|
||||||||||||||
|
วิกฤตของชนชั้นนำไทย
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายวัน วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10838 คงไม่มีการเลือกตั้งครั้งไหนในเมืองไทยที่จะกร่อยเท่ากับครั้งนี้ โพลไร้ระบบของผมพบจากการไถ่ถามเพื่อนฝูงหลายคน พบว่าเขาไม่รู้ว่าพรรคไหนรวมกับพรรคไหน และกลายเป็นพรรคอะไร ฉะนั้นอย่าไปพูดเลยว่า พรรคไหนมีนโยบายอะไรบ้าง ผมยังไม่พบใครสักคนที่คิดว่า การเลือกตั้งที่จะมาถึงครั้งนี้จะให้ความหวังอะไรแก่เขาได้ แม้ทุกคนยอมรับว่า กังวลกับปัญหาที่เขาเผชิญอยู่ในเวลานี้มาก ซ้ำยังเกรงว่าปัญหาจะลุกลามต่อไป จนเกินกว่าที่เขาจะเยียวยาอะไรได้ พรรคไหนได้เป็นรัฐบาลก็ไม่มีอะไรแตกต่างสำหรับเขา ความไม่ใส่ใจต่อการเลือกตั้งดังกล่าวนี้ พบได้มากในหมู่คนชั้นกลาง ส่วนคนชั้นล่างนั้น ไม่ใส่ใจต่อผลของการเลือกตั้งมานานแล้ว เพราะไม่ว่าพรรคใดจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็ไม่กระทบต่อชีวิตของเขาในทางหนึ่งทางใด ทำไมคนชั้นกลางจึงไม่ใส่ใจต่อการเลือกตั้งครั้งนี้? จะตอบง่ายๆ ว่ารัฐธรรมนูญออกแบบให้ผลการเลือกตั้งต้อง "กร่อย" มาแต่แรกแล้วก็ได้ แต่ผมคิดว่าเป็นคำตอบที่ง่ายเกินไป มีปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากรัฐธรรมนูญอีกมากที่ทำให้การเลือกตั้งมีหรือไม่มีความหมายแก่คนชั้นกลาง ผมคิดว่าคำตอบที่เห็นกันได้อย่างจะจะเลยก็คือ รัฐบาลใหม่ที่จะมาจากการเลือกตั้งไม่มีคำตอบให้แก่ปัญหาที่คนชั้นกลาง กำลังวิตกห่วงใยอย่างหนัก ราคาน้ำมันดิบซึ่งคงไม่ลดลงโดยเร็ว (หรืออาจไม่ลดเลย แต่กลับพุ่งไปถึง 100 เหรียญต่อบาร์เรล) ก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมาเป็นลูกโซ่ จะแก้หรือบรรเทาความเดือดร้อน ทั้งของผู้บริโภคและผู้ผลิตอย่างไร หรืออย่างน้อยก็เผชิญกับความเดือดร้อนได้อย่างแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไร ตลาดที่ซบเซา - ไม่เฉพาะในเมืองไทย แต่รวมทั้งโลก - โดยเฉพาะการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ของไทย จะแก้ไขอย่างไรให้ผู้ประกอบการไม่ปิดกิจการ และบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการปลายน้ำได้อย่างไร นับตั้งแต่ธุรกิจทัวร์ไปถึงแม่ค้ามะพร้าวเผา ภาวะเงินฝืดเพราะผู้คนไม่ยอมใช้เงิน เนื่องด้วยไม่มั่นใจต่ออนาคต ทำให้สถานการณ์ในตลาดยิ่งย่ำแย่ลง จะสร้างความมั่นใจได้อย่างไร (โดยไม่หลอกลวง) ยาเสพติดที่กำลังกลับมาใหม่ กำลังกลับมาช่วงชิงบุตรหลานของคนชั้นกลางอีกแล้ว คำสัญญาว่า จะนำเอาสงครามปราบยาเสพติด ของทักษิณกลับมาใช้ใหม่ จะทำได้โดยไม่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ เหลิงอำนาจเกินไปได้อย่างไร รัฐบาลใหม่ที่อ่อนแอจะทนแรงกดดันของนานาชาติในเรื่องการ "ฆ่าตัดตอน" ได้อย่างรัฐบาลทักษิณละหรือ ความไม่สงบในภาคใต้ ไม่ว่าการประเมินของอดีตหัวหน้า คมช.จะเป็นอย่างไรก็ตาม ไม่มีใครคิดว่าซบเซาลงแต่อย่างไร คนชั้นกลางซึ่งมีสมบัติสำคัญเพียงอย่างเดียวที่จะสืบทอดแก่บุตรหลาน นั่นคือการศึกษา แต่การลงทุนเพื่อการศึกษาของบุตรหลานมีแต่จะแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกินกำลังที่คนชั้นกลางส่วนใหญ่ จะสามารถแข่งขันเพื่อประกันความมั่นคงของบุตรหลานได้เสียแล้ว (แค่จบปริญญาตรีกำลังจะไร้ความหมาย ในตลาดงานไปแล้ว) หลักประกันด้านการศึกษาของบุตรหลานอยู่ตรงไหน จำนวนสมาชิกผู้สูงอายุของครอบครัวมีเพิ่มขึ้น เป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ที่ครอบครัวคนชั้นกลางเริ่มรู้สึกอึดอัด จะมีโครงการภาครัฐอะไรที่ช่วยบรรเทาความอึดอัดนี้ได้บ้าง คิดไปเถิดครับ คนชั้นกลางในปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องการคำตอบจากรัฐมากมาย ล้วนเป็นเรื่องใหญ่ๆ เกินกว่าจะใช้คำตอบเก่าๆ ได้อีกแล้ว เช่น หากอุดหนุนราคาน้ำมันอย่างไม่ประนีต ก็บักโกรกอย่างที่รัฐบาลทักษิณเคยทำมาแล้วแน่นอน เรียนฟรีระดับปริญญาตรีก็เกินกำลังรัฐ เพราะปัญหาเหล่านี้ผูกโยงกับโลกภายนอก ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม ภาวะอึ้งกิมกี่ ไม่มีคำตอบนี้ ไม่ได้เกิดกับนักการเมืองเท่านั้น แต่เกิดกับชนชั้นนำทั้งหมด และอันที่จริง เราไม่สามารถแยกนักการเมืองไทยจากชนชั้นนำได้ ต่างอาศัยกันและกันจนกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไปนานแล้ว หากมีการรัฐประหารขึ้นอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง ผู้นำกองทัพจะให้คำตอบอะไรแก่ปัญหาเหล่านี้ คำตอบเดิมๆ คือความมั่นคงและราชบัลลังก์ ก็มีความสำคัญนะครับ แต่ไม่ได้ตอบคำถามอะไรของคนชั้นกลางเลย แม้กองทัพอาจได้ความร่วมมือจากราชการพลเรือน แต่ราชการพลเรือนมีคำตอบอะไรหรือครับ ก็ไม่มีเหมือนกัน ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ให้คำตอบอะไรแก่ปัญหาเหล่านี้สักอย่าง ซึ่งนับวันจะยิ่งแหลมคมแก่คนชั้นกลางมากขึ้น แต่กลับถือโอกาสสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์, ปลูกพืชจีเอมโอ, เปิดประเทศให้แก่ขยะญี่ปุ่น, ลิดรอนเสรีภาพในสื่ออินเตอร์เน็ต, ฯลฯ จะทำให้ลูกหลานของคนชั้นกลาง มีความมั่นคงในอาชีพการงานได้อย่างไร เทคโนแครตในสภาโน่นสภานี่หรือครับ ก็แหะๆ เหมือนคนอื่น แม้แต่มองเห็นปัญหายังไม่ทั่ว จะไปพูดถึงคำตอบได้อย่างไร ลองคิดย้อนหลังไปสัก 20-30 ปีเถิดครับ ตอนที่ปัญหามันไม่ยุ่งยากเหมือนปัจจุบัน เทคโนแครตจะเป็นผู้ชี้ปัญหาและทางออกอยู่เสมอ (แม้ชี้ได้เรื่องหรือไม่ได้เรื่องก็ตาม) เถ้าแก่ในวงการธุรกิจ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยแสดงอิทธิฤทธิ์ทางทีวีให้คนชั้นกลาง ได้ฟังวิสัยทัศน์ที่ทำให้ตัว กลายเป็นอภิมหาเศรษฐีกันอย่างตะลึงลาน บัดนี้ดูเหมือนไม่เหลือเถ้าแก่ที่ใครจะตะลึงตะลานอีกแล้ว ก็มึงไม่ใช่หรือที่มีส่วนทำให้กูเดือดร้อนในทุกวันนี้อยู่ด้วย เลือกตั้งก็ไม่ใช่ทางออก รัฐประหารก็ไม่ใช่ทางออก คนชั้นกลางรู้สึกว่าทางมันกุดน่ะครับ ไม่ใช่ทางสองแพร่ง และสิ่งที่น่ากลัวในช่วงนี้จากตัวอย่างในสังคมอื่นก็คือ การปรากฏขึ้นมาของ demagogue หรือโฆษปีศาจทางการเมืองเข้ามารวบอำนาจ ผมนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่า ใครในหมู่ชนชั้นนำไทยจะสามารถให้คำตอบที่น่าพอใจแก่คนชั้นกลางได้ คำตอบนะครับ ไม่ใช่คำพูดที่ทำให้ปลาบปลื้มยินดีเฉยๆ เช่น ความสามัคคี, สมานฉันท์, ความรักชาติ, ภาษาของชาติ, ฯลฯ เพราะแม้น่าฟัง แต่ไม่อาจคลายความวิตกไปด้วยความปลาบปลื้มนานหรอกครับ ชนชั้นนำไทยกำลังเผชิญวิกฤตการนำ ชนชั้นนำไทยนั้นมีลูกค้าสำคัญคือคนชั้นกลางตลอดมา การที่พวกเขาไม่มีคำตอบแก่ลูกค้า จึงนับได้ว่าเป็นวิกฤตของพวกเขา และเหตุที่พวกเขากำลังสูญเสียการนำนั้น ผมคิดว่าเพราะสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของสังคมไทยสองอย่าง ซึ่งคำตอบเก่าของเขาไม่อาจใช้ได้อีกต่อไป โลกาภิวัตน์ก่อให้เกิดสภาวะสองอย่างที่บ่อนทำลายการนำของชนชั้นนำไทย หนึ่งคือการแทรกแซงจากภายนอกอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าในทางเศรษฐกิจ, การเมือง, มาตรฐานทางศีลธรรม, กฏหมาย, ศิลปะ, ความเชื่อ ฯลฯ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ชนชั้นนำต้อง "อธิบาย" สิ่งเหล่านี้ให้คนอื่นๆ ที่ไม่ใช่คนไทยภายใต้การนำของเขายอมรับ ไม่ต่างจากสมัย ร.4-6 ปัญหาอยู่ที่ว่าจารีตทางปัญญา ของชนชั้นนำไทยมีพลังเพียงพอจะ "อธิบาย" ได้หรือไม่ในหนนี้ สองคือการผูกขาดความรู้ และความคิดได้หลุดมือชนชั้นนำไปเสียแล้ว แหล่งของความรู้และความคิดแพร่กระจายไปยังคนอื่นๆ ที่ไม่ได้สังกัด "วงใน" ของชนชั้นนำ อันล้วนเป็นความรู้และความคิดที่ไม่ได้ผ่านการกรองของชนชั้นนำทั้งสิ้น สถานการณ์อีกอย่างที่เปลี่ยนไปคือ สำนึกใหม่ของประชาชนระดับล่าง ที่รู้สึกว่าตัวมีสิทธิในการมีส่วนร่วมในการปกครอง และท้าทายอำนาจตัดสินใจของชนชั้นนำอยู่บ่อยครั้ง (รวมทั้งคะแนนเสียงท่วมท้นที่พรรค ทรท.ได้รับในการเลือกตั้งสองครั้งหลัง) แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วไม่อาจต้านทานอำนาจตัดสินใจนั้นๆ ได้ แต่ผลก็คือก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่ชนชั้นนำเอง ยังไม่ถึงขนาดขัดแย้งกันก็จริง แต่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างที่เคยเป็นมาได้หมดไปแล้ว เช่น จะสร้างหรือไม่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดี ชนชั้นนำที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงหลีกเลี่ยงที่จะฟันธง บางส่วนคัดค้านต่อต้านด้วยซ้ำ ในระยะยาวแล้ว บทเรียนจากประวัติศาสตร์และจากสังคมอื่นบอกให้รู้ว่า ในที่สุดความแตกแยกกันของชนชั้นนำเช่นนี้ ย่อมนำไปสู่ความขัดแย้งกันเอง ซึ่งจะยิ่งทำให้ภาวะการนำของพวกเขาอ่อนลงไปอีก ถึงเวลาที่ชนชั้นนำจะต้องปรับตัว ซึ่งมีหนทางหลายอย่าง นับตั้งแต่โดยสงบไปถึงการนองเลือด (เช่น นโยบาย 66/23 เป็นการปรับตัวโดยสงบ 6 ตุลาฯเป็นการนองเลือด) แต่สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในครั้งนี้หนักหนาสาหัส กว่าการกบฏของสมาชิกใหม่หนุ่มสาวในครั้งนั้นเป็นอันมาก ขึ้นอยู่กับชนชั้นนำเองว่าจะเลือกอย่างมีสติได้อย่างไร หน้า 6
|