำให้ประชาชนคิดเป็น ผ่านการศึกษาที่มีประสิทธิผล จะเป็นการแก้ความยากจนที่ยั่งยืนที่สุด

(3) ถ้าเป็นไปได้ พยายามเลือกใช้นโยบายรายจ่ายที่มุ่งไปสู่คนเฉพาะกลุ่มที่ต้องการ และควรหลีกเลี่ยงมาตรการที่เหวี่ยงแห เช่น เงินอุดหนุนทั่วไปให้พลังงานมีราคาถูก ซึ่งจะทำให้คนมีรายได้สูงได้ประโยชน์ และก่อให้เกิดการใช้ที่ไม่มีประสิทธิภาพด้วย พูดง่ายๆ คือ พยายามหลีกเลี่ยงมาตรการที่ไม่เป็นไปตามกลไกการทำงานของตลาดเสรี

(4) ใช้ประชานิยมที่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจมีประสิทธิภาพและลดต้นทุน เช่น การใช้นโยบายปรับปรุงระบบขนส่งมวลชนในรูปแบบต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาจราจร เป็นต้น

(5) สุดท้าย คงต้องพยายามทำให้ภาคเศรษฐกิจที่เข้มแข็งอยู่แล้ว อาทิเช่น ห้างร้านธุรกิจได้ใช้ศักยภาพให้เต็มที่ เพื่อแข่งขันกับนานาชาติ เหล่านี้จำเป็นต้องปฏิรูปกฎระเบียบราชการ ลดความซ้ำซ้อน ลดต้นทุน เพิ่มบทบาทของตลาดในรัฐวิสาหกิจที่ด้อยประสิทธิภาพ ปรับปรุงระบบขนส่งสินค้า ตลอดจนมุ่งเปิดตลาดใหม่ และเจรจาการค้าที่เหมาะสม เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวดี จะได้เก็บภาษีไปใช้ตามนโยบายได้

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องยากและท้าทาย ทำได้มากน้อยแค่ไหนไม่เป็นไร ขอให้มีสัมมาทิฐิคิดถึงปัจจัยเหล่านี้ให้รอบด้าน ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ

บทความนี้ เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย **