|
||||||||||||||
|
ถึงคราวนักเศรษฐศาสตร์
ออกแบบกลไก ?
คอลัมน์ มองซ้าย มองขวา โดย ภาวิน ศิริประภานุกูล pawin@econ.tu.ac.th ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3950 (3150) ก็ตกบันไดกันไปเช่นทุกปีครับ สำหรับ ผู้ที่ออกมาคาดการณ์ถึงตัวเก็งที่จะได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี ค.ศ.2007 เนื่องจากในวันที่ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมา สถาบัน Royal Swedish Academy of Sciences ได้ประกาศให้ศาสตราจารย์ Leonid Hurwicz แห่งมหาวิทยาลัยมินนิโซตา ศาสตราจารย์ Roger Myerson แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก และศาสตราจารย์ Eric Maskin แห่ง Institute of Advanced Study ในเมืองพรินซ์ตัน (ซึ่งผมเข้าใจว่าสถาบันนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันนะครับ) เป็นผู้ได้รับรางวัลดังกล่าวในปีนี้ ตามประกาศอย่างเป็นทางการ ศาสตราจารย์ทั้งสามท่านได้รับรางวัลในฐานะที่เป็นผู้บุกเบิก และวางรากฐานการศึกษา Mechanism Design Theory ซึ่งผมเห็นงานเขียนหลายๆ ชิ้นแปลเป็นไทยว่า "ทฤษฎีการออกแบบกลไก" ผมจึงขอใช้ชื่อนี้ด้วยเช่นกันครับ หลายท่านคงจะทราบกันแล้วว่า ผู้ที่เริ่มต้นศึกษาทฤษฎีการออกแบบกลไกนี้คือคุณตา Hurwicz ที่ปัจจุบันมีอายุ 90 ปี เป็นผู้สร้างสถิติอายุสูงสุดตลอดกาลของผู้ได้รับรางวัลโนเบลในทุกสาขาวิชาตั้งแต่ได้เริ่มมีการประกาศรางวัลมา Hurwicz เกิดในกรุงมอสโก ในปี ค.ศ.1917 ช่วงการปฏิวัติบอลเชวิก (Bolshevik) หลังจากมีอายุได้ 2 ขวบ ครอบครัวก็พาเขาอพยพไปอยู่ ในประเทศโปแลนด์ ที่นั่น Hurwicz จบการศึกษาดีกรีแรกในสาขานิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยวอร์ซอ (Warsaw) และก็ได้มีโอกาสเข้าศึกษา ต่อหนึ่งปีที่ London School of Economics โรงเรียนเดียวกับอาจารย์ป๋วยของพวกเราครับ ในช่วงชีวิตของ Hurwicz ได้พบเห็นยุครุ่งเรืองของโซเวียต รัสเซีย และยุคตกต่ำของระบบตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงทศวรรษที่ 1930 ซึ่งโลกได้ประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำถึงขีดสุด ที่เรามักเรียกกันว่ายุค great depression จึงไม่น่าแปลกใจที่คุณตา Hurwicz จะให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งกับข้อถกเถียงที่โด่งดังในยุคนั้น ในเรื่องที่ว่าการจัดสรรทรัพยากรภายใต้ระบบ รวมศูนย์แบบคอมมิวนิสต์จะสามารถทำได้อย่าง มีประสิทธิภาพมากกว่าระบบตลาดหรือไม่ และจะว่าไปแล้วทฤษฎีการออกแบบกลไกก็น่าจะ มีจุดกำเนิดมาจากคำถามข้อนี้นั่นเอง อีกเหตุการณ์หนึ่งซึ่งมีอิทธิพลต่อชีวิตการทำงานของ Hurwicz เป็นอย่างมากก็คือการที่เขาได้มีโอกาสเป็นผู้วิจารณ์หนังสือชื่อ Theory of Games and Economic Behavior ของ John von Neumann และ Oskar Morgenstern สองคู่หูผู้ให้กำเนิดทฤษฎีเกม ในปี ค.ศ.1945 Hurwicz ยกย่องหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างมาก และก็ได้ใช้เวลาที่เหลือทั้งชีวิตทำงานเกี่ยวกับแนวคิดต่างๆ ของทฤษฎีเกม ในปี ค.ศ.1960 ผลงานชิ้นสำคัญชิ้นแรกของเขาในชื่อ Optimality and Informational Efficiency in Resource Allocation Processes ก็ได้ออกมาสู่สายตาสาธารณชน โดยผลงานชิ้นนี้ถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของทฤษฎีออกแบบกลไก ไอ้ตัว "mechanism" หรือ "กลไก" ในที่นี้ มีลักษณะเหมือนกับศูนย์ประมวลผลข้อมูล โดยมันจะเป็นตัวรับข้อมูลต่างๆ ที่ผู้คนในระบบ ส่งเข้ามา และจะเป็นตัวประกาศว่าภายหลังจากประมวลผลข้อมูลแล้วใครจะได้รับการจัดสรรทรัพยากรอย่างไร ทฤษฎีการออกแบบกลไก ก็คือทฤษฎีที่ว่าด้วยการออกแบบ "กฎเกณฑ์" ในการจัดสรรทรัพยากรของตัวศูนย์ประมวลผลข้อมูล เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์อันหนึ่ง และรวมไปถึงการออกแบบ "ข้อความ (message)" ที่ให้ผู้คนส่งไปถึงศูนย์ประมวลผลข้อมูลนี้ด้วย มีผู้ให้ข้อสังเกตว่า การตั้งกรอบความคิด ในลักษณะนี้ของ Hurwicz น่าจะได้รับอิทธิพล มาจากแนวคิดของ Friedrich von Hayek ผู้มีบทบาทสำคัญในการถกเถียงเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรระหว่างระบบตลาด กับระบบรวมศูนย์แบบคอมมิวนิสต์ในช่วงที่ Hurwicz กำลังศึกษาอยู่ที่ London School of Economics โดย Von Hayek ตั้งข้อสังเกตว่า การจะให้คำตอบในเรื่องนี้ได้จำเป็นจะต้องมีกรอบความคิดที่อยู่ในระดับรากฐาน มากพอที่จะรองรับระบบการจัดสรรทรัพยากรทั้งสองรูปแบบ โดยไม่มีองค์ประกอบของระบบใดระบบหนึ่ง อยู่ในตัวกรอบความคิดนั้นเลย กรอบความคิดที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวกลไก ของ Hurwicz สามารถรองรับระบบการจัดสรรทรัพยากรทั้งสองรูปแบบได้ และจากคำให้การของตัว Hurwicz เอง เขาไม่ได้จำกัดรูปแบบ ของตัวกลไกของเขาอยู่แค่ระบบตลาดและ ระบบรวมศูนย์เพียงเท่านั้น แต่เขาต้องการให้กรอบความคิดของเขา สามารถวิเคราะห์ระบบ การจัดสรรทรัพยากรในรูปแบบอื่นๆ เท่าที่จะจินตนาการออกได้เข้าไปด้วย งานของ Hurwicz ไม่ได้จำกัดอยู่ที่แนวคิด พลิกโลก (ของวิชาเศรษฐศาสตร์) ของตัวกลไกนี้เท่านั้น แต่เขายังเป็นผู้นำเสนอสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เราเรียกกันว่า "incentive compatible constraint" โดยการส่งข้อความของผู้คนไปยังศูนย์ประมวลผลข้อมูล จำเป็นจะต้องคำนึงถึง แรงจูงใจในการส่งข้อมูลของผู้ส่งประกอบกันไป ไม่ใช่ว่าเราจะสมมติมั่วๆ ให้ข้อความที่ผู้คน ส่งเข้าไปที่ศูนย์ประมวลผลว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับตัวผู้ส่ง ถ้าหากข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลลับเฉพาะของตัวผู้ส่งที่ผู้อื่นไม่สามารถสังเกต หรือตรวจสอบได้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมา สมมติว่าข้อความนั้นๆ จะระบุข้อมูลที่ถูกต้อง เกี่ยวกับตัวผู้ส่ง ดังนั้นการออกแบบกลไก (ซึ่งผมขอย้ำ อีกครั้งว่าเป็นการออกแบบกฎเกณฑ์ในการจัดสรรทรัพยากรของศูนย์ประมวลผลข้อมูล) จำเป็น จะต้องคำนึงถึงแรงจูงใจของตัวผู้ส่งข้อความมา ยัง ตัวศูนย์ประมวลผลข้อมูลเข้าไปด้วย อย่างไรก็ตาม กรอบความคิดของ Hurwicz มีข้อจำกัดจำนวนมากและยากในการประยุกต์ใช้ โดยผู้ที่ทำให้ทฤษฎีการออกแบบกลไกเป็นที่แพร่หลายในแวดวงวิชาการจริงๆ น่าจะเป็นฝีมือของ Roger Myerson ผู้ร่วมรับรางวัลคนที่สองครับ Roger Myerson ปัจจุบันอายุ 56 ปี จบการศึกษาปริญญาเอกทางด้านคณิตศาสตร์ประยุกต์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในความคิดของผม Myerson นี่ไม่ใช่แค่เก่งครับ แต่ยังสามารถเขียนงานยากๆ ให้ออกมาอ่านเข้าใจง่ายได้อย่างไม่น่าเชื่อ การศึกษาในลักษณะการออกแบบกลไก ในปัจจุบันส่วนใหญ่อาศัยแบบจำลองพื้นฐานจาก งานเขียนชิ้นหนึ่งของ Myerson ส่วน Eric Maskin ซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับ Myerson และจบการศึกษามาจากที่เดียวกัน เป็นเจ้าของผลงานที่โด่งดัง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสาขาที่เราเรียกกันว่า implementation theory ครับ จะว่าไปแล้ว ก็มีส่วนคล้ายคลึงกับทฤษฎี การออกแบบกลไกมาก เพียงแต่ว่า Maskin เพิ่มเงื่อนไขทางเทคนิคที่สำคัญเข้ามาอีกข้อหนึ่ง เพื่อทำให้แน่ใจว่ากลไกที่ออกแบบมานั้น จะนำไปสู่เป้าประสงค์ที่เราอยากให้มันเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ มาถึงตรงนี้ผมขอยกตัวอย่างที่มักจะถูกใช้บ่อยๆ ในตอนเริ่มต้นศึกษาทฤษฎีออกแบบกลไก นั่นคือ มีแม่สองคนเข้ามาร้องขอความช่วยเหลือให้กษัตริย์โซโลมอนตัดสินหาตัวแม่ที่แท้จริงให้กับทารกคนหนึ่ง แม่ทั้งสองคนต่างอ้างว่าเป็นแม่ ที่แท้จริง และก็ไม่มีผู้ใดในเมืองเลยที่รู้แน่ว่าใครเป็นแม่ที่แท้จริงของทารกน้อยคนนี้ ภายหลังตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง กษัตริย์โซโลมอนจึงตัดสินใจว่าถ้าไม่มีใครยอมรับว่าเป็นแม่ตัวปลอม ท่านจะให้ทหารจัดการแบ่งทารกน้อยออกเป็นสองซีกโดยแม่แต่ละคนจะได้รับทารกไปคนละซีก เมื่อได้ยินดังนั้นแม่คนหนึ่งจึงยอมรับว่า ตนเองเป็นแม่ตัวปลอม และเมื่อกษัตริย์โซโลมอนได้ยินดังนั้นจึงจัดการยกทารกน้อย ให้กับแม่ผู้ยอมรับว่าเป็นแม่ตัวปลอมดังกล่าว ลองมาเอาตัวอย่างของเราเข้ากับกรอบการออกแบบกลไกดูครับ โดยในที่นี้กษัตริย์โซโลมอนเป็นนักออกแบบกลไก ที่จะจัดสรรทารกน้อย ให้กับแม่ทั้งสองคน ทารกน้อยแบ่งครึ่งไม่ได้ ดังนั้นกลไกดังกล่าว จำเป็นจะต้องจัดสรรทารกน้อยทั้งตัวให้กับแม่ที่แท้จริงเพียงคนเดียว ข้อความที่กษัตริย์โซโลมอนให้แม่ทั้งสองส่ง เข้ามาก็คือว่า แม่คนดังกล่าวเป็นแม่ตัวจริงหรือ ตัวปลอม โดยกษัตริย์โซโลมอนจะต้องคำนึงถึงแรงจูงใจในการส่งข้อความของแม่ทั้งสองคนเข้าไปในการออกแบบกลไกด้วย ด้วยการประกาศจะแบ่งซีกทารกน้อย แม่ตัวจริงซึ่งรักลูกและไม่อยากให้ลูกตายจะมี แรงจูงใจในการส่งข้อความว่าตนเองเป็นแม่ตัวปลอมมาให้กับกษัตริย์โซโลมอน ดังนั้นในท้ายที่สุดกฎเกณฑ์ที่ใช้ในการจัดสรรทรัพยากรก็คือเอาตัวทารกน้อยให้กับแม่ที่ส่งข้อความเข้ามา ว่าตนเองเป็นแม่ตัวปลอม จะเห็นได้ว่าทฤษฎีออกแบบกลไกจะมีประโยชน์มากในกรณีที่ข้อมูลข่าวสารในการจัดสรรทรัพยากรไม่สมบูรณ์ ในตัวอย่างข้างต้น ถ้าหากกษัตริย์โซโลมอนรู้แน่ว่าใครเป็นแม่ของเด็กทารกที่แท้จริง ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมานั่งออกแบบกลไกอะไรให้ยุ่งยาก ในโลกของความเป็นจริง เรามีตัวอย่างมากมายที่จะสามารถประยุกต์ใช้ได้กับทฤษฎีการออกแบบกลไกครับ ลองพิจารณาถึงกรณีที่แม่มีลูกสามคน และลูกทั้งสามคนต่างก็มีครอบครัวและแยกกันอยู่ ปัญหามีอยู่ว่า ทั้งสามคนจะแชร์ส่วนแบ่งค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูแม่ของตนเองอย่างไรให้สอดคล้องกับความต้องการทางจิตใจของแต่ละคน หรือในโจทย์ที่ใหญ่กว่านั้น เราอยากจะเอา เงินรัฐบาลมาอุดหนุนการศึกษาให้กับนักศึกษา ในมหาวิทยาลัยรัฐ แต่ปัญหามีอยู่ว่าเราไม่รู้ว่า มันคุ้มค่าหรือไม่กับการอุดหนุนดังกล่าว แม่ค้า ใน ต่างจังหวัดที่มีลูกกำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชนจะเห็นด้วยหรือไม่ที่จะนำเงินภาษีของตน มาอุดหนุนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยรัฐ เราจะมีกลไกในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างไร เราเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ในประเทศของเรา และเราต้องการจัดสรรสัมปทานคลื่นความถี่ เพื่อให้รัฐมีรายได้จากการจัดสรรให้มากที่สุด เราจะ มีกลไกในการจัดสรรอย่างไร เราจะทำอย่างไร ถ้าหากเราอยากให้ผู้จัดรายการที่มีสารประโยชน์ บางส่วนไม่ให้เสียเปรียบในการประมูลในกรณี ที่เราเลือกการประมูลเป็นวิธีในการจัดสรร โจทย์ต่างๆ เหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการออกแบบกลไก ซึ่งได้มีการเริ่มต้นศึกษากัน ในแวดวงวิชาการอย่างจริงจัง มาแล้วพักหนึ่งครับ ถึงแม้เราจะยังไม่เห็นการประยุกต์ใช้ที่ให้ผลสำเร็จอย่างชัดเจน แต่เราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพัฒนาการในการศึกษาทางด้านนี้จะนำมาซึ่งประโยชน์อย่างชัดเจนในอนาคต ขอแสดงความชื่นชม และยินดีกับผู้ได้รับรางวัลโนเบลทั้งสามในปีนี้อีกครั้งครับ หน้า 45
|