หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
"ทุนต่างชาติ" กับการสร้างงานในประเทศไทย

โดย สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข และวิศิษฐ์ ชัยศรีสวัสดิ์สุข  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3949 (3149)

การขยายตัวของกระแสโลกาภิวัตน์ (globalization) ในมุมหนึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาประเทศ อย่างยั่งยืน การเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการขยายตัวทางการค้า และการลงทุนอย่างกว้างขวาง การเคลื่อนย้ายของเงินทุนจากต่างประเทศ (foreign capital flows) เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ในการขับเคลื่อนให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (foreign direct investment : FDI) นอกจากนี้ การเคลื่อนย้ายของเงินทุนในรูปของการลงทุนทางอ้อม (foreign portfolio investment : FPI) เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการลงทุนจากต่างประเทศที่สามารถก่อให้เกิดการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศผู้รับการลงทุนได้

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของการเคลื่อนย้ายการลงทุนทางอ้อมเข้าและออกจากประเทศ เป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจขาดเสถียรภาพ รวมถึงการขาดเสถียรภาพในตลาดแรงงาน และอาจก่อให้เกิด ผลเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมากในประเทศผู้รับการลงทุน

สำหรับการศึกษานี้จะเป็นการวิเคราะห์ผลกระทบของทุนต่างชาติต่อการสร้างงานในประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญ กับทางด้านคุณภาพ ของทุนต่างชาติมากขึ้น เพื่อชี้ให้เห็นถึงบทบาทของทุนต่างชาติ ต่อการสร้างงานในประเทศไทย โดยจะพิจารณาถึงประเภท (การลงทุนทางตรงและการลงทุนทางอ้อม) ลักษณะของทุนต่างชาติ (สัดส่วนของทุนต่างชาติ) และอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนโดยทุนต่างชาติ (ทั้งที่ได้รับการส่งเสริม และไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน) ต่อการสร้างงานในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทาง การรับการลงทุนจากต่างประเทศของไทย เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (sustainable development)

ความสัมพันธ์ระหว่างทุนต่างชาติกับการจ้างงานในประเทศผู้รับการลงทุน

ความสำคัญของการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศต่อการสร้างงานในประเทศผู้รับการลงทุน ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ที่ควรจะได้คำนึงถึง ซึ่งในที่นี้จะได้กล่าวถึง 4 ปัจจัย ได้แก่ รูปแบบของการลงทุนจากต่างประเทศที่เป็นการลงทุนทางตรง และการลงทุนทางอ้อม การลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น (labor intensive) หรือทุนเข้มข้น (capital intensive) การลงทุนจากต่างประเทศที่แสวงหาปัจจัยการผลิต (resource seeking FDI) และการลงทุนจากต่างประเทศที่แสวงหาตลาด (market seeking FDI) และแรงจูงใจในการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิต

ในด้านการสร้างงาน งานศึกษาหลายชิ้นได้ทำการศึกษาในประเทศนี้จนเกือบจะเป็นบทสรุปที่ชัดเจนว่า การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศทั้งใน ภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ จะมีผลทำให้เกิดการจ้างงาน มากกว่าการไหลเข้าของการลงทุนทางอ้อมจากต่างประเทศ ในแง่นี้การลงทุนทางตรงจึงน่าจะมีผลต่อการลดความยากจน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้มากกว่าการลงทุนทางอ้อม นอกจากนี้การลงทุนทางตรง ยังเป็นการลงทุนที่มีระยะเวลาการลงทุนยาวกว่าการลงทุนทางอ้อม จึงเป็นการลดความผันผวน อันเนื่องมาจากการเคลื่อนย้ายของเงินทุนเข้า-ออก จากประเทศผู้รับการลงทุน

อย่างไรก็ตามการลงทุนทางอ้อมสามารถก่อให้เกิดการสร้างรายได้เช่นกัน โดยการลงทุนทางอ้อมจากต่างประเทศ จะเป็นการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านช่องทางของการเพิ่มสภาพคล่องในตลาดทุน ทำให้การระดมทุนของธุรกิจ ทำได้ง่ายขึ้น มีต้นทุนของเงินทุน (cost of fund) ต่ำลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคบริการ เช่น ภาคบริการทางการเงิน โทรคมนาคม ฯลฯ และการลงทุนทางอ้อมจากต่างประเทศยังมีส่วนอย่างมากในการสนับสนุนให้เกิดการลงทุน ทั้งโดยทุนต่างชาติและทุนภายในประเทศซึ่งเป็นแหล่งสำคัญที่จะก่อให้เกิดการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ผู้รับการลงทุน

การลงทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการแข่งขันต่ำในตลาดโลก หรืออุตสาหกรรมที่มีสร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อย (ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่แสวงหาประโยชน์จากปัจจัยการผลิตราคาถูก ในประเทศผู้รับการลงทุน) อาจก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบในแง่ของการลดประสิทธิภาพ ในการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศผู้รับการลงทุน ดังนั้นเมื่อพิจารณาในแง่ของการสร้างงานการลงทุนทางตรง ที่แสวงหาประโยชน์จากปัจจัยการผลิตราคาถูก จึงมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการจ้างงานได้มากกว่าการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศที่เป็นการลงทุนเพื่อแสวงหาตลาด หรือเพื่อเปิดตลาดใหม่ในประเทศผู้รับการลงทุน

นอกจากนี้การลงทุนจากต่างชาติที่มีเทคโนโลยีในการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นในการผลิต จะมีความสามารถในการก่อให้เกิดการจ้างงาน มากกว่าการลงทุนทางตรงที่มีเทคโนโลยีการผลิตที่ใช้ทุนเข้มข้นในการผลิต ทำให้มีผลต่อการลดความยากจนได้มาก เพราะเป็นการยกระดับรายได้ของแรงงานในระบบเศรษฐกิจ จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม ส่วนใหญ่ประเทศกำลังพัฒนามักจะเป็นประเทศที่มีสัดส่วนของทุนต่อแรงงานต่ำ (เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีแรงงานมากโดยเปรียบเทียบ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานที่มีทักษะต่ำ การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศส่วนใหญ่ที่เข้ามาในช่วงเริ่มต้น จึงเป็นการลงทุนที่มีเทคโนโลยีการผลิต ที่ใช้แรงงานเข้มข้นในการผลิต เพื่อใช้ประโยชน์จากแรงงานไร้ทักษะ (unskilled labor) ราคาถูก ค่าจ้างที่ต่ำกว่ามาก โดยเปรียบเทียบเป็นปัจจัยที่สำคัญของการตัดสินใจลงทุนของทุนจากต่างประเทศ

สำหรับประเทศไทย สัดส่วนของทุนต่อแรงงาน (capital labor ratio) มีการปรับเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยมีการเปิดให้เงินทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาในประเทศจำนวนมาก ในช่วงปี พ.ศ.2543 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน สัดส่วนของทุนต่อแรงงานไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก สอดคล้องกับการไหลเข้าของการลงทุนจากต่างประเทศที่มีปริมาณลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540 บทบาทของการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศต่อการสร้างงานและการลดความยากจนในประเทศไทย จึงมีความสำคัญลดลงตามการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างปัจจัยการผลิตภายในประเทศ (factor endowment) ดังนั้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน จึงต้องให้ความสนใจกับประโยชน์ที่จะได้รับจากทุนต่างชาติ ในด้านการพัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน มากกว่าการเพิ่มปริมาณการจ้างงานเพียงอย่างเดียว

การสร้างงานในระบบเศรษฐกิจของประเทศผู้รับการลงทุน

ปริมาณการสร้างงานที่เป็นบวก (JCt>0) แสดงถึงการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจและ JCt<0 แสดงถึงการลดลงของการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจ การคำนวณปริมาณการสร้างงาน สำหรับประเทศไทย (ดูตารางประกอบ)

ในช่วงปี พ.ศ.2536-2549 ประเทศไทยมีปริมาณการสร้างงานเป็นบวกโดยตลอดยกเว้นในช่วงปี พ.ศ.2540-2542 ที่มีการสร้างงานเป็นลบ ทั้งนี้เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยประสบกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และอยู่ในระยะฟื้นตัวจากความตกต่ำทางเศรษฐกิจ การหดตัวทางเศรษฐกิจประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้นอย่างมาก เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้การสร้างงานในช่วงเวลาดังกล่าวติดลบ (อัตราการว่างงานสูงขึ้น)

ประเภทของการลงทุนจากต่างประเทศกับการจ้างงานในประเทศ

- การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนกับการจ้างงาน

การส่งเสริมการลงทุนโดยภาครัฐเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อการจ้างงาน และนำไปสู่ปัญหาความยากจนในระบบเศรษฐกิจของประเทศผู้รับการลงทุนได้ในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศที่เป็นลักษณะของการลงทุนเพื่อทดแทนการนำเข้า และถ้าการลงทุนเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ไม่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือไม่สามารถพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันขึ้นมาได้ การส่งเสริมการลงทุนเหล่านี้ อาจก่อให้เกิดการจ้างงาน และเป็นการจ้างงานที่มีการจ่ายค่าตอบแทนสูง แต่ในขณะที่มีการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมนี้ กลับเป็นการดึงทรัพยากรแรงงานที่มีคุณภาพ (แรงงานที่มีทักษะสูง) ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ขาดแคลน ออกไปจากอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ และมีโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมที่มี ขีดความสามารถในการแข่งขันสูงได้ (ผลจากการแทรกแซงของภาครัฐ ในรูปของการส่งเสริมการลงทุน อาจก่อให้เกิดการขาดประสิทธิภาพ ในการจัดสรรทรัพยากรด้านแรงงาน ในระบบเศรษฐกิจ ของประเทศผู้รับการลงทุนได้)

การส่งเสริมการลงทุนด้วยมาตรการจูงใจต่างๆ ถูกนำมาใช้อย่าง กว้างขวางโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการจูงใจทางภาษี สำหรับประเทศไทย การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

เงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศที่เข้ามาในประเทศไทยในแต่ละช่วงเวลามีความสามารถในการสร้างงานที่แตกต่างกัน ในปี ค.ศ.2005 การลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมูลค่า 1 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานได้เพียง 0.4 คนโดยประมาณ เมื่อเปรียบเทียบกับในช่วงปี ค.ศ.1990 ที่การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ 1 ล้านบาท จะก่อให้เกิดการจ้างงานประมาณ 1.1 คน แสดงให้เห็นถึงประเภทของการลงทุนที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา และวิวัฒนาการของการลงทุนจากต่างชาติ ในทิศทางไปสู่ประเภทของการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่อาศัยปัจจัยทุน และแรงงานที่มีทักษะเพิ่มมากขึ้น การลงทุนจากต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยในช่วงหลังปี พ.ศ.2543 มีแนวโน้มที่จะเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรม ที่มีความเข้มข้นของการใช้ทรัพยากรทุนสูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนปี พ.ศ.2543 (อัตราส่วนการจ้างงานต่อการลงทุนต่ำกว่า และมีแนวโน้มลดลง)

- การลงทุนทางอ้อมจากต่างประเทศกับการจ้างงาน

ผลการศึกษาแสดงความสัมพันธ์ระหว่างทุนต่างชาติในรูปของการลงทุนทางตรงและการลงทุนทางอ้อม ต่อการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจของประเทศผู้รับการลงทุน แม้ว่าผลของการลงทุนทางอ้อม ต่อการสร้างงานจะมีค่าเป็นบวก แต่กลับไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 10% ทำให้ผลของการลงทุนทางอ้อมจากต่างประเทศ ต่อการจ้างงานไม่ชัดเจน ในขณะที่บทบาทของการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศต่อการสร้างงานมีความชัดเจนมากกว่า โดยการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศจะช่วยให้เกิดการจ้างงาน

สรุปความสำคัญของทุนต่างชาติต่อการจ้างงานในประเทศผู้รับการลงทุน ซึ่งเป็นช่องทางในการเชื่อมโยงบทบาทของทุนต่างชาติ ไปสู่การลดความยากจน และการกระจายรายได้ที่ดีขึ้น การศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของการไหลเข้า ของเงินทุนจากต่างชาติ ทั้งในรูปของการลงทุนทางตรงและการลงทุนทางอ้อมต่อการสร้างงานในระบบเศรษฐกิจ ดังนี้

- ในระยะสั้น (หรือผลกระทบในทันที) การไหลเข้าของเงินทุนจากต่างชาติไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทางตรงหรือการลงทุนทางอ้อม ก่อให้เกิดการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดังนั้นทำให้เกิดการจ้างงาน และมีผลต่อการลดความยากจน จากรายได้ที่ถูกสร้างขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มแรงงานทักษะต่ำที่ว่างงาน

- ในเชิงพลวัต (หรือในระยะยาว) การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศทำให้เกิดการสร้างงาน ในขณะที่การลงทุนทางอ้อมไม่มีผลต่อการเพิ่มการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจของประเทศผู้รับการลงทุน

- แนวโน้มของการลงทุนจากต่างประทเศที่ไหลเข้ามาในประเทศไทย เป็นการลงทุนที่มีเทคโนโลยีในการผลิต โดยใช้ปัจจัยทุนเข้มข้น ดังนั้นมีผลก่อให้เกิดการจ้างงานน้อยลง

- การพัฒนาของแรงงานควรจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มผลิตภาพในการผลิตของแรงงาน การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศจะมีบทบาทที่สำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิต (spill over effects) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการทำให้เกิดการกระจายรายได้ที่ดีขึ้น และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

หน้า 2