หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
สินเชื่อโครงการรัฐ เพิ่มหนี้คนจน

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล  กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

บทสรุปส่วนหนึ่งในงานวิจัยเรื่อง "การให้สินเชื่อเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของคนจน" โดย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เพื่อประกอบในการสัมมนาประจำปี 2550 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เมื่อวันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2550 ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน ชลบุรี

ความสัมพันธ์ระหว่าง "สินเชื่อ" และ "ปัญหาเศรษฐกิจของคนจน" เป็นประเด็นที่หลายคนสนใจและกล่าวถึงในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากสินเชื่อที่คนจนได้รับ หากใช้ให้ถูกต้อง สามารถให้โอกาสใหม่ในการประกอบอาชีพ เพื่อเลี้ยงตนเองของคนกลุ่มดังกล่าว แต่หากใช้ไม่ถูกต้อง สิ่งที่ดีก็อาจจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่ดีได้ ทำให้โอกาสกลายเป็นปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวของหลายๆ คน ดังเช่นกรณีของปัญหาการรูดใช้บัตรเครดิตของกลุ่มคนชั้นกลาง ที่บัตรเครดิตและสินเชื่อเงินด่วน ซึ่งเฟื่องฟูในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ได้ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่การดำรงชีวิตของแต่ละคน และเป็นนวัตกรรมทางการเงิน ที่ช่วยทำให้แต่ละคนสามารถรองรับกับความผันผวน (shocks) ต่างๆ

แต่กลับมีบางคนที่มีบัตรเครดิตถึง 13 ใบ มีหนี้สินจากบัตรเครดิตเป็นจำนวน 30-40 เท่าของเงินเดือน จนกระทั่งท้ายสุดไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ และถูกตามทวงหนี้เช้าเย็น จนต้องลาออกจากงาน เพื่อหลบหนี้ ไปหาชีวิตใหม่ มามากต่อมากนักแล้ว

คำถามที่ต้องการจะตอบ ก็คือ แล้วสินเชื่อเป็นสิ่งที่ดี หรือเป็นสิ่งที่สร้างปัญหาให้กับคนจนมากกว่ากัน

จากการศึกษาพบว่า ครัวเรือนมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา โดยในกลุ่มของครัวเรือนที่จนที่สุด มีระดับหนี้สินต่อรายได้ที่สูงเป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับกลุ่มครัวเรือนอื่นๆ ขณะที่มีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย ที่น่าสนใจไปกว่านั้น ในกลุ่มคนจน เมื่อพิจารณาถึงสินทรัพย์ที่ครัวเรือนมี จะพบว่าสินทรัพย์สุทธิของกลุ่มคนจน มักจะเป็นสินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดิน บ้าน ขณะที่มีสินทรัพย์ทางการเงินอยู่เพียงเล็กน้อย ทำให้กลุ่มคนจนมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องได้ง่าย ซึ่งเมื่อรวมถึงภาระหนี้ (เงินต้นและดอก) ที่คิดเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับรายได้ในแต่ละเดือน ครัวเรือนกลุ่มนี้จึงมีความเปราะบางทางการเงินเป็นพิเศษ โดยต้องมีการกู้ยืมจากแหล่งอื่นมาใช้หนี้ และผิดนัดชำระหนี้ เป็นสัดส่วนที่มากกว่าครัวเรือนในกลุ่มอื่นๆ

สำหรับช่องทางที่ทำให้กลุ่มครัวเรือนที่จนที่สุดสามารถที่จะกู้ยืมได้นั้น ส่วนใหญ่มาจากช่องทางที่รัฐบาลเป็นคนให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนหมู่บ้าน และธนาคารเฉพาะกิจ เช่น ธ.ก.ส.ในขณะที่ครัวเรือนในกลุ่มนี้ ได้ถูกปฏิเสธการให้สินเชื่อจากสถาบันการเงินมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ทำให้ต้องหันไปหาหนี้นอกระบบ หรือใช้ช่องทางประชานิยมของทางการ เช่น กองทุนหมู่บ้าน เพื่อการกู้ยืมเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ช่องทางของทางการดังกล่าว กลับทำให้ครัวเรือนในกลุ่มที่จน ต้องมีระดับของความเป็นหนี้มากกว่าความสามารถของตนในการชำระหนี้ กลายเป็นจุดที่น่าคิดว่า นโยบายทางการกำลังเป็นช่องทางที่ทำให้คนเป็นหนี้ และตกอยู่ในวังวนของการเป็นหนี้หรือไม่

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาหนี้สินของคนจน

จากการศึกษา พบประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับปัญหาหนี้สินของครัวเรือน และหนี้สินของคนจน คือ ในภาพรวมมีครัวเรือน ประมาณ 60% ที่ตอบว่าครัวเรือนของตนมีหนี้สิน โดยระดับของหนี้สินต่อรายได้ครัวเรือนมีการกระจายตัว โดยประมาณ 70.7% ของครัวเรือนที่เป็นหนี้ มีสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ครัวเรือนน้อยกว่า 1 เท่าของรายได้ทั้งปี ประมาณ 18.2% มีสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ครัวเรือนระหว่าง 1-2 เท่า ประมาณ 6% มีสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ครัวเรือนระหว่าง 2-3 เท่า และประมาณ 5% มีสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ของครัวเรือนมากกว่า 3 เท่า (หรือมากกว่า 36 เท่าของรายได้ต่อเดือน)

ช่องทางการกู้ยืมของคนจน

ในส่วนของช่องทางการกู้ยืมนั้น ครัวเรือนกลุ่มที่จนสุดมีช่องทางการกู้ยืม โดยมากจะใช้กองทุนหมู่บ้าน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นช่องทางหลักอันดับที่ 1 และ 2 ในการกู้ยืมเงิน นอกจากนั้น กู้ยืมจากกลุ่มนายทุน และสหกรณ์เป็นทางเลือกในการกู้ยืม อย่างไรก็ตาม สัดส่วนที่พึ่งพิงธนาคารพาณิชย์เป็นช่องทางหลักในการกู้ยืมมีเพียง 1-2% เท่านั้น และที่น่าสนใจ คือบทบาทของกองทุนหมู่บ้านในการให้กู้ยืมกับกลุ่มคนที่จนที่สุด ในขณะที่กลุ่มคนรวยโดยมากจะพึ่งพาสถาบันเฉพาะกิจ สหกรณ์ ธนาคารพาณิชย์ และ บง. บค.เป็นหลัก

ส่วนวิธีการกู้ยืมนั้น กลุ่มครัวเรือนที่จนที่สุด ใช้วิธีบุคคลค้ำประกันเป็นหลัก เช่นเดียวกับกลุ่มรายได้อื่นๆ อย่างไรก็ตาม ที่น่าสนใจก็คือ กลุ่มครัวเรือนที่จนที่สุด จะพึ่งพาวิธีการกู้รวมกันเป็นกลุ่มเพื่อที่จะกู้ยืมมากกว่ากลุ่มรายได้อื่นๆ ขณะที่การใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น ที่ดิน เป็นวิธีการสำคัญของกลุ่มผู้มีรายได้สูง

ปัญหาในการชำระหนี้ของคนจน

ในส่วนของปัญหาการชำระหนี้นั้น กลุ่มครัวเรือนที่จนมีปัญหาในการชำระหนี้ พบว่ากลุ่มครัวเรือนที่จนที่สุด 70% ไม่มีปัญหาในการชำระหนี้ ซึ่งนับว่าน้อยกว่ากลุ่มครัวเรือนที่รวย ซึ่งประมาณ 90% ของกลุ่มดังกล่าวไม่มีปัญหาในการชำระหนี้ สำหรับกลุ่มที่มีปัญหาในการชำระหนี้ ในครัวเรือนของกลุ่มคนที่จนสุด ประมาณ 57.3% เลือกที่จะกู้จากแหล่งอื่นเพื่อนำมาชำระหนี้ อีกประมาณ 25.2% ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ในขณะที่กลุ่มรายได้อื่นๆ เมื่อเกิดปัญหาในการชำระหนี้แล้ว โดยมากคือประมาณ 58-72% เลือกที่จะชำระหนี้ช้ากว่ากำหนด และมีบ้างบางส่วนที่จะกู้จากแหล่งอื่น เพื่อนำมาชำระหนี้ (แต่ไม่มากเท่ากับกลุ่มคนจน)

จากงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า การให้สินเชื่อของทางการผ่านโครงการต่างๆ ได้ส่งผลให้ครัวเรือนในกลุ่มรายได้ที่จนที่สุดมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ซึ่งทำจากลักษณะเฉพาะของกลุ่มดังกล่าวที่มีสินทรัพย์ทางการเงินสุทธิไม่มาก มีรายได้ไม่พอรายจ่าย มีเงินออมติดลบ มีหนี้สินเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับรายได้ของตน โครงการภาครัฐจึงส่งผลให้กลุ่มครัวเรือนดังกล่าว มีความเปราะบางทางการเงินเพิ่มขึ้น และอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลง ของภาวะเศรษฐกิจ และดอกเบี้ย ทำให้ครัวเรือนมีโอกาสเพิ่มขึ้นในการที่จะประสบปัญหาการชำระหนี้

ด้วยเหตุนี้ ในช่วงต่อไป จึงมีความจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องดำเนินการเรื่องสินเชื่อคนจนอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยการเน้นการมีวินัยในการปล่อยสินเชื่อกับกลุ่มดังกล่าว ให้สินเชื่อเฉพาะโครงการที่จะเกิดประโยชน์ และสามารถสร้างรายได้แก่ผู้กู้ยืม ตลอดจนให้ความรู้ทางการเงิน แก่ผู้ที่มากู้ยืมเพื่อให้เขาสามารถที่จะดูแลปัญหาทางการเงินของตนเองด้วยตนเอง นำประสบการณ์ของธนาคารคนจนในต่างประเทศมาประยุกต์ใช้ในกรณีของเรา เพื่อหลีกเลี่ยงการให้สินเชื่อในลักษณะประชานิยมที่นำไปสู่ปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวในที่สุด

หรือการเป็นรัฐสวัสดิการที่เน้นการให้ตามสิทธิของประชาชน แต่เป็นการให้สินเชื่อเพื่อการยกระดับฐานะของประชาชน และนำไปสู่ความอยู่ดีกินดีของทุกคนอย่างแท้จริง

ความจริงจากประสบการณ์ของธนาคารคนจนในต่างประเทศ ที่มักจะเรียกกันว่า Micro finance นั้น พบว่าการให้สินเชื่ออย่างระมัดระวัง และมีกระบวนการให้สินเชื่ออย่างรัดกุม ได้นำมาถึงตัวอย่างของความสำเร็จมาแล้วมากต่อมาก ไทยเราก็ควรที่จะนำประสบการณ์ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในกรณีของเรา เพื่อหลีกเลี่ยงการให้สินเชื่อในลักษณะประชานิยม ที่นำไปสู่ปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวในที่สุด หรือการเป็นรัฐสวัสดิการที่เน้นการให้ตามสิทธิของประชาชน แต่เป็นการให้สินเชื่อเพื่อการยกระดับฐานะของประชาชน และนำไปสู่ความอยู่ดีกินดีของทุกคนอย่างแท้จริง