|
||||||||||||||
|
ประชัยโยโนมิกส์
:
เศรษฐศาสตร์การสร้างวิมานในอากาศ
ดร. ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 08 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 สมมติว่าเราคิดอยากจะจริงจังกับนโยบายของพรรคการเมือง เพื่อการตัดสินใจในการเลือกตั้ง และสมมติว่าพรรคนั้นเป็นหนึ่งในพรรคที่หัวหน้าพรรค มีโอกาสเป็นนายกฯ เราควรจะใส่ใจกับนโยบายที่พรรคเสนอตามสื่อ หรือในเวบไซต์ของพรรค หรือว่าเราควรจะใส่ใจกับความคิดหรือโลกทรรศน์ของหัวหน้าพรรคที่แสดงออกในที่ต่างๆ ผู้เขียนคิดว่าเราอาจจำเป็นต้องพิจารณาทั้งสองด้านในโจทย์ข้างต้น นโยบายของพรรคเหมือนเป็นสัญญา สัญญานั้นจะเป็นพันธะที่ผูกพันต่อมาเพียงไรแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศนั้นๆ แต่ผู้เขียนคิดว่า เราควรจะให้ความสำคัญกับความคิด และโลกทรรศน์ของหัวหน้าพรรคให้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะคุณภาพของพรรคก็ดูได้จากความคิดและโลกทรรศน์ของหัวหน้าพรรคนี้แหละ ผู้เขียนพบว่าบ่อยครั้ง ถ้าเราสามารถเข้าถึงโลกทรรศน์ความคิดของหัวหน้าพรรค ได้อย่างละเอียดทุกแง่มุม เนื้อหาสาระซึ่งมักแฝงไว้ด้วยปรัชญา ตรรกะและเหตุผลของความคิดนั้นๆ มักจะให้อะไร มากกว่าการอ่านนโยบายของพรรคที่เขียน และพรรณนาเหมือนเป็นเครื่องจักรกล ตัวอย่างเช่น ถ้าดูนโยบายหรือวาระประชาชน จากเวบไซต์ของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้เขียนเห็นว่ามีเนื้อหาสาระ และความลึกซึ้งไม่เท่ากับที่พบในหนังสือ ร้อยฝัน วันฟ้าใหม่ ของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เช่นเดียวกัน สาระเนื้อหาในนโยบายของพรรคมัชฌิมาธิปไตยที่โฆษณาตามสื่อ จะไม่ลึกซึ้งเท่ากับโลกทรรศน์ ที่แสดงออกจากปากของหัวหน้าพรรคคุณประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ทำไมถึงเลือกตัวอย่างโลกทรรศน์ทางเศรษฐกิจของคุณประชัย ความคิดจากคำให้สัมภาษณ์ของคุณประชัย ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ฉบับวันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม 2550 หน้า 3A นั้น สำหรับบางคนอาจจะคิดว่านี่เป็นความคิดใหม่ น่าทึ่งเอามากๆ ประเทศไทยจะเปลี่ยนโฉมเหมือนเป็นประเทศที่เจริญแล้วในพริบตา ประชาชนร่ำรวย เพียงแค่เปลี่ยนโฉมบทบาทของรัฐให้เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ และจัดหาสวัสดิการให้ประชาชนอย่างทั่วถึงและครบเครื่อง ประเทศไทยก็จะเจริญ คนไทยร่ำรวยในเวลาอันสั้นๆ โลกทรรศน์ของหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตยไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นโลกทรรศน์ ความคิดของตัวอย่างในความล้มเหลว ของการบริหารเศรษฐกิจมหภาคที่คุณประชัย น่าจะได้เรียนรู้และรับรู้จากประวัติศาสตร์ โลกทรรศน์ทางเศรษฐกิจของคุณประชัย เป็นแม่พิมพ์เดียวกันกับลัทธิ Peronism หรือ ประชานิยมในมิติเศรษฐกิจมหภาคที่เคยเริ่มใช้ในละตินอเมริกาในสมัยทศวรรษ 1950 จนเป็นมรดกตกทอด ก่อให้เกิดวิกฤติเรื้อรังทางเศรษฐกิจทั่วทวีปอเมริกาใต้ในเวลาต่อมา กล่าวโดยย่อ คุณประชัย คิดว่าการที่ประเทศไทยยังจมดักดานไม่เจริญเหมือนสิงคโปร์หรือญี่ปุ่น ก็เพราะรัฐบาลไทย ไม่กล้าโหมลงทุนหนักๆ ทางด้านสาธารณูปโภค และด้านอื่นๆ และถ้ารัฐกล้าจะลงทุนอย่างมโหฬาร ด้วยการออกพันธบัตรรัฐบาลในขนาดที่มากพอ ความขาดแคลนก็จะหมดไป ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า 10 สาย และระบบรางรถไฟทั่วประเทศ พูดง่ายๆ ก็คือถ้ารัฐกล้าจะลงทุนเสียอย่าง โดยการออกพันธบัตร ปัญหาจะแก้ได้ง่ายมาก สำหรับคุณประชัย ประชาชนยากจน คุณภาพชีวิตคนไทยต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เพราะรัฐไม่จัดสวัสดิการที่ครอบคลุมทุกด้าน ให้คนทั้งประเทศอย่างทั่วถึง รัฐจะต้องจัดให้ได้ทั่วถึง ข้าราชการฉ้อราษฎร์บังหลวงเพราะรายได้ไม่พอเพียง ถ้าขึ้นเงินเดือนให้เขามีกินมีใช้ คอร์รัปชันก็จะหมดไป ทุกอย่างช่างดูง่ายอะไรปานนั้น ถ้าประเทศไทยสามารถเปลี่ยนโฉมได้ง่ายอย่างที่คุณประชัย ขายความคิดเช่นนี้ไว้ ทุกประเทศในโลกควรต้องยุบภาควิชาเศรษฐศาสตร์ให้หมด โลกทรรศน์ของคุณประชัยมีปัญหา เพราะว่าคุณประชัยอาจเป็นนักธุรกิจที่มีประสบการณ์ แต่ไม่มีพื้นความรู้ง่ายๆ ในเศรษฐศาสตร์มหภาค 101 ระดับปริญญาตรี จึงไม่เข้าใจและซาบซึ้งกับปัญหาขีดจำกัดทางด้านทรัพยากร หรืองบประมาณ (Resource หรือ Budget constraint) หลักการมีอยู่ว่า ในภาครัฐ ถ้ารายจ่ายไม่ว่าจะเป็นเพื่อการบริโภคหรือการลงทุน ถ้าสูงกว่ารายได้จากภาษี และรายได้อื่นๆ ถ้ารัฐไม่ใช้จากเงินคงคลังก็ต้องกู้ โดยการออกพันธบัตร ซึ่งก็คือภาครัฐจะมีงบประมาณขาดดุลในปีนั้นๆ สำหรับประเทศ การใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของรัฐและเอกชนก็ต้องมาจากการออมภายในประเทศ ถ้าการลงทุนมากกว่าการออมที่ขาดไป ก็ต้องมาจากการขายสินทรัพย์หรือกู้จากต่างประเทศ ซึ่งก็คือการใช้เงินออมจากต่างประเทศนั่นเอง (เช่น เรามีการขาดดุลในบัญชีเดินสะพัดมาตลอดก่อนวิกฤติปี 2540) เพราะฉะนั้น ระบบเศรษฐกิจล้วนพบกับขีดจำกัดทางด้านทรัพยากร คุณประชัยคิดว่า แม้รัฐจะกู้ด้วยการออกพันธบัตรอย่างหนักหน่วงเพื่อมาลงทุนในรถไฟฟ้า 10 สาย และระบบรางทั่วประเทศในเวลา 4-5 ปี จะไม่มีปัญหา เพราะไม่ใช่กู้มาเพื่อจ่ายเป็นเงินเดือนแก่ข้าราชการ GDP จะเพิ่มเกือบเท่าตัว รวมทั้งรายได้ต่อหัว นี่ช่างเป็นเรื่องเพ้อฝันและเป็นการสร้างวิมานในอากาศอะไรเช่นนี้ เศรษฐกิจมหภาคของไทยคงทะยาน เติบโตอย่างที่คุณประชัยคาดหวังไว้ในระยะสั้นช่วงต้นแน่ๆ จากการเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการมโหฬาร และนำประเทศไทยสู่รัฐสวัสดิการแบบครบเครื่องทั่วถึง จากการผลักดันเมกะโปรเจค โหมอย่างไม่ลืมหูลืมตาในระยะเวลาอันสั้นเพื่อให้ GDP เพิ่มตามที่คุณประชัยต้องการ แต่ขนาดและเวลาของปัญหาที่จะเกิดขึ้นในเวลาต่อมา จะขึ้นอยู่กับผลที่จะมาโผล่ในขนาดของการขาดดุลการคลัง ขนาดของหนี้และภาระหนี้ทั้งในและต่างประเทศ ผลผลิตหรือความเจริญเติบโต อัตราเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย การแย่งและทดแทน (Crowding out) ทรัพยากรภาคเอกชนและสำคัญที่สุดผลที่มีต่อการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด วิกฤติใหญ่จะต้องตามมาในภายหลังแน่นอน คุณประชัยชอบอ้างสิงคโปร์และญี่ปุ่น แต่คุณประชัยลืมไปว่า ประเทศทั้งสองไม่ได้ทำอะไรที่ขัดกับหลักพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ คือคนของเขามีรายได้ และความมั่งคั่งจากการเพิ่มขีดความสามารถทางด้านการผลิต เป็นขั้นเป็นตอน แม้เขาจะโตได้เร็ว แต่เขาออมได้มากพอจนต้องไปลงทุนในต่างประเทศเป็นเวลายาวนานสิบๆ ปี ของเรานั้น ก่อนวิกฤติปี 2540 เราไม่เคยอยู่ในสถานภาพเช่นนั้นเลย ด้านการออม การลงทุน เราลงทุนโดยรวมสูงกว่าการออมในประเทศ เมื่อไหร่ที่เราพร้อม เราก็คงมีสิ่งที่คุณประชัยอยากให้มีครบในเร็ววัน แต่ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป
|