หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
อะไรมั่นคง

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายวัน  วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10845

เป้าหมายที่แท้จริงของ พ.ร.บ.ความมั่นคงคืออะไร ผมคิดว่าอธิบายได้เป็นสองแนวทาง อย่างแรกก็อย่างที่ผู้สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้พูด คือมีความจำเป็นด้านการทหาร, ข่าวกรอง, การปกครอง ฯลฯ ที่จะต้องรับมือกับการก่อการร้ายในบางสถานการณ์ อย่างที่สองคือหวังผลทางการเมือง ที่กองทัพจะถืออำนาจพิเศษบางอย่างไว้ในมือ เพื่อรักษาการนำ (hegemony) ของตนไว้ในการเมืองไทยตลอดไป (อย่างที่เคยทำได้ด้วยการโหมโฆษณาภัยคอมมิวนิสต์มาก่อน)

ในแนวทางแรก คือความจำเป็นในบางสถานการณ์ ต้องยอมรับว่ามีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นในการแข็งขืนอำนาจรัฐ อย่างชนิดที่มีการจัดตั้ง ในสมัยที่ พคท.ยังปฏิบัติการด้วยอาวุธ พคท.มีฐานที่มั่นที่แน่นอน การปราบปราม (ส่วนหนึ่ง) อาจทำได้ด้วยวิธีการทางทหาร คือยกกำลังเข้าตี แต่การแข็งขืนอำนาจรัฐของกลุ่มผู้ก่อการในภาคใต้ปัจจุบัน ไม่มีฐานที่มั่นที่แน่นอน หากกระจายกำลังออกเป็นกลุ่มย่อย และปฏิบัติการอย่างค่อนข้างเป็นอิสระ

แม้การปฏิบัติการนั้นเองก็มีลักษณะที่แตกต่างจาก พคท. ผู้ก่อการในภาคใต้ใช้วิธีสร้างความสะพึงกลัว เพื่อทำให้อำนาจรัฐอ่อนแอลง ทั้งในความเป็นจริงและในสายตาของชาวบ้าน ในขณะเดียวกันก็ใช้เป็นกับดักล่อให้รัฐตอบโต้ด้วยวิธีการอย่างเดียวกัน เพื่อทำให้ประชาชนทั่วไปรังเกียจและชิงชังรัฐ

วิธีการทางทหารที่กองทัพมีอยู่ ไม่อาจใช้เพื่อสร้างความสงบกลับคืนมาได้ และยิ่งใช้วิธีแบบเดิมๆ คือสร้างความสะพึงกลัวให้คนที่กองทัพสงสัยว่าเป็นแนวร่วม ก็ยิ่งเข้าทางของผู้ก่อการ เพราะนอกจากไม่มีใครวางใจกับอำนาจรัฐแล้ว ยังไม่มีใครไว้ใจอำนาจรัฐอีกด้วย

เพราะฉะนั้น อย่างไรเสียก็ต้องปรับเปลี่ยน

แต่การปรับเปลี่ยนเพื่อรับปัญหาใดๆ ก็ตาม มีหนทางเกินหนึ่งเสมอ ดังเช่นในกรณีดังกล่าว กองทัพและรัฐ อาจปรับเปลี่ยนได้อย่างน้อยสองทาง หนึ่งคือปรับเปลี่ยนสมรรถภาพของกองทัพให้เผชิญกับศัตรูรูปแบบใหม่นี้ได้ หรือสองปรับเปลี่ยนสังคมให้ต้องจำนนต่อสมรรถภาพเก่าๆ แบบเดิมที่กองทัพมีอยู่

จะปรับเปลี่ยนสมรรถภาพของกองทัพได้อย่างไร คำตอบกว้างๆ ก็คือ 1/ภารกิจของกองทัพในด้านนี้ไม่อาจแยกออกมาจากกิจการด้านอื่นๆ ได้เสียแล้ว จำเป็นต้องปฏิบัติการร่วมไปกับหน่วยงานอื่นๆ โดยมีผู้รับผิดชอบทางการเมืองเป็นผู้อำนวยการ ความคิดที่จะตั้งทบวงขึ้นต่างหากเพื่อจัดการนั้นถูกต้อง แต่ไม่ใช่เพื่อรองรับ พ.ร.บ.ความมั่นคง หากเป็นภารกิจที่ต้องปฏิบัติร่วมกันอย่างมีเอกภาพ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ, กรมชลประทาน, การไฟฟ้าฯ, กรมทางหลวง, กระทรวงศึกษาฯ, ฯลฯ รวมแม้กระทั่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, เอ็นจีโอ, องค์กรประชาชน, ผู้นำศาสนา ฯลฯ

แต่ต้องจัดการด้วยกุศโลบาย ไม่ใช่ด้วยอำนาจ ฉะนั้นผู้นำองค์กรใหม่นี้ต้องไม่ใช่กองทัพ ซึ่งสมควรเป็นเพียงหน่วยหนึ่งในภารกิจทั้งหมด

และ 2/ กองทัพต้องสร้างสมรรถภาพที่เหมาะสมแก่กำลังพลของตนเอง เทคโนโลยีมีความจำเป็นอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่ต้องเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสม (ไม่แพง, ไม่พึ่ง, ใช้การได้) แต่ที่สำคัญเหนือเทคโนโลยีคือสมรรถภาพของกำลังพล สมรรถภาพไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เกิดจากการฝึก การฝึกก็ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เกิดจากความรู้ซึ่งกองทัพต้องเร่งสั่งสมรวบรวม เพื่อฝึกทหารของตนให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในสถานการณ์นั้นๆ

ยกตัวอย่างเช่น ทหารถูกซุ่มโจมตีอยู่เสมอ เสียกำลังพลไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ถามว่ากองทัพมีข้อมูลละเอียดมากขึ้น จากการที่กำลังพลถูกซุ่มโจมตีหรือไม่ เพื่อนำมาวิเคราะห์หาเงื่อนไขร่วมบางอย่าง นับตั้งแต่เวลา, ลักษณะการซุ่ม, เหตุการณ์ผิดปกติบางอย่างก่อนจะถูกโจมตี, เหตุการณ์หลังการโจมตี, ลักษณะเคลื่อนย้ายกำลังพลที่เปิดโอกาสให้ถูกโจมตี ฯลฯ รายละเอียดทั้งหมดเหล่านี้ นำไปสู่การฝึกที่มีประโยชน์ต่อปฏิบัติการของกำลังพล กองทัพสมัยใหม่ปฏิบัติการได้ด้วยความรู้ แต่ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นความรู้เกี่ยวกับจรวดนำวิถีเพียงอย่างเดียว แม้การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการปฏิบัติการอย่างได้ผลเช่นนี้ ก็เป็นความรู้ที่ขาดไม่ได้

และยังมีความรู้อีกมากที่กองทัพต้องสร้างขึ้นให้แก่ตนเอง เพื่อปรับเปลี่ยนสมรรถภาพของกองทัพ ให้เหมาะกับการเผชิญสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ความรู้เหล่านี้คือ "กึ๋น" นะครับ ถ้าพี่ไม่มีกึ๋นเอง แล้วบอกให้ผมยอมให้พี่ใช้อำนาจอย่างไม่อั้น นอกจากผมไม่ยอมแล้ว ผมยังไม่เชื่อด้วยว่าพี่จะจัดการความไม่สงบในภาคใต้ หรือภาคไหนก็ตามที่เลือกจะใช้ยุทธวิธีใหม่เช่นนี้ได้สำเร็จ

น่าเสียดายที่ว่า กองทัพกำลังเผชิญปัญหาใหม่ ซึ่งต้องการคำตอบใหม่ ในช่วงที่กองทัพมีอำนาจมาก และเหมือนบุคคลและองค์กรทั้งหลายที่มีอำนาจมาก มักไม่ใช่ปัญญา

ในที่สุดรัฐและกองทัพก็เลือกที่จะปรับเปลี่ยนสังคม ให้ยอมรับอำนาจนำของกองทัพซึ่งไม่มี "กึ๋น" ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยังโชคดีที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์สัญญาว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะแก้ไข (ที่จริงควรยกเลิก) พ.ร.บ.ฉบับนี้ น่าจะมีใครถามหัวหน้าพรรค พปช.ให้แม่นมั่นว่า หากได้เป็นรัฐบาล จะมีท่าทีต่อ พ.ร.บ.ฉบับนี้อย่างไร ผมเองก็อยากได้ยินคุณสมัคร สุนทรเวช ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับ "เขตดุสิต" พูดมาให้ชัดๆ ในเรื่องนี้เหมือนกัน

หากจะอธิบายเป้าหมายที่แท้จริงของ พ.ร.บ.ด้วยแนวทางที่สอง คือต้องการจะวางอำนาจการนำของกองทัพไว้เป็นการถาวรในการเมืองไทย ก็จะเห็นอำนาจอันไร้ขีดจำกัดของ กอ.รมน.ในเรื่องนี้ได้ดี

อำนาจอันไร้ขีดจำกัดนี้ อาจนำไปใช้เพื่อปราบหรือปรามผู้ที่คัดค้านต่อต้านโครงการขนาดใหญ่ของรัฐได้ทุกโครงการ หากสมัชชาคนจนยึดหัวเขื่อนปากมูลภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ กฟผ.ก็ไม่ต้องตั้งกองกำลังของตนเองไว้ราวีชาวบ้าน แต่อาจยืมมือ กอ.รมน.วินิจฉัยว่า การกระทำของชาวบ้านกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ด้วยเหตุดังนั้น กอ.รมน.จึงสั่งให้ชาวบ้าน ถอนตัวออกจากหัวเขื่อนภายใน 24 ชั่วโมงได้ หากชาวบ้านไม่ทำตาม กองทัพก็จะจัดการให้เกิดความมั่นคงของรัฐขึ้นที่หัวเขื่อน

มหาวิทยาลัยลานหอยเสียบหรือ กัดกินความมั่นคงของรัฐอย่างฉกาจ ฉะนั้น กอ.รมน.อาจสั่งให้แกนนำออกนอกพื้นที่ได้ทันที หากมีการเล่นกลประชาพิจารณ์ที่หาดใหญ่ ก็อาจออกคำสั่งห้ามชาวบ้านจากจะนะใช้ถนนเข้าหาดใหญ่ ในช่วงที่เขาทำประชาพิจารณ์ แล้วโครงการวางท่อก๊าซก็กลายเป็นความชอบธรรมด้วยประชาพิจารณ์พิกลพิการนั้นไปทันที

อำนาจนี้จึงสามารถใช้ปกป้องการทำงานของระบบราชการ ซึ่งนับวันก็จะถูกประชาชนตรวจสอบมากขึ้นตามลำดับได้เป็นอย่างดี แม้แต่นักการเมืองซึ่งจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องยอมจำนนต่อระบบราชการมากขึ้น เพราะหากการต่อต้าน หรือตรวจสอบพุ่งเป้าไปที่ตนเอง ก็จะไม่มีเกราะใดๆ คุ้มกันได้ ในทางตรงกันข้าม หากพุ่งเป้าไปที่ระบบราชการ ก็จะมี พ.ร.บ.ฉบับนี้ปรามหรือปราบเพื่อความมั่นคงได้ ฉะนั้นนักการเมืองจึงไม่ควรแข็งข้อกับราชการเกินไปนัก

อันที่จริง พ.ร.บ.ฉบับนี้ แม้ขัดแย้งโดยตัวอักษรกับรัฐธรรมนูญ 2550แต่กลับสอดคล้องกับเจตนารมณ์อย่างดี เพราะภายใต้อำมาตยาธิปไตยที่เป็นมาในประเทศไทยนับตั้งแต่ พ.ศ.2476 เป็นต้นมา กองทัพคือผู้นำของระบบราชการทั้งระบบ เพราะกองทัพเท่านั้นที่ครอบครองอำนาจดิบไว้มากมาย เหนือกฎหมายด้วย เพราะกองทัพอาจทำรัฐประหารได้ ยิ่งมี พ.ร.บ.ฉบับนี้มาช่วย ยิ่งไม่ต้องทำรัฐประหาร เพราะให้อำนาจเหนือกฎหมายไว้แล้ว ดังที่โฆษกของกองทัพยอมรับว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ละเมิดรัฐธรรมนูญ แต่จำเป็นต้องละเมิด (เพื่อความมั่นคงตามความหมายของกองทัพ)

อำนาจนี้ของกองทัพ อาจเอาไปใช้ "ขาย" บริการแก่ใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนเป็นตัวเงินอย่างเดียว อาจแลกเปลี่ยนเป็นตำแหน่งในกองทัพเองก็ได้ และกองทัพนั้นอยู่พ้นการตรวจสอบของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือประชาชน จะแน่ใจได้อย่างไรว่ากองทัพไม่ "ขาย" บริการจากอำนาจนี้แก่นักการเมือง (ไม่ใช่ในอนาคตอันใกล้ แต่ในระยะยาว) การตรวจสอบควบคุมนักการเมืองดังที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญโฆษณาไว้ จะมีความหมายอะไรเหลืออยู่

ไม่ว่าจะอธิบายด้วยแนวทางใด ผลก็เป็นคำถามเดียวกัน "ก็เมื่อพี่ไม่มีกึ๋นแล้ว พี่จะสั่งสมอำนาจไปทำไม?"

หน้า 6