หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
นโยบายเศรษฐกิจ วิสัยทัศน์และการนำ

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์  มติชนรายวัน  วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10840

หลายครั้งที่การมองเศรษฐกิจเปรียบเสมือนการคลำช้างตัวใหญ่ที่ให้ความเข้าใจที่แตกต่างกัน ทว่าความรับรู้เกี่ยวกับภาพรวม ที่กำลังดำเนินไปในอนาคตเป็นพื้นฐานหลักของการกำหนดยุทธศาสตร์ของนโยบายเศรษฐกิจ ที่ผู้นำทางการเมืองจักต้องมี

การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยเป็นหนทางเข้าสู่อำนาจในการบริหารประเทศ ซึ่งโดยหลักการแล้ว อุดมการณ์และเจตจำนงทางการเมืองจะนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ตอบสนองผลประโยชน์ของประเทศ บนความยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่

ในความเป็นจริง นี่มิใช่เรื่องง่าย นโยบายเศรษฐกิจนั้นต้องเผชิญกับอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ และนักธุรกิจการเมืองที่ต้องการถอนทุนบวกกำไร

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันทางด้านนโยบาย (Policy competition) เริ่มมีความสำคัญในกระบวนการเลือกตั้งมากขึ้น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี เพราะนอกจากการเมืองต้องให้น้ำหนักกับนโยบายแล้ว ยังช่วยให้เกิดการประเมินผลงานของพรรคการเมืองตามมาในอนาคตด้วย แม้ว่าการนำเสนอนโยบาย ยังเป็นเพียงปัจจัยเสริมในการหาเสียงกับผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง นโยบายของพรรคต่างๆ มีความชัดเจนเฉพาะในห้วงฤดูกาลเลือกตั้งและมีความคล้ายคลึงกัน

พรรคการเมืองต่างๆ มีความเชื่อในนโยบายที่นำเสนอมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ต้องรอการพิสูจน์ ความรุ่งเรืองทางการเมืองของพรรคไทยรักไทย อาจทำให้นโยบายของพรรคต่างๆ มีสีสันของประชานิยม มากบ้างน้อยบ้าง ปรากฏการณ์เช่นนี้กลับสะท้อนว่าผู้นำทางการเมืองส่วนใหญ่ ยังขาดวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับอนาคตของประชาชน

ความจริงแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้ามากมายหมายถึงโอกาสของผู้นำทางการเมืองที่มีความสามารถและคร่ำหวอด ความเป็นผู้นำทางการเมือง (Political leadership) บวกกับวิสัยทัศน์ทางด้านเศรษฐกิจ (Economic visions) จะเป็นปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จ

รัฐบาลผสมหลายพรรคต้องอาศัยผู้นำที่มีความกล้าหาญในการผลักดันนโยบายใหม่ๆ ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว และแข่งขันกับต่างประเทศ ถ้าประสบความสำเร็จก็ย่อมได้รับคะแนนนิยมจากประชาชน และอาจรักษาอายุของคณะรัฐบาลไว้ได้

ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจสำหรับรัฐบาลใหม่ได้แก่

(1) เศรษฐกิจไทยกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

ถ้ามองเฉพาะด้านการค้าระหว่างประเทศ ไทยยังได้เปรียบดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ประมาณร้อยละ 1.6 ของ GDP (2549) การมองเช่นนี้เป็นการคลำเฉพาะบางส่วนของช้าง ไม่เห็นกำลังความสามารถของเศรษฐกิจทั้งระบบ (National Competitiveness)

นอกจากนี้แล้ว การได้เปรียบดุลการค้ายังเกิดจากการแทรกแซงค่าเงินบาทให้ต่ำ ซึ่งเคยจำเป็นในอดีตที่ต้องแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงินปี 2540

หากพิจารณาภาวะเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมจะเห็นชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นประเทศที่เติบโตช้า โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียงร้อยละ 4.9 ในช่วงปี 2543-2550 แนวโน้มการเติบโตในอัตราต่ำนี้ อาจต่อเนื่องไปอีกหลายปีข้างหน้า

การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายหลังวิกฤตการณ์ค่าเงินขาดความยั่งยืน และไม่สามารถกลับเข้าสู่วงโคจรที่เศรษฐกิจเติบโตได้ดี ไม่เหมือนหลายประเทศที่เคยประสบปัญหาเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัสเซียและบราซิล สาเหตุสำคัญนั้นมาจากการที่ประเทศไทยเน้นการใช้นโยบายระยะสั้นที่เข้าใจผิดว่าจะให้ผลเร็ว โดยมิได้มีการดำเนินนโยบายปฏิรูปอย่างจริงจังเหมือนในหลายประเทศที่เผชิญภาวะวิกฤต

ในขณะที่เศรษฐกิจไทยถูกจัดกลุ่มให้อยู่ใกล้กับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ กลับเติบโตได้อย่างน่าพึงพอใจในแทบทุกภูมิภาค การพยากรณ์เศรษฐกิจของ Goldman Sachs คาดคะเนว่าภายในปี พ.ศ.2583 ประเทศจีน อินเดีย รัสเซีย และบราซิล (รวมเรียกว่ากลุ่มประเทศ BRICs) จะมีขนาดใหญ่ขึ้นและจะไล่ทันประเทศพัฒนาแล้วที่มีขนาดใหญ่ 6 ประเทศ (เรียกว่า G6 ได้แก่ สหรัฐ ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ และอิตาลี) (Wilson and Purushothaman, "Dreaming with BRICs: The Path to 2050," 2003)

ประเทศเหล่านี้กำลังเป็นที่น่าสนใจในสายตานักลงทุนและเราจะสังเกตเห็นว่า การเติบโตอย่างโดดเด่นของเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั้งสี่นี้ เกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการดำเนินนโยบายการปฏิรูปทั้งสิ้น

และถึงแม้ประเทศเหล่านี้ขยายตัวเต็มที่แล้วก็จะยังมีอีกหลายประเทศ ที่มีเงื่อนไขพร้อมที่จะเข้ามาแทนที่ เช่นมีความพยายามในการปฏิรูปเศรษฐกิจ และมีศักยภาพด้านบุคลากรทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากกว่าไทย จากจุดที่เห็นได้ในปัจจุบัน

ที่มา: Wilson and Purushothaman (2003)

(2) การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบประชานิยม

โครงการประชานิยมเป็นงานการเมืองที่ให้ผลโดยตรงในการสร้างฐานเสียงสนับสนุน จึงย่อมเป็นที่ถูกใจของคนจำนวนไม่น้อย ทั้งผู้บริหารโครงการและกลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์ซึ่งอาจมิใช่คนยากจนจริงๆ ที่ควรเป็นเป้าหมายของการพัฒนา โครงการประเภทนี้มักมีขนาดใหญ่โตเกินความเหมาะสม

การกระตุ้นทางเศรษฐกิจผ่านโครงการที่ไม่ก่อผลผลิตย่อมให้ผลเพียงชั่วคราวและเป็นความสูญเปล่าในท้ายที่สุด จากประสบการณ์จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวในอัตราค่อนข้างสูงเพียง 2-3 ปี คือในปี 2546 และ 2547 และต้องชะลอตัวก่อนวิกฤตการณ์ทางการเมืองทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโลกเติบโตในเกณฑ์ที่สูงเป็นเวลานาน

การสัญญาว่าจะให้ของพรรคการเมืองอาจทำให้โครงการประชานิยมเติบโตเพิ่มขึ้น แต่ข้อจำกัดต่างๆ ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ เศรษฐกิจที่ชะลอตัวเป็นข้อจำกัดประการหนึ่งเพราะมีผลต่อรายได้ของรัฐและหนี้สาธารณะที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ธนาคารของรัฐที่เคยถูกใช้เป็นเครื่องมือแทนรายจ่ายจากงบประมาณของรัฐในช่วงรัฐบาลก่อน อาจรองรับโครงการประเภทนี้ได้อีกไม่มากเหมือนในระยะเริ่มต้น การเร่งรัดแรงกระตุ้นจากรายจ่ายเหล่านี้แม้จะหาช่องทางทำได้ ก็จะส่งผลต่อการเร่งตัวของภาวะเงินเฟ้อซึ่งจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนและเห็นความล้มเหลวเร็วขึ้น

การบั่นทอนประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนมักไม่เป็นที่รับรู้โดยง่าย ต้องใช้เวลานานกว่าคนทั่วไปจะพบกับผลกระทบด้วยตนเองปัญหาคือ "วิกฤตเงียบ" (Quiet crisis) นี้จะต้องใช้เวลาที่นานมากกว่าจะได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง

(3) การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและคุณภาพคน

การแข่งขันบนเวทีโลกมีความเข้มข้นและได้ขยายวงกว้างขวางกว่าในทศวรรษก่อนๆ มาก นโยบายเศรษฐกิจหลายประการที่ง่าย และเคยใช้ได้ผลดีในอดีตต้องหมดความขลัง ผู้ส่งออกกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ให้กับประเทศใหม่ๆ เพราะมีต้นทุนสูงกว่าประเทศคู่แข่ง สาขาการผลิตต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเบาขาดการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี และคุณภาพสินค้าที่จะรองรับการปรับตัวทางโครงสร้างรวมทั้งการปรับปรุงโครงสร้างกิจการให้เหมาะสม

ในแง่ของนโยบาย ความช่วยเหลือด้านอัตราการแลกเปลี่ยนกลายเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดพลาด เกี่ยวกับความอยู่รอดทางธุรกิจ นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำไม่อาจดำเนินได้เป็นเวลานานเนื่องจากการก่อตัวของภาวะเงินเฟ้อ และคุณภาพที่ด้อยลงของโครงการลงทุนที่ยังคงประสบข้อจำกัดด้านตลาด สถาบันการเงินของเอกชนกลับยิ่งต้องระวังความเสี่ยงหนักขึ้น

นโยบายเดิมๆ นี้จำเป็นต้องใช้สร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบเศรษฐกิจตามควร และอาจแบ่งเบาความเสี่ยงของภาคเอกชนได้บ้าง แต่หาใช่ทางออกจากปัญหาการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไม่

การพัฒนาคนเป็นกุญแจดอกสำคัญและเป็นจุดอ่อนที่น่ากลัวที่สุด ระบบการศึกษาของไทยเป็นระบบที่มีปัญหามาก คนไทยขาดการศึกษาที่มีคุณภาพและทำให้จุดอ่อนทางด้านความสามารถทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ รวมทั้งความสำนึกในคุณธรรมและจริยธรรมกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำลายโอกาสของประชาชนเอง

การลงทุนทางการศึกษาที่มีคุณภาพและการพัฒนาทางเทคโนโลยีเป็นส่วนที่ล้าหลังมาก ประเทศอื่นๆ ได้พยายามปรับปรุงการศึกษาให้ก้าวหน้าและมีความเป็นนานาชาติอย่างจริงจัง สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน เกาหลีใต้และมาเลเซียเป็นคู่แข่งที่มีการพัฒนาไปมาก อินเดียมีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีที่นำหน้าในระดับโลก การเติบโตของประเทศเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการพัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยี จากการสำรวจของ Booz Allen ให้ข้อมูลที่ประเทศไทยควรกังวลว่าในปี 2549 ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของภาคธุรกิจในจีนและอินเดีย เติบโตในอัตราร้อยละ 25.7 ซึ่งสูงที่สุดในโลก (Jarnzelski and Dehoff, "The Customer Connection: The Global Innovation 1000," 2007)

การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจะมีความยืดหยุ่น และถูกทิศทาง เมื่อประชาชนมีศักยภาพและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง การศึกษาที่ดีไม่เพียงแต่เป็นพื้นฐานของการเป็นแหล่งลงทุนของธุรกิจที่ทันสมัยทางด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการเท่านั้น หากยังช่วยปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตไปสู่ความเป็นภาคบริการที่สามารถรองรับจำนวนแรงงานและการกระจายรายได้อย่างเป็นผล

พรรคการเมืองต่างอยากเป็นรัฐบาล นักการเมืองย่อมต้องการได้รับการเลือกตั้งและมีอำนาจจัดสรรทรัพยากรต่างๆ ของภาครัฐ แรงกดดันเช่นนี้อาจทำให้เกิดการผลิตซ้ำโครงการรายจ่ายที่ไม่สอดคล้องกับฐานะและทิศทางของประเทศ

การเลือกตั้งอาจทำให้ผู้ที่ได้รับชัยชนะเข้าใจว่านั่นคือเสียงสวรรค์ของประชาชน ทว่าในการบริหารประเทศนั้น เศรษฐกิจที่แข่งขันไม่ได้จะหมายถึงความยากจนและการไม่มีงานทำของประชาชนจำนวนมาก

ผู้นำทางการเมืองจะต้องถือเอาวิกฤตเงียบนี้เป็นโอกาสในการแสดงความกล้าหาญและวิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์ของตน ซึ่งจะเป็นการแปลงชัยชนะในสนามเลือกตั้งให้กลายเป็นความก้าวหน้าของประเทศบนเวทีเศรษฐกิจของโลก

หน้า 6