|
||||||||||||||
|
การดำเนินชีวิต
ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
บทความ โดย ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3949 (3149) เนื่องจากแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เป็นทั้งปรัชญาสำหรับพัฒนาประเทศ และสำหรับดำเนินชีวิตของบุคคล จะดำเนินชีวิตอย่างไรจึงจะเรียกว่าปฏิบัติตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นข้อกังขาอันดับแรก วิธีคิดง่ายๆ ได้แก่การพิจารณาว่า มนุษย์เราประกอบด้วยสองส่วน คือ ร่างกาย และจิตใจ ซึ่งต่างต้องได้รับการตอบสนอง ร่างกายจะอยู่ได้ ก็ต่อเมื่อมีสิ่งหล่อเลี้ยงตามที่ธรรมชาติกำหนดมา ฉะนั้นเราต้องแสวงหาให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ร่างกายต้องการด้วยวิธีที่สังคมยอมรับ เมื่อใดได้มา ครบถ้วน เมื่อนั้นร่างกายจะอยู่ในสภาพ "เพียงพอ" และในระหว่างที่ร่างกายอยู่ในสภาพเพียงพอนั้น ถ้าเรารู้สึกพอใจพร้อมกันไปด้วย แสดงว่าเรามีความ "พอเพียง" การดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงต้องมีทั้งความ "เพียงพอ" ทางร่างกาย และ "พอเพียง" ทางจิตใจ ซึ่งต้องได้รับการฝึกฝนให้เข้าใจ และเกิดวินัยที่จะปฏิบัติตามความเข้าใจนั้นๆ ในระดับพื้นฐานความต้องการของร่างกาย ถูกกำหนดขึ้นโดยธรรมชาติว่าจะต้องมีอย่างน้อยปัจจัยสี่ อันได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค สิ่งเหล่านี้ทุกคนจะต้องมี อย่างครบถ้วนจึงจะเรียกได้ว่ามีอย่าง "เพียงพอ" ในด้านอาหาร จริงอยู่เราอาจไม่รู้อย่างละเอียดยิบว่าอาหารแต่ละอย่างให้อะไรเราบ้าง แต่การศึกษาเบื้องต้นบอกเราว่า ถ้าเรารับประทานอาหารหลากหลายและให้ครบทุกหมวดหมู่ โอกาสที่ร่างกาย จะได้รับทุกอย่างครบถ้วนมีอยู่สูง นั่นหมายความว่าถ้าเรามีทางเลือก เราต้องมีทั้งความเข้าใจ และวินัยที่จะเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่า ทางโภชนาการสูง ในปริมาณพอควร ไม่มาก เกินไป จนก่อให้เกิดความอ้วน และไม่เลือกรับประทานอาหารเพราะความอร่อยหรือทันสมัย โดยไม่คิดถึงคุณค่าทางโภชนาการ เกี่ยวกับประเด็นนี้ มีเรื่องจริงเกี่ยวกับน้าสาวกับหลานชายจากปลายทุ่งอยุธยาซึ่งมีทั้งปลาและพืชผักพื้นบ้านอุดมสมบูรณ์ น้ามีการศึกษาสูงจึงย้ายไปเป็นครูอยู่ในเมืองใหญ่ เวลากลับไปเยี่ยมบ้านเธอจะรับประทานอาหารจำพวกปลา และพืชผักพื้นบ้าน ด้วยความพอใจ ส่วนหลานชายมักบ่น ว่าปลาและผักพื้นบ้านเป็นอาหารล้าสมัย หนุ่มน้อยคนนั้นจึงชอบขับมอเตอร์ไซค์เข้าไปในตลาดเพื่อรับประทานอาหารทันสมัย ซึ่งได้แก่มาม่าที่ร้านค้านำมาต้มให้ ข้อมูลที่พอมีอยู่บ้างบ่งว่ามาม่า มีคุณค่าน้อยกว่าอาหารพื้นบ้านของชาวอยุธยา ไม่ว่าจะเป็นจำพวกน้ำพริกผักต้ม หรือแกงส้มผักกระเฉดที่รับประทานกับข้าวสวย การได้รับประทานอาหารจำพวกมาม่า อาจทำให้เกิดความรู้สึกว่าทันสมัย และพอใจ แต่มันไม่ได้หมายความว่าผู้รับประทานจะดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเขาจะไม่ได้รับคุณค่าทางโภชนาการ อย่างครบถ้วนตามความต้องการของร่างกาย ซ้ำร้ายเครื่องปรุงรสของอาหารจำพวกนั้น อาจเป็นอันตรายต่อไตเมื่อรับประทานเข้าไปบ่อยๆ หลักของการพิจารณาไม่แตกต่างออกไปสำหรับปัจจัยพื้นฐานอีกสามอย่างและปัจจัยอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิต ในยุคปัจจุบัน เช่น เครื่องมือสื่อสารและการขนส่ง ทุกคนจำเป็นต้องแสวงหามาให้เพียงพอแก่ความต้องการ เมื่อได้มาแล้วก็มีความพอใจ ไม่กระเสือกกระสนดิ้นรนแสวงหามาเพื่อสะสม หรือเพื่อแข่งขันกับ ผู้อื่น เช่น การมีบ้านใหญ่โตและหลายหลัง การมีเครื่องแต่งกายมากมายพร้อมเครื่องประดับหรูหราสารพัด และการเปลี่ยนโทรศัพท์ และรถยนต์บ่อยๆ เพื่อให้มีรุ่นล่าสุดและราคาแพง ข้อกังขาอันดับรองลงมาได้แก่ แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงขัดแย้งกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจตลาดเสรี อันเป็นแนวคิดกระแสหลักของโลกปัจจุบันหรือไม่ และการดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง จะไม่เป็นการย้อนกลับไปใช้ชีวิตในยุคหินอีกหรือ แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไม่ขัดแย้งกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจตลาดเสรี และการปฏิบัติตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง มิใช่การกลับไปใช้ชีวิตในยุคหินอย่างแน่นอน ทั้งนี้เพราะแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงวางอยู่บนฐานของระบบตลาดเสรี และเป็นแนวคิดที่ล้ำยุค แต่เป็นตลาดเสรี ชนิด ที่ไม่มีความโลภ อวิชชา และวัตถุนิยมเป็น ตัวขับเคลื่อน ตลาดเสรีมิได้กำหนดให้คนมี ความโลภ อวิชชาและบูชาวัตถุ มันเป็นระบบที่ เปิดโอกาสให้ทุกคน ทำมาค้าขายได้อย่างอิสระและมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน แต่บนโลกใบนี้มีคนโลภ คนที่ไม่มีความรู้จริง และคนที่ยึดเอาวัตถุเป็นสรณะพระเจ้าจำนวนมาก ตลาดเสรีจึงมีปัญหา ซึ่งแสดงออกมาในรูปของความขัดแย้งรุนแรง และความสุดโต่งต่างๆ ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน จริงอยู่ตลาดเสรีมีการแข่งขันเป็นตัวขับเคลื่อน แต่จุดมุ่งหมายของการแข่งขันมิใช่การเอาชนะ คู่แข่งด้วยวิธีที่ผิดกฎหมาย ทำลายคุณธรรมและผิดจรรยาบรรณ หากเป็นการหาทางใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดจะเป็นผู้ที่มีสิทธิผลิต สิ่งที่สังคมต้องการ ระบบตลาดเสรีอาจมีผลทำให้ผู้มีประสิทธิภาพ ประสบความร่ำรวย แต่ความร่ำรวยโดยตัวของมันเองมิใช่สิ่งชั่วร้าย และไม่ขัดกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง สิ่งที่เศรษฐกิจ พอเพียงไม่เห็นด้วยได้แก่การบริโภคแบบสุดโต่ง โดยเฉพาะเพื่ออวดอ้างความมั่งมีที่แสดงออกมา ในรูปของความหรูหราฟุ้งเฟ้อ ในกรณีของ ผู้มีความร่ำรวยซึ่งได้มาตามครรลองของสังคม เศรษฐกิจพอเพียงเห็นว่า ถ้าเขาจะแสวงหาความสะดวกสบายให้ตัวเองบ้างก็ไม่เป็นไรตราบใด ที่เขามีความพอประมาณ ฉะนั้นการดำเนินชีวิตตาม แนวเศรษฐกิจพอเพียงจะไม่เป็นการย้อน กลับไปอยู่ในยุคหิน ตรงข้าม การกระทำเช่นนั้น จะเป็นการก้าวเข้าสู่โลกยุคหน้าอันเป็นโลกแห่ง ความผาสุก เรื่องนี้มีคำอธิบาย ในปัจจุบันการบริโภคเกินพอดีของมนุษย์เรา ซึ่งมีทั้งหมดราว 6.5 พันล้านคนนำไปสู่ความ ขัดแย้งรุนแรงสองด้าน คือ ความขัดแย้งกับธรรมชาติและความขัดแย้งกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ความขัดแย้งกับธรรมชาติ แสดงอาการออกมาในหลายรูปแบบ เช่น มลพิษในอากาศ น้ำเน่า โรคร้าย และภาวะโลกร้อน การแย่งชิงทรัพยากรซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด และร่อยหรอลงเรื่อยๆ แสดงออกมาในรูปของความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นเป็นสงคราม เช่น สงครามแย่งแหล่งน้ำจืดและแย่งแหล่งน้ำมันในย่านตะวันออกกลางในปัจจุบัน การลดความขัดแย้งทำได้ด้วยการจำกัด จำนวนคนบนผิวโลกและการบริโภคตามหลัก ความพอประมาณของเศรษฐกิจพอเพียง ความพอประมาณในด้านของจำนวนคนอาจตีความหมายได้ว่าครอบครัวหนึ่ง ไม่ควรมีลูกเกินสองคน จนกว่าประชากรโลกจะลดลงไปถึงในระดับที่สมดุลกับธรรมชาติ ปราชญ์ที่ศึกษาด้านนี้ชี้ว่าประชากรระดับนั้นคือ 2 พันล้านคน ความพอประมาณในด้านของการบริโภคได้กล่าวไว้ในตอนต้นแล้ว นั่นคือ การบรรลุทั้งความเพียงพอทางร่างกาย และความพอเพียงทางจิตใจ หากมนุษย์เราปฏิบัติตามแนวนี้โลกย่อมมีสันติสุข นั่นหมายความว่า แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมีความล้ำยุคเพราะเป็นปรัชญาที่จะแก้ปัญหาของโลกปัจจุบันได้ หน้า 49
|