|
||||||||||||||
|
ตามหานโยบาย
"ผู้ประกอบการนิยม"
เศรษฐศาสตร์พเนจร : ดร. วิรไท สันติประภพ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ในระยะนี้มีนักเศรษฐศาสตร์ได้แสดงความคิดเห็น และตั้งคำถามเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจ ของพรรคการเมืองต่างๆ กันอย่างต่อเนื่อง ข้อสรุปที่ได้ยินทั่วไปคือ ทุกพรรคการเมืองนำเสนอนโยบายในทิศทางเดียวกัน คือ "ประชานิยม" จะต่างกันก็เพียงรูปแบบและขนาดของการลด แลก แจก แถม ที่แต่ละพรรคนำเสนอให้ประชาชนพิจารณา นโยบายประชานิยมอาจจะช่วยแก้ปัญหาการกระจายรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น แต่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ สงสัยว่า รัฐบาลจะหาเงินจากไหนมาใช้จ่าย และสังคมไทยจะติดกับวัฒนธรรม ลด แลก แจก แถม จนประชาชนและสังคมอ่อนแอ เลิกนโยบายประชานิยมไม่ได้หรือไม่ ผมไม่แน่ใจว่าแต่ละพรรคการเมืองที่นำเสนอนโยบายประชานิยม ได้คิดถึงข้อจำกัดและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างจริงจังมากน้อยเพียงใด หรือหวังแต่เพียงว่าจะไปตายเอาดาบหน้า ถ้าหากพรรคการเมืองบางพรรคกำลังมองหาเงินที่จะใช้สนับสนุนนโยบายประชานิยมของตนอยู่ นโยบาย "ผู้ประกอบการนิยม" อาจจะเป็นทางออกที่ช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดของงบประมาณ และช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคม และเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ผมเชื่อว่าถ้ารัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการอย่างมีประสิทธิผลแล้ว เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง การลงทุนที่เหือดหายไปจะกลับมาใหม่ เศรษฐกิจไทยจะไม่เป็นเพียงเศรษฐกิจรับจ้างทำของ ที่ต้องเอาอนาคตแขวนไว้กับการส่งออกและสภาวะเศรษฐกิจโลก คนไทยจะไม่เป็นเพียงลูกจ้าง แต่จะเป็นผู้ประกอบการที่สามารถต่อยอดทางธุรกิจระหว่างกันได้ ส่งผลให้ฐานภาษีของรัฐบาลกว้างขึ้น และเมื่อผู้ประกอบการเข้มแข็ง จะเกิดการจ้างงานมากขึ้น ลดภาระรายจ่ายด้านสวัสดิการของรัฐบาล เท่ากับลดความจำเป็นของรายจ่ายด้านประชานิยมอีกทางหนึ่งด้วย บางพรรคการเมืองอาจจะคิดว่า พรรคของตนมีนโยบาย "ผู้ประกอบการนิยม" อยู่แล้ว แต่นโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการ ที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่นำเสนอนั้นมักจะเป็น "นโยบายผู้ประกอบการนิยมแบบประชานิยม" วนเวียนอยู่รอบๆ การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และการจัดตั้งสารพัดกองทุนเพื่อแทรกแซงกลไกตลาด นโยบายเหล่านี้ก็จะส่งผลในระยะยาวเหมือนนโยบายประชานิยม เพราะจะทำให้ฐานะการคลังภาครัฐแย่ลง และผู้ประกอบการจะอ่อนแอลงจากการถูกปกป้อง ไม่ต้องเผชิญกับสภาวะความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและธุรกิจ นโยบาย "ผู้ประกอบการนิยม" ที่ผมตามหา (และคงต้องตามหาต่อไป) จะต้องเน้นที่การสร้างตลาด การสร้างศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ และการลดต้นทุนการทำธุรกิจ จะต้องตีโจทย์ของผู้ประกอบการในระดับจุลภาคให้แตก ไม่ใช่พูดแต่เพียงภาพใหญ่ในระดับมหภาค จะต้องมีกำหนดระยะเวลาของการปฏิบัติที่ชัดเจน และมีผลที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการลงทุน และการผลิตได้อย่างเหมาะสม ถ้ามีแต่นโยบายภาพใหญ่ที่ต้องให้ผู้ประกอบการคาดเดากันเอง การลงทุนที่เหือดหายก็คงจะฟื้นตัวได้ยากเต็มที นโยบาย "ผู้ประกอบการนิยม" ที่พรรคการเมืองควรให้ความสำคัญ มีตัวอย่างอะไรบ้าง ในด้านการขยายตลาด ผมอยากเห็นแต่ละพรรคการเมืองประกาศนโยบาย FTA อย่างชัดเจน ว่าจะเน้นการเจรจาการค้ากับคู่ค้าประเทศใด เมื่อไหร่ และมีรายการสินค้าใดบ้างที่จะถือว่าเป็นสินค้าอ่อนไหวที่จะได้รับการคุ้มครอง แม้ว่าพรรคการเมืองจะทำลืมๆ เรื่อง FTA ไปเพราะกลัวผลกระทบต่อคะแนนนิยมจากผู้ที่เสียประโยชน์ แต่ประเทศไทยหนี FTA ไม่พ้น เพราะขณะนี้มีการเจรจาในระดับ ASEAN กับทั้งจีนและยุโรป ผู้ประกอบการไทยมีสิทธิที่จะรู้ว่า พรรคการเมืองที่เขาจะเลือกนั้น มีนโยบายเกี่ยวกับการขยายตลาดผ่าน FTA อย่างไรบ้าง อีกเรื่องหนึ่งที่โยงกับ FTA คือการป้องกันไม่ให้สินค้าคุณภาพต่ำราคาถูกเข้ามาตีตลาดสินค้าไทย ถ้าพรรคการเมืองไม่มีนโยบายที่จะกันสินค้าเหล่านี้แล้ว ผู้ประกอบการไทยที่มีคุณภาพคงจะอยู่ได้ยาก ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยคงต้องการเห็นนโยบายด้านมาตรฐานสินค้า นอกจากมาตรฐานสินค้าจะช่วยกีดกันสินค้าคุณภาพต่ำแล้ว ยังจะช่วยส่งเสริมสินค้าดีมีคุณภาพที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากทางการให้สามารถทำตลาด และสร้างตราสินค้าในตลาดโลกได้ง่ายขึ้นด้วย แต่ละพรรคการเมืองจะสร้างมาตรฐานสินค้าอะไรบ้าง สร้างอย่างไร และสร้างเมื่อไหร่ ก็ควรประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน ด้านตลาดภายในประเทศ พรรคการเมืองต้องมีจุดยืนในเรื่องการควบคุมราคาสินค้า และต้องยอมรับความจริงว่า นโยบายที่สวนทางตลาดจะอยู่ไม่ได้นาน และจะสร้างความบิดเบือนต่างๆ ตามมา ราคาสินค้าที่ควบคุมไว้จนถึงจุดหนึ่ง จะคุมไม่อยู่ และจะกระโดดขึ้นแรง จนผู้บริโภคปรับตัวลำบาก ส่วนผู้ประกอบการที่ถูกควบคุมราคา จะไม่มีความต้องการลงทุนใหม่ หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนให้มีคุณภาพสูงขึ้น เป็นปัญหาของธุรกิจไทยต่อไปในระยะยาว ด้านการลดต้นทุน พรรคการเมืองควรให้ความสำคัญแก่ต้นทุนของการทำธุรกิจมากกว่าเพียงการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล นโยบายต้องครอบคลุมต้นทุนด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งต้องคิดกันไกลกว่าการสร้างรถไฟใต้ดินในกรุงเทพฯ สำหรับต้นทุนด้านแรงงาน จะต้องมีนโยบายผลิตแรงงานที่จบอาชีวะศึกษาอย่างเร่งด่วน (โดยไม่ต้องรอนโยบายการศึกษาที่ปฏิรูปกันไม่สิ้นสุด) นอกจากนี้ ต้องมีนโยบายลดต้นทุนการติดต่อกับหน่วยงานราชการที่แฝงอยู่ทุกขั้นตอนของกระบวนการทำธุรกิจ จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ นโยบาย "ผู้ประกอบการนิยม" เหล่านี้ไม่ได้เพียงแต่จะช่วยสร้างฐานรายได้เพื่อรองรับรายจ่ายประชานิยมของรัฐบาล และสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจไทยในระยะยาวเท่านั้น แต่ยังจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นอีกด้วย ปีหน้าเศรษฐกิจไทยคงจะหวังพึ่งการส่งออกเป็นกลไกสำคัญแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องพึ่งการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศผ่านการบริโภค และการลงทุนเป็นหลัก ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การบริโภคคงจะฟื้นยากถ้าไม่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ซึ่งหนีไม่พ้นว่าการจ้างงานจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการลงทุนต้องเพิ่มขึ้นก่อน คงจะยากที่จะเห็นพรรคการเมืองหันมาพูดถึงนโยบาย "ผู้ประกอบการนิยม" เป็นนโยบายเศรษฐกิจหลักแทนนโยบาย "ประชานิยม" ผมได้แต่หวังว่าพรรคการเมืองต่างๆ จะพูดถึงนโยบาย "ผู้ประกอบการนิยม" ควบคู่ไปกับนโยบาย "ประชานิยม" เพราะถ้ามุ่งแต่นโยบาย "ประชานิยม" และหวังจะไปตายเอาดาบหน้าแล้ว ผมเกรงว่าดาบของเราอาจจะโดนเจ้าหนี้ยึดก่อนตาย และเมื่อถึงเวลาตายจะไม่มีผู้ประกอบการไทยเหลือมาผลิตดาบให้ใช้ครับ
|